โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญเตือน 10 ความผิดพลาดเรื่องการนอนที่ทำสุขภาพพัง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 ธ.ค. 2568 เวลา 01.06 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 08.10 น.

เราใช้เวลาประมาณ หนึ่งในสามของชีวิต ไปกับการนอนหลับ แต่กลับมีคนจำนวนไม่น้อยที่ “นอนผิดวิธี” โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่การนอนคือหนึ่งในเสาหลักของการมีสุขภาพดี สดใส และชีวิตที่ยืนยาว งานวิจัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่า การนอนหลับที่ดี เป็นกลไกซ่อมแซมร่างกายและจิตใจที่สำคัญไม่แพ้โภชนาการหรือการออกกำลังกาย

ข้อมูลจากCenters for Disease Control and Prevention ระบุว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันถึง 1 ใน 3 นอนน้อยกว่าที่แนะนำ (7 - 9 ชั่วโมงต่อคืน) ในสหราชอาณาจักร การสำรวจพบว่าราว 18% นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจัดว่า “ไม่เพียงพอและไม่ดีต่อสุขภาพ” ในขณะที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ระบุว่า การนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในปัญหาที่บั่นทอนสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยประมาณ 19 ล้านคน และกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก

‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านมาทบทวนเรื่องใกล้ตัวอย่าง “การนอนหลับ” ที่หลายคนมองข้าม พร้อมพาไปสำรวจความสำคัญของการนอน และ 10 ความผิดพลาดที่หลายคนทำก่อนเข้านอนที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อาจบั่นทอนทั้งพลังชีวิตและคุณภาพสุขภาพในระยะยาว

ทำไมเราต้องนอน?

นักวิทยาศาสตร์ด้านการนอนจาก Harvard University เคยกล่าวแบบขำๆว่า “หน้าที่เดียวของการนอนคือแก้ง่วง” แต่ในความเป็นจริง การนอนมีบทบาทซับซ้อนกว่านั้นมาก ตั้งแต่การฟื้นฟูสมอง การจัดระเบียบความทรงจำ ไปจนถึงการควบคุมอารมณ์ ฮอร์โมน และภูมิคุ้มกัน งานวิจัยสมัยใหม่จึงเริ่มยืนยันว่า การนอนคือหัวใจของทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ

สมองทำอะไรระหว่างที่เราหลับ?

สมองไม่ได้ปิดสวิตช์ แต่สลับเข้าสู่สองช่วงสำคัญคือ

  • หลับลึก (Slow-Wave Sleep: SWS) คิดเป็นราว 25% ของเวลานอน สมองจะส่งคลื่นช้า กล้ามเนื้อผ่อนคลาย การหายใจจะลึกขึ้นและช้าลง ช่วงนี้สำคัญต่อการ “ย้าย” ความทรงจำใหม่ไปเก็บระยะยาว พร้อมคัดทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็น งานวิจัยล่าสุดพบว่า ขณะหลับ การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (synapses) จะหดตัว ทำให้ความทรงจำที่อ่อนแรงถูกตัดออก
  • หลับฝัน (REM) คิดเป็นราว 20% ของเวลานอน ในช่วงนี้สมองจะทำงาน หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่กล้ามเนื้อจะแทบไม่ขยับ ความฝันมักยาวขึ้นในช่วงท้ายของเวลาคืน และเชื่อมโยงกับการเรียนรู้และอารมณ์ แม้จะไม่ใช่กลไกเดียวที่จำเป็นต่อความจำ แต่ก็มีบทบาทเสริมที่น่าสนใจ

นอนเท่าไรถึง “พอดี”?

ตัวเลข “8 ชั่วโมง” เป็นค่าเฉลี่ยที่คุ้นหู แต่ความต้องการจริงต่างกันตามบุคคลและช่วงวัย รายงานสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ 18 คนที่ทบทวนงานวิจัยกว่า 320 ชิ้น โดย National Sleep Foundation แนะนำดังนี้:

  • ผู้ใหญ่ : 7 - 9 ชั่วโมง
  • วัยรุ่น: 8 - 10 ชั่วโมง
  • ทารกแรกเกิด: อาจต้องมากถึง 17 ชั่วโมงต่อวัน

แม้คุณภาพการนอน (หลับลึก vs REM) จะมีความสำคัญเช่นกัน แต่มีหลักฐานชี้ชัดว่า หากน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน ความเสี่ยงต่อสุขภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จะเกิดอะไรขึ้นหากเรานอนไม่พอ ?

