โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ที่มาชื่อเมือง "ร้อยเอ็ด" เมืองสิบเอ็ดประตู หรือเมืองร้อยเอ็ดประตู?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 พ.ย. 2567 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2567 เวลา 00.57 น.
บรรยากาศบริเวณบึงพลาญชัย ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด

ตำนานเมืองร้อยเอ็ด เมืองสิบเอ็ดประตู หรือเมืองร้อยเอ็ดประตู?

“ร้อยเอ็ด” เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี ชื่อเมือง “ร้อยเอ็ด” มีการตีความไปต่าง ๆ นานาว่าหมายถึงเมืองสิบเอ็ดประตู หรือหมายถึงเมืองร้อยเอ็ดประตูกันแน่ หนึ่งในบทความที่อธิบายที่มาของชื่อเมืองร้อยเอ็ดไว้คือ “เมืองร้อยเอ็ด (ประตู) หรือ-ทวารวดี แปลภาษาแขกเป็นลาว” โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 15 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2537 มีเนื้อความดังนี้

ตัวจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านเมืองในสมัยโบราณมาก่อน ร่องรอยของคูน้ำคันดินกำแพงเมืองยังเหลือให้เห็นอยู่บ้างเป็นบางตอน

โบราณวัตถุที่มีคนพบที่เมืองนี้ ทำให้ทราบว่า ร้อยเอ็ด เป็นบ้านเมืองโบราณที่มีมาก่อนตั้งแต่สมัยทวารวดี คือมีอายุมากกว่า 1,000 ปีมาแล้ว จึงนับว่าเป็นบ้านเมืองสมัยโบราณรุ่นเก่าที่น่าสนใจเมืองหนึ่งในภาคอีสาน

ร้อยเอ็ด : เมืองอะไร? มีประตูนับร้อย

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะอธิบายความหมายชื่อของจังหวัด ร้อยเอ็ด ซึ่งเคยมีคนสงสัยและให้ความเห็นไปต่าง ๆ นานา โดยทั่วไปเข้าใจกันตามเรื่องที่เป็นตำนานพื้นบ้านว่า ชื่อร้อยเอ็ดนั้นเป็นชื่อโบราณของเมืองเก่าที่ตั้งตัวจังหวัด โดยมีชื่อเต็มว่า เมืองร้อยเอ็ดประตู เพราะเมืองโบราณที่มีร่องรอยให้เห็นอยู่บ้างนั้นมีประตูเมืองจำนวน 101 ประตู

ความสงสัยจึงได้มีขึ้นเกี่ยวกับชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตูอีกต่อไปว่า เมืองอะไรจึงจะมีประตูมากมายเช่นนี้ถึง 101 ประตู ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จึงได้มีการอธิบายจากผู้รู้บางท่านว่า ความจริงเมืองนี้มีเพียง 11 ประตูเท่านั้น แต่เนื่องจากการเขียนตัวเลขของคนอีสานและคนลาวแต่ก่อนที่เขียนว่า 101 นั้น ต้องอ่านว่า 10,1 คือสิบหนึ่งหรือสิบเอ็ด หาใช่อ่านว่าหนึ่งร้อยหนึ่งหรือหนึ่งร้อยเอ็ดไม่ แต่ต่อมาภายหลังคนไม่เข้าใจการเขียนการอ่านของคนในสมัยโบราณ จึงอ่านผิดไปเป็นหนึ่งร้อยเอ็ดหรือร้อยเอ็ด ด้วยเหตุนี้เมืองที่ควรจะชื่อว่า “เมืองสิบเอ็ดประตู” จึงกลายเป็น “เมืองร้อยเอ็ดประตู” ไป

อันที่จริง คูกำแพงเมืองร้อยเอ็ดโบราณที่เห็นอยู่นี้ ก็ไม่เคยมีใครไปนับเป็นหลักฐานว่ามี 11 ประตู หรือ 101 ประตูกันแน่ เนื่องจากความเก่าแก่ของคูเมืองกำแพงเมืองย่อมลบเลือนหายไปบ้าง จนหาประตูไม่เจอว่ามีช่องอยู่ตรงที่ใดกันแน่ และชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตูเท่าที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเอกสารโบราณ ก็ไม่เคยที่จะเขียนเป็นตัวเลขว่า “เมือง 101 ประตู” แต่จะเขียนเป็นตัวอักษรว่า “เมืองร้อยเอ็ดประตู หรือเมืองร้อยเอ็จประตู” ทั้งสิ้น

และเมื่อพิจารณาเรื่องหลักเหตุผลว่าคำเรียกหรือชื่อเรียกย่อมมีขึ้นก่อนแล้ว จึงจะเขียนลายลักษณ์อักษรให้อ่านออกเสียงเหมือนคำหรือชื่อที่เรียกนั้นภายหลัง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่าชื่อเมืองร้อยเอ็ดเป็นการเรียกผิด เนื่องจากการอ่านที่ผิดไปจากสิบเอ็ดมาเป็นร้อยเอ็ด

