โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 วัสดุคลายร้อนช่วยทำให้บ้านเย็นและป้องกันแสงแดด

DDproperty

เผยแพร่ 31 มี.ค. 2566 เวลา 06.52 น.
3 วัสดุคลายร้อนช่วยทำให้บ้านเย็นและป้องกันแสงแดด

ในช่วงกลางวันแสงแดดที่ส่องกระทบผนังและหลังคาเป็นเวลานาน จะมีการสะสมความร้อนและนำความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านผ่านวัสดุต่าง ๆ ลองมาดูเทคนิคง่าย ๆ ในการดับร้อนให้บ้านแบบยั่งยืน ด้วยการเลือกวัสดุคลายร้อนที่ช่วยลดและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน เพื่อให้บ้านเย็นสบายและน่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งวัสดุคลายร้อนยอดฮิตที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านก็จะมีด้วยกันอยู่ 3 อย่าง แต่จะมีอะไรบ้างนั้นและมีวิธีการเลือกอย่างไรมาดูกัน

1. ฉนวนกันความร้อน

การติดตั้งฉนวนกันความร้อน

วัสดุคลายร้อนที่ถือเป็นปราการด่านแรกที่นอกจากจะช่วยสกัดกั้นความร้อนจากหลังคาไม่ให้ถ่ายเทมาสู่ภายในบ้านแล้วยังสามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้ถึง 95%

ฉนวนกันความร้อนสามารถติดตั้งได้ตั้งแต่บริเวณใต้หลังคา บนฝ้าเพดาน และภายในผนังบ้าน ซึ่งผนังบ้านเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ความร้อนจะส่งผ่านเข้าสู่ตัวบ้าน โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตก ซึ่งในช่วงบ่ายจะเป็นเวลาที่ร้อนที่สุด ดังนั้นจึงควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนสำหรับผนังเพื่อช่วยสกัดกั้นความร้อนที่จะแผ่เข้ามาด้วย

โดยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนบริเวณฝ้าเพดานเป็นวิธีที่เจ้าของบ้านหลายท่านนิยม เนื่องจากติดตั้งได้ง่ายและติดตั้งได้ทั้งบ้านใหม่และบ้านเก่า ทั้งยังสามารถติดตั้งได้ตั้งแต่ฝ้าแบบทีบาร์และฝ้าแบบฉาบเรียบ นอกจากนี้ยังมีความหนาให้เลือกหลากหลาย

ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกใช้ฉนวนให้เหมาะกับบ้านของคุณ คือ ควรเลือกฉนวนที่มีคุณสมบัติ ค่าการต้านทานความร้อนสูง (ค่า R) ค่าการนำพาความร้อนต่ำ (ค่า K) รวมไปถึงความหนาของฉนวนก็มีผลต่อการป้องกันความร้อนเช่นกัน เพราะฉนวนที่มีความหนามาก ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพในการกันความร้อนได้ดีกว่าฉนวนที่มีความหนาน้อย

สำหรับบ้านชั้นเดียวแนะนำให้ใช้ฉนวนกันร้อน ขนาด 6 นิ้ว ที่สามารถกันความร้อนได้ดีถึง 4 เท่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกันความร้อนได้ดีกว่า และบ้าน 2 ชั้นทั่วไป สามารถติดตั้งฉนวนที่มีความหนา 3 นิ้วได้ตามปกติ ซึ่งสามารถกันความร้อนได้ดีถึง 4 เท่า และยังสามารถช่วยให้ประหยัดไฟได้ถึง 47% เมื่อเทียบกับบ้านที่ไม่ได้ติดฉนวน

นอกจากปัจจัยเรื่องความหนาของฉนวนที่ควรเลือกให้เหมาะสมแล้ว ควรเลือกประเภทที่ผลิตจากใยแก้ว เพราะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังเป็นวัสดุไม่ลามไฟอีกด้วย

อะลูมิเนียมฟอยล์ ทำหน้าที่สะท้อนความร้อน

2. ฝ้าชายคา และฝ้าภายในบ้าน

บ้านที่ติดตั้งฝ้าชายคารูระบายอากาศ

ฝ้าชายคาและฝ้ายภายในบ้าน เป็นวัสดุคลายร้อนที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้บ้านเย็น โดยเคล็ดลับในการเลือกฝ้า คือ เลือกฝ้าที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ และมีความยืดหยุ่น แข็งแรง ทนน้ำและทนชื้นได้ดี ไม่มีใยหินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สำหรับภายนอกบ้านแนะนำให้เลือกใช้ ฝ้าชายคา ที่มีรูหรือช่องให้อากาศระบายผ่านเข้าออกได้ เพื่อรับลมเย็นและระบายความร้อนที่สะสมใต้โถงหลังคาที่โดนแดดมาตลอดทั้งวัน โดยปัจจุบันมีฝ้ารุ่นใหม่ ที่มีรูระบายอากาศสำเร็จจากโรงงานและมีตาข่ายไฟเบอร์กลาสคุณภาพสูงที่ช่วยระบายความร้อน ติดตั้งง่ายและป้องกันแมลงเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เจ้าของบ้านนำไปช่วยลดความร้อนให้กับบ้าน

