ใช้ 'ปัญญา' ใช้งาน 'ปัญญาประดิษฐ์'
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ใช้ ‘ปัญญา’
ใช้งาน ‘ปัญญาประดิษฐ์’
ไม่นานมานี้บนโซเชียลมีเดีย TikTok ในต่างประเทศ มีเทรนด์การใช้ AI เทรนด์หนึ่งที่ในตอนแรกก็ดูเป็นคอนเทนต์ขำขันที่ชวนให้หัวเราะท้องแข็ง แต่ทำไปทำมาก็กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โตจนเกิดความเสียหายขึ้น เทรนด์นั้นก็คือ AI Homeless Man Prank หรือการใช้ AI มาสร้างภาพคนไร้บ้านหลอกคนในครอบครัว
เรื่องนี้เริ่มต้นมาจากครีเอเตอร์บน TikTok คนหนึ่งที่ทำคลิปวิดีโอหลอกแม่ของตัวเองด้วยการส่งภาพ AI เป็นภาพชายไร้บ้านแต่งตัวปอนๆ หน้าตาขะมุกขะมอมนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น และบอกแม่ว่าเขาอนุญาตให้คนไร้บ้านเข้ามาพักที่บ้านด้วยกันหนึ่งสัปดาห์
ยังไม่พอ เขาเจนภาพคนไร้บ้านกำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขอยู่บนเตียงของแม่ และเข้าไปนั่งกินซีเรียลในครัวด้วย
สร้างความแตกตื่นตกใจแทบสิ้นสติให้ผู้เป็นแม่ต้องอัดเสียงตะโกนล้งเล้งด่าลูกว่าทำอะไรลงไป
หลังจากคลิปวิดีโอนี้เผยแพร่ออกไป การใช้ AI สร้างภาพคนไร้บ้านมาหลอกพ่อแม่ก็กลายเป็นเทรนด์ไวรัลทันที มีคนทำตามคลิปวิดีโอนี้กันทั่วประเทศ
จนกลายเป็นเรื่องวุ่นวายจนคนโทร.แจ้งความตำรวจหลายต่อหลายครั้ง
วัยรุ่นในมลรัฐโอไฮโอสองคนถูกตั้งข้อหาว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดการแจ้งความเท็จว่ามีคนบุกรุกเข้าไปในบ้าน
และเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในที่อื่นด้วย อย่างเช่น มิชิแกน นิวยอร์ก และวิสคอนซิน จนต้องมีการออกประกาศเตือนว่าการแกล้งกันรูปแบบนี้เป็นการใช้ทรัพยากรที่ต้องสำรองในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินไปโดยสูญเปล่า
และยังเป็นการลดทอนค่าของเพื่อนมนุษย์ที่ด้อยโอกาสกว่าด้วย
อีกหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นและเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยี AI อยู่ในมือคนทั่วไปแล้วมันอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายยังไงได้บ้าง ก็คือการที่นักมวยที่ชื่อ Jake Paul ยินยอมให้ Sora 2 ใช้ใบหน้าของเขาในการสร้างวิดีโอด้วย AI
Sora 2 เป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอจาก OpenAI ที่เป็นเจ้าของ ChatGPT โดย Sora จะมาในรูปแบบโซเชียลมีเดียคล้ายๆ TikTok แต่คลิปวิดีโอที่อยู่บนนั้นทั้งหมดล้วนถูกสร้างขึ้นโดย AI ดังนั้นจึงจะไม่มีใบหน้าของมนุษย์ที่มีตัวตนจริงๆ ยกเว้น Jake Paul ที่ยินยอมให้นำใบหน้าของเขาไปใช้สร้างวิดีโอของตัวเขาขึ้นมาได้
ตอนที่ให้คำยินยอมไปก็ไม่แน่ใจว่าเขาคิดอะไร แต่สิ่งที่ตามมาก็พอจะคาดเดากันได้อยู่แล้ว ใบหน้าของเขาถูกนำไปใช้ในการสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมมากมาย
เช่น ใช้หน้าเขาสร้างวิดีโอประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์
หรือใช้ใบหน้าเขามาทำคอนเทนต์สอนแต่งหน้า
ทำให้แฟนของเขาออกมาบอกว่าเธอไม่คิดว่ามันตลกเลยเพราะมันเหมือนจริงจนอาจทำให้คนเชื่อได้ง่ายๆ
เว็บไซต์ The Conversation บอกว่าสองเรื่องนี้แม้จะแตกต่างกันในเนื้อหาแต่ก็เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกัน นั่นคือการที่แสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราทุกคนได้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทรงพลังโดยไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่ทำนั้นจะถูกหรือผิด
