โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จระเข้ยุคกรุงศรีเชื่อง!? เปิดบันทึก วัน วลิต เล่าคนอยุธยาล่าจระเข้อย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 17.23 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2568 เวลา 17.22 น.
เรือนแพในอยุธยา (ภาพจาก หนังสือ : Siam on the Meinam)

จระเข้ยุคกรุงศรีเชื่อง!? เปิดบันทึก วัน วลิต เล่าคนอยุธยาล่าจระเข้อย่างไร?

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา “จระเข้” สร้างปัญหาและความหวาดกลัวให้กับผู้คนไม่แตกต่างจากปัจจุบัน ด้วยเพราะเป็นสัตว์กินเนื้อ เป็นนักล่าแห่งสายน้ำ มันจึงกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องอาบน้ำริมคลอง ดื่มน้ำจากแม่น้ำ หรือเดินทางไปมาหาสู่กันทางเรือ

ดังนั้น สมัยกรุงศรีอยุธยาจึงต้องมีการขับไล่จระเข้ ให้ออกไปจากพื้นที่รอบ ๆ เมือง หากพบว่ามีจระเข้กินคนก็ต้องทำพิธีกรรมชำระความจระเข้ตัวนั้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้ชาวบ้าน มิเช่นนั้นจะอยู่อาศัยด้วยความหวาดกลัว แต่ใช่ว่าจระเข้ทุกตัวจะดุร้าย จากบันทึกของ วัน วลิต พ่อค้าชาวดัตช์ ที่เดินทางเข้ามายัง อยุธยา ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก็บันทึกว่ามีจระเข้เชื่อง รายละเอียดจากบันทึกของ วัน วลิต มีดังนี้

“…ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับสัตว์ทะเลใหญ่โตที่แปลกประหลาดในทะเลรอบ ๆ ประเทศสยาม เว้นแต่ในอ่าวสยามและตรงสันดอนซึ่งบางทีก็ได้เห็นปลาตัวใหญ่คล้ายปลาวาฬ แต่ในบริเวณน่านน้ำภายในประเทศทั้งหมดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่น้ำใหญ่ที่ชื่อแม่น้ำ (แม่น้ำเจ้าพระยา) มีจระเข้เป็นจำนวนมาก พวกสยามเชื่อมั่นว่าในเขตกรุงศรีอยุธยาไม่มีจระเข้หรือสัตว์ที่ล่าเหยื่อเป็นอาหารอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากพวกมันถูกพระสงฆ์ขับไล่ออกไปใต้เมืองบางกอกลงมานอกเขตบางเจ้าพระยา (Banthianphia คือที่ตั้งเมืองสมุทรปราการในปัจจุบัน)

*เมื่อมีข่าวว่าจระเข้ตัวหนึ่งได้ฆ่าและกินคนไปคนหนึ่ง จระเข้ตัวดังกล่าวถูกสะกดด้วยเวทมนตร์ให้ขึ้นมายังผิวน้ำเพื่อรับโทษทัณฑ์ ถ้ามันไม่ยอมทำอย่างนั้น จระเข้ตัวอื่น ๆ ก็จะถูกจับเป็นจำนวนมากจนทำให้ตัวอื่น ๆ บังคับให้ตัวที่ไม่ดีปรากฏตัวขึ้นมา*

พวกสยามจับจระเข้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ พวกเขาจะเอาสุนัขตัวหนึ่ง ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหลายลงเวทมนตร์คาถาไว้แล้ว ผูกโซ่เส้นหนึ่งพร้อมกับตะขอเกี่ยวหมูเค็มไว้รอบขาหลังของสุนัข แขงนระฆังไว้กับตัวมัน เอาเชือกผูกตัวสุนัขแล้วดึงมันไปข้างหน้าข้างหลัง จนกระทั่งเสียงระฆังล่อจระเข้ให้เข้ามายังสุนัขที่ร้องครางอยู่นั้น และงับเอาหมูเค็ม ตะขอเบ็ดก็จะติดคอมัน และแล้วเจ้าสัตว์ร้ายก็ถูกจับมัด และถูกฆ่าอย่างคนไร้ค่า

*พยานเป็นจำนวนมากยืนยันว่าพวกคนที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำได้ให้อาหารพวกจระเข้ ด้วยเหตุนี้จระเข้จึงเชื่องมากและไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใด เมื่อคนอาบน้ำในแม่น้ำ มันก็มักมาเล่นกับพวกเขาด้วย แต่ก็มีอยู่บ่อย ๆ ที่มันจู่โจมเอากับพวกวัว ควาย และกลืนกินเสีย ขณะนี้พวกมันลงมาดื่มน้ำในลำธารเล็ก ๆ ในกรณีที่คนแปลกหน้าตกลงไปในน้ำใกล้ ๆ กับจระเข้ เขาผู้นั้นจะไม่ถูกปล่อยให้รอดไปได้*

คนเป็นจำนวนมากอ้างว่า มีจระเข้ที่มี 4 ตา คือ ตา 2 ตา อยู่ตรงด้านหน้าของหัว และอีก 2 ตา อยู่ด้านหลัง และสัตว์ร้ายเหล่านี้ไม่เคยพุ่งไปหาเหยื่อ แต่จะผ่านเข้าไปใกล้และใช้หางฟาดจับเหยื่อเข้าปาก

ถึงแม้ว่าคำพรรณนาเรื่องจระเข้นี้อาจเห็นว่าเหลือเชื่อก็ตาม แต่พวกสยามก็เชื่อว่าทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นเรื่องจริง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมิอาจนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้ และข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้อ่านได้โปรดอย่ามีความรู้สึกอันเป็นปฏิปักษ์กับเรื่องดังกล่าว และโปรดเชื่อเท่าที่ท่านผู้อ่านคิดว่าจะเป็นจริงได้…”

วัน วลิต ไม่ได้ระบุว่าคนสมัย อยุธยา กินเนื้อจระเข้หรือไม่ แต่สันนิษฐานว่าคงไม่น่าจะมีผู้ใดกินแน่ เพราะคนในอดีตไม่นิยมบริโภคสัตว์ใหญ่ ยิ่งเป็นสัตว์ดุร้ายเช่นจระเข้ด้วยแล้ว คงไม่มีการล่าเพื่อบริโภคเป็นแน่

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182. (2546). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มกราคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จระเข้ยุคกรุงศรีเชื่อง!? เปิดบันทึก วัน วลิต เล่าคนอยุธยาล่าจระเข้อย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...