ดังนั้น เมืองนี้แต่เดิมนั้นจึงมีชื่อว่า เมืองร้อยเอ็ดประตูจริง ๆ ส่วนจะมีจำนวนประตูถึง 101 ช่องอย่างไรนั้น ผู้เขียนจะได้กล่าวต่อไป

ร้อยเอ็ด : เขียนเป็นจำนวนตัวเลข บางทีก็มิได้มาจากการนับ

มีสำนวนคำไทยอยู่หลายคำที่จะขอยกเป็นตัวอย่าง ที่มีการกล่าวถึงจำนวน แต่พอนับเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้จำนวนอย่างที่กล่าว เช่น

ช่างสิบหมู่ นับจริง ๆ ก็มิได้มีจำนวนช่างเพียง 10 ประเภท แต่มีมากกว่านั้น

เพลงไทยสิบสองภาษา ก็มิได้หมายความว่า จะมีคนต่างภาษาในสมัยโบราณที่เข้ามาเป็นที่รู้จักของคนไทย จำนวน 12 ภาษา เพราะนับจริง ๆ แล้วมีมากกว่านั้น

พระเจ้าห้าร้อยชาติ ก็มิได้หมายความว่า จำนวนพระชาติที่พระพุทธองค์ทรงถือกำเนิดมาก่อนจะสำเร็จพระสมโพธิญาณจะมี 500 พระชาติจริง ๆ

ไอ้โจรห้าร้อย ที่เผาโรงเรียน จะมีสักกี่คนก็ไม่รู้ แต่เรียกห้าร้อยไว้ก่อน

ฯลฯ

ที่ยกมากล่าวข้างต้น เป็นตัวอย่างสำนวนภาษาไทยประเภทหนึ่ง ที่นำจำนวนตัวเลขมาใช้ แต่มิใช่เพื่อบอกปริมาณเพื่อการแจงนับได้ แต่เป็นตัวเลขที่ให้ความหมายในเชิงคุณภาพ

เช่นเดียวกับชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตู ตำนานของเมืองร้อยเอ็ดได้ให้ความหมายอย่างชัดเจนในเรื่องราวว่า เมืองร้อยเอ็ดประตูนั้นเป็นเมืองที่มีอำนาจเจริญรุ่งเรืองมาก มีเมืองขึ้นถึงร้อยเอ็ดหัวเมือง ประตูเมืองทั้งร้อยเอ็ดช่องนั้น คือทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างเมืองร้อยเอ็ดกับเมืองบริวารทั้งร้อยเอ็ดหัวเมืองนั้น

ลองนึกให้เป็นภาพแผนที่ ก็จะมีเมืองร้อยเอ็ดอยู่ตรงกลาง มีประตูโดยรอบร้อยเอ็ดช่อง มีเส้นทางออกจากประตูทั้งร้อยเอ็ดไปสู่เมืองบริวารที่อยู่โดยรอบทั้งร้อยเอ็ดหัวเมือง ภาพนี้ก็จะให้ความหมายของอำนาจที่แผ่ขยายออกไปจากศูนย์กลาง หรือเข้ามาสู่ความเจริญรุ่งเรืองที่ศูนย์กลางจากบริวารที่อยู่โดยรอบทั้งร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ

เมืองอะไร? มีประตูนับพัน

จดหมายเหตุของจีนกล่าวถึงรัฐรัฐหนึ่งในช่วงเวลาประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 อยู่ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ชื่อว่า ทวารวดี แม้ว่าขณะนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ตั้งแน่นอนว่าอยู่ที่ใดแน่ แต่ในพุทธศตวรรษที่ 19 ชื่อนี้ได้ปรากฏเป็นชื่อเต็มของกรุงศรีอยุธยา คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ชื่อชื่อนี้รับมาจากเรื่องมหาภารตะของอินเดีย ซึ่งตามเรื่องกล่าวว่า เมืองทวารวดีเป็นเมืองของพระกฤษณะ ผู้เป็นพระนารายณ์อวตาร

ทวารวดี เป็นการเขียนอย่างภาษาบาลี ถ้าเขียนอย่างสันสกฤตเขียนว่า ทวารวติ ซึ่งมีคำแปลที่ชัดเจนเป็นอย่างเดียว ดังนี้

ทวาร = ช่อง, ประตู

วดี, วติ = รั้ว, กำแพง

ดังนั้น คำว่า ทวารวดี เมื่อแปลตามรูปศัพท์จึงแปลว่า เมืองที่มีประตูเป็นกำแพง ซึ่งหากจะคิดโดยซื่อว่ามีความหมายตามรูปศัพท์จริงๆ เมืองเมืองนี้ก็จะมีหน้าตาประหลาด เพราะมีประตูเป็นจำนวนมากมายอาจจะนับจำนวนได้ถึงพันประตูก็คงจะได้

ที่แท้ก็นับไม่ได้เหมือนกัน

การถือความหมายตามรูปศัพท์ของชื่อทวารวดีคงจะไม่ถูก แต่หากพิจารณาเทียบกับชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตู จะให้ความหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีอำนาจครอบคลุมออกไปโดยรอบสารพัดทิศเช่นเดียวกัน