การมีเครื่องมือ AI ที่สามารถใช้สร้างภาพ สร้างวิดีโอที่สมจริงได้ขนาดนี้หากไม่ได้ใช้ควบคู่กับแนวคิดทางศีลธรรมก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายคนอื่นได้ง่ายๆ
เราอาจจะลืมคิดไปว่าเครื่องมือ AI มอบโอกาสให้ทุกคนโดยเฉพาะเด็กหรือวัยรุ่นรับบทบาทในการแกล้งหรือทำลายคนอื่นได้เพียงเพราะว่า ‘สงสัย’ หรือ ‘อยากเล่นสนุก’ เท่านั้น
การกระทำเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพคนไร้บ้านมาหลอกพ่อแม่ หรือการหยิบตัวตนของคนอื่นมาทำวิดีโอที่ไม่เหมาะสมไม่ได้เกิดจากเจตนาเลวร้ายที่จะสร้างความเสียหาย แต่มาจากการขาดแนวทางการใช้งานเทคโนโลยีด้วยความรับผิดชอบซึ่งพบเห็นได้มากขึ้นในยุคดิจิทัลทุกวันนี้
เด็กหรือวัยรุ่นบางคนยังไม่เติบโตพอที่จะคาดคะเนได้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบอะไรบ้าง
แต่พวกเขาก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เก่งกาจได้แล้ว ทำให้ระดับการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่กันในตอนนี้และอนาคตข้างหน้าจะรุนแรงขึ้นโดยบางทีคนทำอาจจะไม่ทันได้ตระหนักเลยก็ได้
สิ่งที่เราทุกคนในยุค AI ต้องเรียนรู้และบอกต่อให้กับเจเนอเรชั่นหลังก็คือการใช้ AI ในการสร้างสิ่งปลอมขึ้นมาจะทิ้งรอยเท้าเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้าที่ทำให้เกิดการสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ รอยเท้าที่สร้างความกลัว ความอับอาย การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องปลูกฝังให้ทุกคนคิดก่อนใช้ AI ก็คือความสามารถในการวิเคราะห์ว่าการกระทำทางดิจิทัลของเราก่อให้เกิดผลกระทบด้านไหนบ้าง หรือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ใครจะได้รับผลกระทบจากการที่เราใช้ AI สร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้าง
สิ่งที่เราใช้ AI สร้างขึ้นมาจะก่อให้เกิดอารมณ์หรือการรับรู้แบบไหน
สิ่งนี้จะสร้างรอยแผลในชีวิตของใครสักคนหรือเปล่า
ทุกวันนี้เราเน้นไปที่การสอนให้ทุกคนใช้ AI เป็น แต่ไม่มีการสอนให้นึกถึงผลกระทบที่อาจตามมาจากการใช้ AI ทำในสิ่งๆ นั้น อย่างเช่น การสอนให้คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นเสมอก่อนใช้ AI สร้างอะไรขึ้นมา หรือเรียกง่ายๆ ก็คือจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราใช้ AI สร้างขึ้น
สิ่งที่สำคัญคือจะต้องทำให้การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเกิดจากจิตสำนึกที่เข้าใจหัวจิตหัวใจของคนอื่นจริงๆ ไม่ได้เกิดจากความกลัวว่าจะถูกลงโทษหากจับได้
AI เป็นของใหม่ที่เพิ่งจะแมสได้ไม่นาน ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่าเราทุกคนยังอยู่ในช่วงค่อยๆ คลำหาทางที่ถูกต้องที่สุด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องรีบฝังแนวคิดความรับผิดชอบในการใช้ AI ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้กำหนดเป็นกรอบแนวทางปฏิบัติได้
การเข้าใจว่า AI เก่งแค่ไหนก็เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่การเข้าใจว่าความเก่งของ AI จะส่งผลกระทบยังไงต่อชีวิตคนที่มีเลือดมีเนื้อบ้าง
นั่นแหละจึงจะเป็น ‘ปัญญา’ ที่แท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใช้ ‘ปัญญา’ ใช้งาน ‘ปัญญาประดิษฐ์’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly