โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ส่องเรตติ้งพรรคใหม่ “ปวงชนไทย-เศรษฐกิจ-ไทยก้าวใหม่” จับตา 12.7 ล้านเสียงยังลังเล

เดลินิวส์

อัพเดต 42 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ซูเปอร์โพลเปิดผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 4 สมรภูมิพรรคเกิดใหม่ “พรรคปวงชนไทย” พุ่งแรงสุดไล่บี้ “พรรคเศรษฐกิจ” ที่ยังครองฐานเสียงเหนียวแน่น และ “พรรคไทยก้าวใหม่” เริ่มขยับฐานเสียงเพิ่มจากกลุ่มนโยบายการศึกษา ขณะที่ต้องจับประชาชนกลุ่มที่ยังลังเล 12.7 ล้านเสียง

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.69 สำนักวิจัยซูเปอร์โพลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” เพราะถือเป็นกลไกสำคัญของพัฒนาการทางประชาธิปไตยไทยในการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ประชาชน ทั้งในมิติการเมืองเชิงนโยบายและการขยายพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ในระบบการเมือง ซูเปอร์โพลจึงจัดทำโครงการศึกษานี้ขึ้นเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนต่อพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่อย่างเป็นระบบ บนฐานข้อมูลเชิงสถิติและหลักวิชาการที่ตรวจสอบได้ โดยมุ่งหวังให้สังคมไทยเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความนิยมของผู้นำพรรค แนวโน้มคะแนนเสียง และบริบทปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของประชาชนด้วยข้อมูลจริง และส่งเสริมการแข่งขันทางการเมืองที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า โพลนี้นำเสนอหลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 4 เฉพาะพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,275 ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีต เช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โพลชี้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการทำโพลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 พบว่า คนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.5 และ กกต.ประกาศผลจริงว่า คนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.4 อ้างอิงจาก https://www.dailynews.co.th/news/1073585/ และโพลประชามติปี 2560 https://www.sanook.com/news/2035470 โดยดำเนินการศึกษาครั้งนี้ระหว่างวันที่ 8 – 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่าง (Margin of Error) ±5%

กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนพลวัตเชิงการเมืองระดับประเทศ

ผลประมาณการของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนให้เห็น พลวัตการเมืองไทยกับพลังการใช้สิทธิของประชาชน อาศัยการวิเคราะห์จากประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ ครั้งที่ 4 เพื่อยกระดับจาก “ค่าร้อยละในกลุ่มตัวอย่าง” ไปสู่ “ภาพประมาณการเชิงโครงสร้างระดับประเทศ” อันทำให้การตีความผลมีความหมายในมิติการวางยุทธศาสตร์และการออกแบบนโยบายสาธารณะมากขึ้น

เมื่อพิจารณาตัวเลขด้านพฤติกรรมการใช้สิทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญของความเข้มข้นของสนามเลือกตั้ง ผลประมาณการครั้งที่ 4 ชี้ว่า ประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้งมีจำนวน 40.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มที่ “ไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ” อยู่ที่ 12.7 ล้านคน จากฐานรวม 53.1 ล้านคน เท่ากับว่าในโครงสร้างสนามรอบนี้ยังเป็นสนามที่มี “แรงขับการใช้สิทธิ” ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม รายงานซูเปอร์โพล ระบุว่า หากอ่านเชิงแนวโน้มต่อเนื่องจากการประมาณการครั้งก่อนหน้า จะพบว่า ครั้งที่ 3 เคยประมาณการว่าคนจะไปเลือกตั้งสูงกว่าเล็กน้อยที่ 40.8 ล้านคน และกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจต่ำกว่าอยู่ที่ 12.3 ล้านคน นั่นหมายความว่าในระยะสั้นล่าสุดเกิดการแกว่งกลับเล็กน้อย กล่าวคือ จำนวนผู้ไปใช้สิทธิลดลงราว 0.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ไปหรือไม่แน่ใจเพิ่มขึ้นราว 0.4 ล้านคน ซึ่งในเชิงสังคมศาสตร์การเมืองสามารถตีความได้ว่า “ความตื่นตัว” ยังสูง แต่ “ความมั่นใจของการตัดสินใจ” ในบางส่วนเริ่มสั่นไหวหรือยืดเวลาออกไป ทั้งนี้ หากย้อนไปในภาพใหญ่จากครั้งที่ 1 ผลเคยประมาณการว่าผู้ไปเลือกตั้งอยู่ที่ 38.4 ล้านคน และไม่ไปหรือไม่แน่ใจสูงถึง 14.7 ล้านคน

เมื่อเทียบกับครั้งที่ 4 จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือผู้ไปเลือกตั้งเพิ่มสุทธิราว 2.0 ล้านคน ในขณะที่กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดสุทธิราว 2.0 ล้านคน สะท้อนว่าเมื่อวันเลือกตั้งเข้าใกล้ “แรงจูงใจการมีส่วนร่วมทางการเมือง” จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติของการแข่งขันในระบบประชาธิปไตย