ตำนานเมืองร้อยเอ็ดประตูอยู่ในหนังสืออุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) รวบรวมจารไว้ในคัมภีร์ใบลานโดย พระยาศรีไชยชมพู ในโอกาสเฉลิมฉลองการได้ราชสมบัติอาณาจักรลาวล้านช้างของพระเจ้าสุริยวงศา เมื่อ จ.ศ. 1000 หรือ พ.ศ. 2181 (ที่จริงได้ราชสมบัติก่อนหน้านี้ 5 ปีแล้ว)

เรื่องเมืองร้อยเอ็ดประตูจะมีเนื้อหาที่เป็นปรัมปราคติกล่าวถึงการสร้างเมือง และเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยากับเมืองร้อยเอ็ดประตูคู่กันโดยตลอด อย่างน้อยพระยาศรีไชยชมพูผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้จะต้องคุ้นเคยกับชื่อเต็มของกรุงศรีอยุธยา จึงได้นำความหมายของชื่อตอนหน้ากรุงศรีอยุธยา คือ ทวารวดี มาดัดแปลงให้เป็นภาษาพื้นเมืองว่า ร้อยเอ็ดประตู

ดังนั้น ชื่อเมืองทวารวดีกับเมืองร้อยเอ็ดประตู จึงมีความหมายอย่างเดียวกัน ที่เหมือนกับจะบอกชาวโลกว่า ศูนย์กลางของจักรวาลอยู่ที่นี่

และมีความหมายบางส่วนคล้ายกับสำนวนฝรั่งที่ว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” ฉะนั้น

แถมท้าย

ถึงตอนนี้ ใคร่ขอแถมท้ายอีกเล็กน้อยถึงเรื่องที่คนลาวมักจะบัญญัติศัพท์ใหม่ด้วยภาษาพื้นเมืองของตนเอง ไม่ชอบนำภาษาแขกมาใช้ เช่น คำว่าทวารวดีดัดแปลงเป็นร้อยเอ็ดประตูดังกล่าวแล้ว ในการเขียนตำนานได้พบว่ามีการแปลศัพท์ภาษาแขกเป็นภาษาพื้นเมืองด้วยเหมือนกัน เช่นในตำนานเมืองทรายฟองตอนหนึ่งกล่าวถึงเมืองเชียงแสน (อ. เชียงแสน จ. เชียงราย) ว่าเป็นเมืองที่มีกำแพงสามชั้น เป็นต้น

ตามข้อเท็จจริง เมืองเชียงแสนมีกำแพงชั้นเดียว เหตุที่เป็นเช่นนี้ผู้เขียนเข้าใจว่า คนเขียนตำนานเมืองทรายฟองไม่เคยเห็นเมืองเชียงแสน แต่คงจะอ่านพบจากเอกสารเก่าเล่มใดเล่มหนึ่งที่กล่าวว่า เมืองเชียงแสนมี “ตรีบูร” จึงแปลคำนี้เป็นภาษาพื้นเมืองว่า “กำแพงสามชั้น”

เหมือนกับที่นักวิชาการของไทยเข้าใจว่า “ตรีบูร” ของเมืองสุโขทัย อยุธยา และเชียงใหม่ ในเอกสารโบราณนั้นแปลว่า “กำแพงสามชั้น” ทั้ง ๆ ที่เมืองสองเมืองจากที่กล่าวมานี้ มิได้มีกำแพงสามชั้น รวมทั้งไม่มีเอกสารโบราณฉบับใดที่กล่าวว่าเมืองทั้งสามตามชื่อที่กล่าวนี้มีกำแพงสามชั้นเป็นภาษาไทยเลย

เรื่องความหมายของคำว่าตรีบูร ไมเคิล ไรท์ ได้เคยเขียนไว้ในศิลปวัฒนธรรมแล้ว และผู้เขียนก็ได้อธิบายอย่างค่อนข้างละเอียดแล้วในวารสารสมาคมภาษาและหนังสือเช่นกัน ซึ่งขอสรุปอย่างรวบรัดในที่นี้ว่า คำว่า “ตรี” คำนี้ มิได้มาจากภาษาแขกบาลีที่แปลว่าสาม แต่มาจากภาษาแขกทมิฬ ที่มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “ศรี” คือความดีงามนั่นเอง

ดังนั้น ที่ตำนานเมืองทรายฟองกล่าวว่าเมืองเชียงแสนมีกำแพงสามชั้น ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงมีเพียงชั้นเดียวนั้น เป็นเพราะการแปลภาษาแขกเป็นภาษาลาวผิด

หมายเหตุ : เว้นวรรค ย่อหน้า และเน้นคำ โดย กอง บก. ออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 15 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2537 หน้า 168-171.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มีนาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ที่มาชื่อเมือง “ร้อยเอ็ด” เมืองสิบเอ็ดประตู หรือเมืองร้อยเอ็ดประตู?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...