พี่ชวน หลีกภัย ยื่นขอทบทวนมติป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต ยกคดี เทพเทือก สร้างโรงพัก เป็นโมเดล
พี่ชวน หลีกภัย ยื่นขอทบทวนมติป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต ยกคดี เทพเทือก สร้างโรงพัก เป็นโมเดล
จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติ 3:2 ชี้มูลความผิดอาญาและวินัย นายกิจ หลีกภัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง(อบจ.ตรัง) พี่ชายนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และอดีตประธานรัฐสภา และพวก รวม 6 คน กรณีการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ(ท่าเรือตรัง) ตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีราคาสูงเกินจริง โดยมีการจัดซื้อ 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 จำนวน 75 ไร่ วงเงิน 25 ล้านบาท และมีการชี้มูลความผิดในการจัดซื้อครั้งที่ 2 จำนวน 2 แปลง จากราคาประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง แจ้งว่าจากการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนที่ดินแล้วปรากฏว่าที่ดินทั้ง 2 แปลง ราคาแปลงที่ 1 เนื้อที่ 6 – 0 – 06 ไร่ ราคาประเมิน 248,100 บาท แปลงที่ 2 เนื้อที่ 7 – 2 – 35 ไร่ ราคาประเมิน 324,750 บาท รวมเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา รวมราคาประเมิน 572,850 บาท ราคาตามท้องตลาดประมาณ 4 ล้านบาท แต่นายกิจ ได้พิจารณาและอนุมัติให้จัดซื้อที่ดินดังกล่าว เป็นเงินทั้งสิ้น 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงมาก
ทั้งนี้สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง ได้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นายกิจ หลีกภัย นางปริปัญญา เอียดแก้ว หรือนางสดใส แซ่อั้ง นายมณี แป้นน้อย นายวสันต์ เครือเพชร นายโรม ไชยมล และนายปรีชา เศรษฐวรพันธุ์ ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย กับนางปริปัญญา เอียดแก้ว หรือนางสดใส แซ่อั้ง นายมณี แป้นน้อย นายวสันต์ เครือเพชร นายโรม ไชยมล นายเสงี่ยม จันทร์สุวรรณ และนายธีรนันท์ สุทธินันท์ และได้ส่งสำนวนการไต่สวน และเอกสารหลักฐานพร้อมความเห็นไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ กับนายกิจ หลีกภัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป ทั้งนี้ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชา ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบด้วย ทั้งนี้ การไต่สวนคดีอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ เกื้ออรุณ อดีตประธานสภาอบจ.ตรัง และอดีตเลขานุการนายกอบจ.ตรัง(นายกิจ) มือกฎหมายส่วนตัวของนายกิจ หลักภัย อดีตนายกฯอบจ.ตรัง เปิดเผยว่า ในการแถลงข่าวการชี้มูลของป.ป.ช.ตรัง ตนได้เข้าสังเกตการณ์ด้วย และได้สอบถามป.ป.ช.ว่า การแถลงข่าวดังกล่าวได้รับมอบหมายอย่างถูกต้องตามกฎหมายป.ป.ช.หรือไม่ เพราะได้ปรากฏว่ามีแบนเนอร์เชิญรับฟังแถลงข่าว โดยทางป.ป.ช.ระบุถ้อยคำที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ไม่เหมาะสม และเป็นตราบาป ที่ไประบุว่าเชิญฟังแถลงข่าวคดีนายกิจ หลีกภัย เหมือนเจาะจงที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว ทั้งที่ควรใช้คำว่า เชิญฟังแถลงข่าวเรื่องคดีจัดซื้อที่ดินสร้างท่าเรือนาเกลือมากกว่า เพราะคำวินิจฉัยป.ป.ช.เป็นเหมือนสารตั้งต้น เหมือนพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องไปยังอัยการให้ใช้ดุลพินิจพิจารณา สุดท้ายอยู่ที่ศาล ไม่นั้นต่อไปพนักงานสอบสวนส่งเรื่องไปอัยการ ศาลแล้ว แต่ตัวเองมาแถลงก่อนทุกเรื่อง โดยผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ชี้แจงว่า เป็นการแถลงข่าวโดยทั่วไป ตามนโยบายของเลขาธิการป.