รายงานซูเปอร์โพลระบุต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ในส่วนของ “วาระเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่” ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวสะท้อนความคาดหวังและโจทย์เชิงนโยบายที่กำหนดทิศทางการเลือกตั้ง ผลการศึกษาชี้ชัดว่าประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การลดค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 44.7 และเรื่องยาเสพติดคิดเป็นร้อยละ 44.0 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมากจนกล่าวได้ว่าเป็น “วาระคู่แฝด” ของสังคมไทยในห้วงเวลานี้ เพราะมีช่องว่างเพียง 0.7 จุดร้อยละเท่านั้น ขณะที่ประเด็นเร่งด่วนอันดับถัดมาคือการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งสูงถึงร้อยละ 34.2 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีประชาชนมากกว่าหนึ่งในสามให้ความสำคัญกับอาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงเป็นโจทย์หลักของรัฐบาลใหม่

โครงสร้างตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่า “ความเดือดร้อนของประชาชน” ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดเดียว หากแต่เป็นสภาวะที่เชื่อมต่อกันระหว่างมิติรายได้–ค่าใช้จ่าย–ความมั่นคงในชีวิต กล่าวคือ ปากท้องไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจมหภาค แต่เป็นเศรษฐกิจครัวเรือนที่สัมพันธ์กับความปลอดภัยในชุมชน (ยาเสพติด) และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล (สแกมเมอร์) จึงทำให้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่สามารถออกแบบนโยบายแบบ “แพ็กเดียวจบ” ซึ่งเชื่อมสามมิตินี้เข้าด้วยกัน จะมีความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าการนำเสนอแบบแยกส่วน เพราะพฤติกรรมประชาชนตัดสินใจจากความรู้สึกต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวันเป็นสำคัญ

เมื่อเจาะลึกไปยังความนิยมต่อ โปรไฟล์ผู้นำพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ ผลการศึกษาพบว่า โปรไฟล์ที่ประชาชนเลือกมากที่สุดคือผู้นำที่เป็นนักธุรกิจ เคยเป็นประธานสภาองค์การนายจ้าง และชูนโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ได้รับความนิยมร้อยละ 19.0 รองลงมาคือโปรไฟล์ผู้นำที่เป็นอดีตนายทหารและอดีตผู้อำนวยการช่อง 5 มาพร้อมแนวคิดเมกะโปรเจกต์ ได้รับร้อยละ 15.7 และโปรไฟล์ผู้นำแบบนักวิชาการ อดีตอธิการบดี ที่เน้นนโยบายด้านการศึกษาและการสร้างคน ได้รับร้อยละ 14.1

การจัดลำดับดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้เป็นกลุ่ม พรรคใหม่ แต่ประชาชนยังให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะความสามารถสร้างงานและอาชีพซึ่งเชื่อมตรงกับวาระปากท้องที่สูงสุดร้อยละ 44.7 ในตารางโจทย์เร่งด่วนของประเทศ และทำให้โปรไฟล์เชิงเศรษฐกิจเชิงอาชีพขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวดพรรคใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 19.0 ในทางสถิติยังไม่ใช่ “คะแนนท่วมท้น” แต่เป็น “ความได้เปรียบเชิงภาพจำ” หรือ brand advantage ในช่วงเริ่มต้น กล่าวคือถูกชอบมากที่สุดในกลุ่มโปรไฟล์ที่ให้เลือก แต่ยังจำเป็นต้องแปลงความชอบนั้นไปสู่ความเชื่อมั่นว่า “ทำได้จริง” และ “ทำทันที” หากชนะเลือกตั้ง เพราะพฤติกรรมผู้มีสิทธิในช่วงโค้งสุดท้ายมักถูกกำหนดด้วยความมั่นใจต่อศักยภาพรัฐบาลมากกว่าความรู้สึกชอบเชิงบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียว

เมื่อเข้าสู่ส่วนสำคัญของรายงานซูเปอร์โพลคือ ประมาณการคะแนนเสียงพรรคเปิดตัวใหม่ จะพบว่าเส้นทางการเติบโตของแต่ละพรรคมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจน พรรคปวงชนไทยมีคะแนนประมาณการเพิ่มจาก 477,518 คะแนนในครั้งที่ 1 มาเป็น 833,003 คะแนนในครั้งที่ 4 เพิ่มขึ้นสุทธิ 355,485 คะแนน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดในกลุ่มพรรคใหม่ที่รายงานนี้ติดตาม ขณะที่ พรรคเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยคะแนนที่สูงกว่าในครั้งที่ 1 ที่ 742,806 คะแนน แต่เพิ่มขึ้นมาเป็น 795,863 คะแนนในครั้งที่ 4 เพิ่มสุทธิ 53,057 คะแนน ซึ่งสะท้อนรูปแบบ “ทรงตัวและเติบโตช้า” ส่วน พรรคไทยก้าวใหม่เพิ่มจาก 265,288 คะแนนเป็น 371,403 คะแนน เพิ่มสุทธิ 106,115 คะแนน ซึ่งแสดงลักษณะ “เติบโตจากฐานเล็ก”