ฝ้าชายคารุ่นรูระบายอากาศ

สำหรับความร้อนบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใต้โถงหลังคา เลือกใช้ ฝ้าภายในบ้าน อีกตัวช่วยหนึ่งที่สกัดกั้นความร้อนเข้าสู่ภายในห้องได้ จึงควรเลือกใช้ฝ้าที่กันความร้อนได้ดีหรือมีค่าการนำพาความร้อนต่ำ เพื่อช่วยกันความร้อนจากโถงหลังคาเข้าสู่ตัวบ้าน ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อใช้ร่วมกับฉนวนกันร้อนใต้หลังคาและแผ่นสะท้อนความร้อน ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศลงได้ถึง 23-45%

ส่วนเจ้าของคอนโดและทาวเฮ้าส์ สามารถเลือกใช้ฝ้าทีบาร์ ที่สามารถเปลี่ยนได้ง่าย และใช้ร่วมกับฉนวนกันความร้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดร้อนให้บ้าน

บ้านที่ติดตั้งฝ้าภายในบ้าน

3. ผนัง หรือตัวบ้าน

ผนังที่ใช้อิฐมวลเบาในการก่อสร้าง

เป็นอีกหนึ่งส่วนของบ้านที่ต้องปะทะแสงแดดตลอดทั้งวัน ทำให้เกิดการสะสมความร้อนสูง จึงเป็นส่วนสำคัญของบ้านที่ควรป้องกันความร้อน ควรเลือกใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อน อย่างอิฐมวลเบา

เนื่องจากอิฐมวลเบามีลักษณะเป็นฟองอากาศ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้เป็นอย่างดี ทำให้เป็นสามารถกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ 4-8 เท่า และมีน้ำหนักเบากว่าอิฐมอญ 2 เท่า จึงช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 30% เมื่อเทียบกับบ้านที่ไม่ได้ใช้อิฐมวลเบา

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังมีขนาดหลากหลายให้เลือกใช้งาน โดยงานก่อสร้างทั่วไปมักใช้ขนาด 7.5-15 เซนติเมตร เคล็ดลับการเลือกอิฐมวลเบา ควรเลือกวัสดุจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีความแข็งแรง ไม่เปราะ เนื้อวัสดุมีการกระจายตัวของฟองอากาศอย่างสม่ำเสมอและเป็นระเบียบ

เจ้าของบ้านหลายคนอาจกังวลในเรื่องของความแข็งแรงของอิฐมวลเบา ที่มีเนื้อวัสดุเป็นฟองอากาศกระจายตัว ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลเลย เพราะเนื้อวัสดุที่เป็นฟองอากาศเหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นรูพรุนที่ทะลุถึงกันหรือรูกลวง แต่เป็นฟองอากาศขนาดเล็กที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอและเป็นระเบียบ

ถือเป็นตัวช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอย่างดี ช่องอากาศจะทำหน้าที่ลดทอนพลังงานความร้อนเอาไว้ ไม่ให้ผ่านจากภายนอกเข้าสู่ภายในบ้านได้

อิฐมวลเบาที่ใช้ในการก่อผนัง

นอกจากนี้ยังมีความแข็งแรง สามารถรับแรงกดหรือแรงอัดได้เป็นอย่างดี จากการทดสอบโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทดสอบแล้วว่า 1 ตารางเซนติเมตร สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 35 กิโลกรัม หรือขนาด 20x60x10 เซนติเมตร สามารถรับแรงกดได้ถึง 21 ตัน

ผนังอิฐมวลเบายังสามารถ เจาะ ตอก ยึดแขวนสิ่งของต่าง ๆ บนผนังได้อย่างมั่นใจ เพียงแค่ทำงานให้ถูกต้อง และเลือกขนาดให้เหมาะสมกับประเภทของสิ่งของที่จะแขวนเท่านั้นเอง

ขอบคุณบทความจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างบ้านและวัสดุก่อสร้าง เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ เอสซีจี โฮมโซลูชั่น

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...