ป.ช. ที่ให้ป.ป.ช.แต่ละจังหวัดสามารถแถลงข่าวมติกรรมการป.ป.ช.ในคดีที่ป.ป.ช.จังหวัดนั้นๆรับผิดชอบได้ และตนได้ถามผอ.ป.ป.ช.ตรังว่า ทำไมผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องขอรายละเอียดมติป.ป.ช.ตลอดจนความเห็นกรรมการป.ป.ช.ซึ่งขณะนั้นมีเพียง 5 คน โดยคะแนนเสียง 3:2 ได้ชี้มูลนายกิจ แต่ทางป.ป.ช.ตรังไม่ยอมเปิดเผย โดยเฉพาะความเห็นของกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อยอีก 2 คน อ้างว่าเป็นความลับทางราชการ ทั้งที่ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 36(3)ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อคณะกรรมการป.ป.ช. มีความเห็นหรือวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์กระทำความผิด ให้เปิดเผยความเห็นหรือคำวินิจฉัยได้ เว้นแต่จะเปิดเผยชื่อผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแสและผู้ซึ่งเป็นพยานมิได้ จึงอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา
ว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ กล่าวอีกว่า ตนทราบมาว่ามติกรรมการป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดนายกิจได้ชี้ในประเด็น ว่า นายกิจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ซึ่งกรรมการป.ป.ช.วินิจฉัยว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามพ.ร.บ.ป.ป.ช. และ นายกิจเป็นเจ้าพนักงานของรัฐใช่หรือไม่ ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามพ.ร.บ.อบจ. แต่คดีนี้ เจ้าพนักงานจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรา 151 , 157 ต้องเป็นเจ้าพนักงานโดยตรงตามมาตราดังกล่าว ซึ่งเราได้ดูตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ออกมาแล้วชัดเจน กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องคดีที่คณะกรรมการป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมพวก 6 คน ในคดีร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน และโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก หรือแฟลตตำรวจมูลค่า 6 พันล้านบาท เมื่อเทียบเคียงกับนายกิจ นายกิจไม่ใช่เจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่จัดซื้อโดยตรงแต่อย่างใด และเมื่อไม่ใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดซื้อ นายกฯอบจ.ก็เพียงแต่อนุมัติเห็นชอบตามที่เสนอ ส่วนเรื่องซื้อที่ดินที่บอกว่าแพง ถามว่าโครงการสร้างท่าเรือโดยงบประมาณกรมเจ้าท่าลงมาแล้ว และมีความจำเป็นต้องซื้อที่ดินเพิ่ม ถามว่ามีใครจะยอมขายในราคาเดิม ราคาประเมิน หรือราคาตลาด ต้องดูหลายๆอย่างประกอบด้วย
ว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้ในการวินิจฉัย กรรมการป.ป.ช.ในขณะนั้นมีเพียง 5 คน วินิจฉัยด้วยเสียง 3:2 ยังมีกรรมการเสียงข้างน้อยที่วินิจฉัยว่าไม่มีมูลในคดีอาญา ถือว่าเสียงยังมีความก้ำกึ่ง แต่บัดนี้กรรมการป.ป.ช.มีครบ 9 คนแล้ว รอเพียงการโปรดเกล้าฯเพื่อมาทำหน้าที่ นายกิจจึงได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตรังแล้ว เพื่อพิจารณาใช้ดุลพินิจว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรในการเสนอให้มีการทบทวนมติกรรมการป.ป.ช.ดังกล่าวใหม่ ตามที่พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 99 ที่เปิดช่องโดยระบุว่า ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป.ป.ช. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีกำรกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน มีหนังสือพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานถึงคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมตินั้นได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการป.ป.ช. และขณะนี้เรื่องยังมาไม่ถึงผู้ว่าฯตรัง ซึ่งพยานหลักฐานใหม่ที่ว่าคือ พยานหลักฐานต่างๆที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นต่อป.ป.ช.เพื่อแก้ข้อกล่าวหา แต่กรรมการป.ป.ช.ไม่เคยหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกากรณีนายสุเทพ อีกทั้งช่วงเกิดเหตุในปี 2549 และ 2553 มีระยะเวลาล่วงมาเกิน 10 ปีแล้ว แต่ป.ป.ช.มาแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อปี 2565 จึงเป็นประเด็นว่าป.ป.ช.มีอำนาจหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาตามอายุความหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อทางอัยการแจ้งผลการพิจารณามา นายกิจก็ต้องยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดตามสิทธิ์ต่อ
ทั้งนี้ สำหรับท่าเรือนาเกลือก่อสร้างโดยกรมเจ้าท่า งบกว่า 206 ล้านบาท บริหารงานโดยอบจ.ตรัง ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ บริเวณหมู่ 2 ต.เกลือ อ.กันตัง ที่อบจ.ตรังในยุคของนายกิจ ดำรงตำแหน่งนายกอบจ.ตรังเป็นฝ่ายออกงบประมาณสำหรับการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์ขนถ่ายสินค้า โดยท่าเทียบเรือมีความยาว 185 เมตร ความกว้าง 29 เมตร รองรับเรือขนาด 4,000 ตันกรอส จอดได้ครั้งละ 2 ลำ ซึ่งอบจ.ตรัง ได้เช่าอาคารราชพัสดุ ตั้งอยู่ต.นาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง กับกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ จำนวน 7 รายการ ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ อาคารคลังสินค้า อาคารซ่อมบำรุง อาคารด่านตรวจ 2 ป้อมยาม อาคารสำนักงาน และอาคารห้องเครื่อง เพื่อดำเนินกิจการสนับสนุนการส่งออกสินค้า อาทิ ข้าวโพดแห้ง มะพร้าวแห้ง ปูนซีเมนต์ ไม้ยางพาราแปรรูป แร่ ยิปซั่ม บุหรี่ เป็นต้น โดยอบจ.ตรังได้เข้าไปทำสัญญาเช่าปีละ 1,000,000 บาท เพื่อดำเนินการดูแลและบริหารจัดการ โดยเริ่มเช่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และสิ้นสุดสัญญาเช่าในเดือนกันยายน 2561 และมีการขอต่อสัญญาเช่าอีก 7 ปี 3 เดือน (1 ตุลาคม 2561-31 ธันวาคม 2568) รายได้หลักมาจากการเก็บค่าบริการท่าเรือ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาการบริหารท่าเรือนาเกลือขาดทุนทุกปี โดยปี 2560 ตั้งแต่เดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2560 ขาดทุนถึง 4,120,000 บาท ทั้งนี้ในปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาพเงียบเหงา มีเรือสินค้าเข้า-ออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้นายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายกฯอบจ.ตรังคนปัจจุบันได้มีนโยบายฟื้นฟูการดำเนินการของท่าเรือนาเกลืออีกครั้ง โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษาวางแผนของคณะที่ปรึกษา
สำหรับเรื่องนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ดาบตำรวจชัยวัฒน์ เส้งนุ้ย รองประธานสภาอบจ.ตรังในขณะนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามจัดเก็บรายได้และทรัพย์สินของอบจ.ตรัง เป็นผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ได้ยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง ให้ทำการสืบสวนสอบสวน พร้อมตั้งข้อสงสัยการจัดซื้อที่ดินบางส่วนจากผู้ขายเดิมอาจอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงด้วยหรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พี่ชวน หลีกภัย ยื่นขอทบทวนมติป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต ยกคดี เทพเทือก สร้างโรงพัก เป็นโมเดล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th