แม้การอดนอนขั้นรุนแรงจะไม่ถูกทดลองในมนุษย์ แต่การนอนหลับแย่แค่คืนสองคืน ก็ทำให้สมาธิ ความจำ และการตัดสินใจแย่ลงได้ เราจะมีแนวโน้มใจร้อนขึ้น และมีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์มากขึ้นด้วย ในระยะยาว การอดนอนเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า และการเสื่อมของสมอง

10 ความผิดพลาดเรื่องการนอนที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน

1) ไม่รู้ว่าร่างกายตัวเองต้องการนอนกี่ชั่วโมงจริงๆ

แม้คำแนะนำทั่วไปจะอยู่ที่ 7 - 9 ชั่วโมงต่อคืน แต่ความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจสดชื่นกับ 7 ชั่วโมง ขณะที่บางคนต้องการนอนนานถึง 9 ชั่วโมง สิ่งสำคัญคือการสังเกตตัวเองว่า ตื่นมาแล้วรู้สึกสดใส มีสมาธิ และไม่ง่วงระหว่างวันหรือไม่ มากกว่าการยึดตัวเลขตายตัว

2) กินมากเกินไป หรือปล่อยให้ตัวเองหิวก่อนนอนเกินไป

การกินมื้อหนักใกล้เวลานอนอาจทำให้แน่นท้อง แสบร้อนกลางอก หรือระบบย่อยทำงานหนักจนหลับไม่สนิท ในทางกลับกัน การเข้านอนทั้งที่หิวมากก็ทำให้ร่างกายตื่นตัวจากฮอร์โมนความหิวได้เช่นกัน ทางที่ดีคือควรทานมื้อเย็นเบาๆ และหากหิวก่อนนอน อาจเลือกทานของว่างในปริมาณเล็กน้อยที่ย่อยง่าย

3) มองหน้าจอก่อนนอนเป็นกิจวัตร

แสงสีฟ้าจากมือถือ แท็บเล็ต หรือทีวี ทำให้สมองเข้าใจผิดว่ายังเป็นเวลากลางวัน ส่งผลให้ ฮอร์โมนเมลาโทนิน หลั่งลดลง นอกจากแสงแล้ว เนื้อหาบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ที่ตื่นเต้น หรือการไถโซเชียล ก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์และความคิด ทำให้หลับยากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

4) ไม่ให้เวลากับการผ่อนคลายก่อนนอน

หลายคนปิดคอม ปิดไฟ แล้วหวังว่าจะหลับได้ทันทีทั้งที่สมองยังอยู่ในโหมดทำงานผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีช่วงผ่อนคลายอย่างน้อย 30 - 60 นาที เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ หรือยืดเหยียดร่างกาย เพื่อส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่า ได้เวลาเข้านอนแล้ว

5) งีบหลับระหว่างวันนานเกินไป

การงีบสั้นๆ 15 - 30 นาทีสามารถช่วยฟื้นพลังได้ดี แต่ถ้างีบยาวหรือใกล้ช่วงเย็นเกินไป ร่างกายจะไม่ง่วงตอนกลางคืน ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน และเกิดวงจรนอนดึก - ตื่นสายซ้ำๆ

6) ใช้เตียงทำทุกอย่าง

การทำงาน ดูซีรีส์ หรือเล่นมือถือบนเตียงเป็นเวลานาน ทำให้สมองไม่เชื่อมโยงเตียงกับ “การพักผ่อน” อีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้เตียงสำหรับการนอนและความผ่อนคลายเท่านั้น เพื่อฝึกให้สมองเข้าโหมดหลับได้ง่ายขึ้น

7) อดนอนวันธรรมดา แล้วหวังไปชดเชยวันหยุด

หลายคนคิดว่า นอนน้อยช่วงสัปดาห์แล้วค่อยไปนอนยาวๆในวันหยุดจะช่วยชดเชยได้ แต่งานวิจัยพบว่า สมองบางส่วน เช่น สมาธิและความระมัดระวัง อาจจะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

8) เข้านอน - ตื่นนอนไม่เป็นเวลา

การเปลี่ยนเวลานอนและตื่นบ่อยๆ โดยเฉพาะการตื่นสายกว่าปกติมากในวันหยุด อาจทำให้เกิดภาวะ “social jet lag” คล้ายอาการเจ็ตแล็กจากการเดินทาง ส่งผลให้ร่างกายสับสนและหลับยากในคืนถัดไป

9) ดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป

คาเฟอีนใช้เวลาสลายตัวในร่างกายนานถึงประมาณ 8 ชั่วโมง ส่วนแอลกอฮอล์แม้จะทำให้ง่วงในช่วงแรก แต่กลับรบกวนโครงสร้างการนอน ทำให้หลับตื้นและตื่นกลางดึกได้ ส่งผลให้คุณภาพการนอนโดยรวมแย่ลง

10) เครียดและกังวลกับเรื่องการนอนมากเกินไป

ยิ่งกดดันตัวเองว่า “คืนนี้ต้องหลับให้ได้” สมองยิ่งตื่นตัว ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความกังวลคือศัตรูตัวร้ายของการนอน หากบางคืนหลับไม่ดี ให้กลับมาดูแลจังหวะชีวิตในวันถัดไปอย่างอ่อนโยนก็เพียงพอ

การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสมอง วางรากฐานของสุขภาพที่ดีและอายุยืน งานวิจัยด้านlongevity ชี้ว่า คุณภาพและความสม่ำเสมอของการนอนส่งผลต่อความจำ อารมณ์ ภูมิคุ้มกัน และความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ความผิดพลาดในการนอนมักเกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน การปรับเพียงเล็กน้อย เช่น ลดหน้าจอก่อนนอน ผ่อนคลายให้มากขึ้น และเข้านอนเป็นเวลา สามารถช่วยยกระดับคุณภาพการนอนได้อย่างชัดเจน

อ้างอิง theguardian , theguardian , pmc , thaihealth

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...