หากสังเคราะห์เชิงโครงสร้างจากตัวเลขนี้ สามารถอธิบายได้ว่า พรรคปวงชนไทยสะท้อนพลังของการสร้าง momentum ทางการเมืองในหมวดพรรคใหม่ กล่าวคือมีอัตราเร่งที่เด่นชัด ซึ่งมักเกิดจากการสื่อสารที่เชื่อมกับ pain point หลักของประชาชนอย่างตรงประเด็น โดยเฉพาะการนำประเด็นสร้างงานสร้างอาชีพไปจับกับความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ ในทางกลับกัน พรรคเศรษฐกิจแม้เริ่มจากฐานคะแนนที่สูงกว่า แต่การเติบโตที่น้อยอาจสะท้อนว่า “ฐานรับรู้เดิม” ไม่ได้ถูกต่อยอดให้เกิดแรงส่งใหม่ หรือยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างเชิงนโยบายจนทำให้เกิดการไหลเข้าของคะแนนจากประชาชนกลุ่มลังเลได้มากนัก ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งเติบโตจากฐานเล็กนั้น ชี้ว่ามีศักยภาพในการเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการสร้างคน แต่หากจะขยายไปสู่คนวงกว้าง จำเป็นต้องเชื่อมประเด็นการศึกษาให้ตอบโจทย์ปากท้องเป็นรูปธรรม เช่น “การศึกษาเพื่ออาชีพและรายได้” ไม่เช่นนั้นฐานคะแนนอาจจำกัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คุณค่าสูงกับประเด็นเชิงนโยบายระยะยาว

โดยสรุป ผลการสำรวจครั้งที่ 4 ได้สะท้อนภาพการเมืองไทยใน 3 มิติที่สัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ มิติแรกคือสนามเลือกตั้งยังมีพลังการใช้สิทธิสูง โดยคาดว่าจะมีผู้ไปเลือกตั้งราว 40.4 ล้านคน แต่ความแกว่งระยะสั้นจากครั้งที่ 3 ชี้ว่าการลดความลังเลและสร้างแรงจูงใจการตัดสินใจยังเป็นโจทย์ใหญ่ มิติที่สองคือวาระหลักของประชาชนมีแกนชัดเจนและมีความเข้มสูงในสองอันดับแรกที่เกือบเท่ากัน คือปากท้องร้อยละ 44.7 และยาเสพติดร้อยละ 44.0 สะท้อนว่าการเมืองไทยเวลานี้ถูกขับเคลื่อนด้วยทั้ง “เศรษฐกิจครัวเรือน” และ “ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน” พร้อมกับภัยคุกคามใหม่อย่างสแกมเมอร์ที่สูงถึงร้อยละ 34.2 มิติที่สามคือในหมวดพรรคใหม่ ภาพจำผู้นำที่โยงกับเศรษฐกิจและการสร้างอาชีพได้รับความนิยมมากที่สุดที่ร้อยละ 19.0 และสอดคล้องกับแนวโน้มคะแนนประมาณการที่พรรคปวงชนไทยขยายตัวเด่นจาก 477,518 เป็น 833,003 คะแนน

จากข้อค้นพบทั้งหมด ซูเปอร์โพลมีข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถใช้ “นโยบายแยกส่วน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองหรือรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องนำเสนอการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ โดยผูกปากท้องเข้ากับความปลอดภัยทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น มาตรการลดค่าครองชีพที่จับต้องได้ควบคู่กับการปราบยาเสพติดเชิงพื้นที่และการปราบสแกมเมอร์เชิงระบบ เพื่อทำให้ประชาชนรับรู้ว่า “รัฐบาลใหม่ปกป้องชีวิตจริงได้” ไม่ใช่เพียงเสนอนโยบายบนกระดาษ นอกจากนี้ ในเชิงการเมืองภาคปฏิบัติ ยังจำเป็นต้องเร่งลดกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจที่ยังสูงถึง 12.7 ล้านคน เพราะกลุ่มนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่จะพลิกสมดุลคะแนนเสียงในโค้งสุดท้าย

ขณะที่สำหรับพรรคเปิดตัวใหม่โดยเฉพาะพรรคที่เติบโตแรง จำเป็นต้องพัฒนา “ความชอบต่อโปรไฟล์” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นเชิงความสามารถ” ผ่านแผน 100 วันแรกถ้าได้เป็นรัฐบาลที่มีตัวชี้วัดชัดเจน ทีมทำงานที่ตรวจสอบได้ และตัวอย่างนโยบายที่ทำได้จริง เพื่อให้คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่แปรเป็นความมั่นคงทางการเมืองในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...