"วิโรจน์" ยัน ปชน.ไม่ด้อยค่าทหาร ฟาก ปชช. ลั่นเอาชนะเผด็จการให้ได้ อย่าให้เหมือน สส.เฮงซวยรอบก่อน
"วิโรจน์" ลงพื้นที่ จอมทอง-วุฒากาศ ช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียงเลือกตั้ง ชู นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ย้ำเคารพทุกความเห็น แม้มีคนชอบ-ไม่ชอบ พร้อมจับมือพรรคที่ปราบสแกมเมอร์ - ไม่เป็นอุปสรรคต่อภารกิจ ยัน ปชน.ไม่ด้อยค่าทหาร ย้ำ ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศด้าน ปชช.กอดให้กำลังใจ บอก สู้เขา สู้เขา อย่าไปยอม ฟาก พ่อค้าจอมทอง ลั่น เอาชนะเผด็จการให้ได้ อย่าให้เหมือน สส.เฮงซวยรอบก่อน
วันที่ 12 ม.ค. 69 ที่ตลาดใหม่จอมทอง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลงพื้นที่เพื่อช่วย นายพงษ์สรณัฐ ทองลี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. กรุงเทพ-เขต 26 เขตจอมทอง แขวงบางมด จอมทอง บางค้อ เขตบางขุนเทียน แขวงท่าข้าม รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ที่ตลาดใหม่จอมทอง และแยกจอมทอง-วุฒากาศ พบปะพูดคุยรับฟังปัญหาเสียงจากประชาชนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในพื้นที่ รวมถึงแจกใบปลิวเพื่อแนะนำตัวผู้สมัคร
ซึ่งขณะที่เดินหาเสียงและแจกใบปลิวได้มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก รวมถึงแม่ค้าร้านหนึ่ง กล่าวให้กำลังใจระหว่างเดินทางเสียงว่า “ สู้เขาสู้เขา อย่าไปยอม” หลังจากนั้นได้มีการเดินทะลุจากตลาดใหม่จอมทองเพื่อที่จะไปแยกจอมทอง-วุฒากาศ ระหว่างเดินได้แจกใบปลิวแม่ค้าขอสวมกอดนายวิโรจน์ พร้อมบอกว่า ได้เห็นตัวจริงแล้ว ตัวจริงหล่อ
ซึ่งนายวิโรจน์บอกว่า ”ตัวจริงไม่ใช่ AI นะครับ เดี๋ยวนี้ต้องระวังในเรื่องของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพราะล่าสุดแม่ผม โดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์นำเสียงใน YouTube ใช้ AI แปลงเสียงแล้วโทรไปหลอกแม่ผม แต่แม่ผมจับได้ เนื่องจากผมเรียกแม่ว่าหม่าม๊า แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เรียกแม่ผมว่าแม่ แม่ผมเลยเกือบซวย เพราะฉะนั้นหากโดนหลอกเข้ากรุ๊ป LINE อย่าไปเชื่อ เดี๋ยวรอผมมาปราบมัน“
ด้านนายวิโรจน์ เปิดเผยการลงพื้นที่ในวันนี้ ว่า วันนี้ตนลงพื้นที่ที่จอมทองถือว่าเปิดตอนเช้าเบอร์ 1 นายพงษ์สรณัฐ ทองลี ซึ่งได้พบพ่อค้าแม่ค้าและคนที่มาจ่ายตลาดถือว่าได้รับการต้อนรับและพูดคุยเหมือนเดิมในเรื่องของสารทุกข์สุกดิบและการค้าการขาย
ซึ่งได้มีการบอกในเรื่องของนโยบายว่าเรามีการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาทเป็น 1,000 บาทและเราจะขยับเป็น 1,500 ในอีก 2-3 ปีต่อมา
ซึ่งยืนยันว่าเบี้ยผู้สูงอายุไม่ใช่แค่การสงเคราะห์หรือการดูแลความเป็นอยู่ซึ่งตรงนั้นได้อยู่แล้วในเรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุแต่ผู้สูงอายุเค้าอยู่ตรงไหนพอได้รับเบี้ยผู้สูงอายุเขาก็มาใช้จ่ายตรงนั้น ทำให้เศรษฐกิจการค้าในชุมชนได้รับอานิสงส์ไปด้วย ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้ทั้งสวัสดิการและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงมีการพูดถึงเรื่องหวยใบเสร็จที่เป็นนโยบายที่ยั่งยืนและได้ประโยชน์ในเรื่องของระบบการเงินการคลังของประเทศ เพราะถ้าเกิดร้านต่างๆเข้าถึงระบบภาษีที่เป็นธรรม เวลาที่รัฐจะอุดหนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายๆก็จะตรงเป้าและรวดเร็ว
เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่อย่างไรบ้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า เรื่องการค้าขายรวมถึงยาเสพติด ซึ่งยาเสพติดเรารู้อยู่แล้วว่ามาจากไหน มาจากชนกลุ่มน้อยที่อยู่ฝั่งตะวันตกของประเทศ กลไกตรงนี้ต้องใช้กลไกของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเรายืนยันว่าที่ผ่านมารัฐบาลก่อนหน้ามักจะมองกระทรวงการต่างประเทศเป็นเหมือนกระทรวงสนับสนุน แต่พรรคประชาชนของเรามองกระทรวงการต่างประเทศถือว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ประเทศเดียวในโลก แต่ปัญหาต่างๆ อย่างเช่นยาเสพติด หรือการค้าระหว่างประเทศรวมถึงผลผลิตพืชผลการเกษตรก็ต้องใช้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนนำในการเจรจาก่อนที่จะให้ทูตพาณิชย์ในการเจรจา
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า แต่ยาเสพติดตนคิดว่าต้องเจรจากับประเทศมหาอำนาจก่อนที่มีอิทธิพลเหนือชนกลุ่มน้อยในว้า ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อสกัดตั้งแต่ต้นทาง สำหรับยาที่ทะลักและเล็ดลอดเข้ามาประเทศไทย ตนคิดว่าตำรวจก็คงต้องจับกุม แต่อย่างไรก็ตามปัญหาก็คือสำหรับรายเล็ก รายย่อย และผู้เสพ ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสถานบำบัดของเรามีจำกัด เพราะฉะนั้นบางทีตำรวจก็อาจจะตัดพ้อ ว่าจับมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้บำบัดที่ไหน เราจึงมีนโยบายที่จะดึงเอาเอกชนเข้ามาร่วมกันจัดตั้งสถานบำบัดหรือให้บริการเรื่องสถานบำบัด เชื่อว่าหากเราลดอุปสงค์ของยาเสพติดลงตั้งแต่ต้นทางเชื่อว่าจะแก้ปัญหายาเสพติดได้
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนลงพื้นที่และโดนชาวบ้านตำหนิ มองอย่างไรบ้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า ซึ่งเราพูดตรงๆประชาชนก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ดังนั้นคิดว่าเรายอมรับดีกว่า แต่ถ้าใครว่าเรา เราก็น้อมรับและเดินจากไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติและตนก็เคารพและให้เกียรติประชาชนทุกคน มองว่าการที่มีการตำหนินั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ หากเราไม่ไปเซ้าซี้หรือไปตอบโต้ก็เชื่อว่าประชาชนก็ให้เกียรติเราเหมือนกัน ซึ่งจะมีคนรัก 100% มันเป็นไปไม่ได้ โดยวันนี้การลงพื้นที่ประชาชนก็ให้การต้อนรับ ขณะที่ตนลงพื้นที่มาส่วนใหญ่ถูกต่อว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเสียงที่ชื่นชมหรือทักทาย จับไม้จับมือยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ภาพยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ค่อยถูกเอามาเป็นข่าว แต่ไม่เป็นไรเพราะเราทำงานของเราต่อไปเราให้เกียรติประชาชนและประชาชนก็ให้เกียรติเรา
เมื่อถามว่ามองว่าทำไมประชาชนถึงเข้าใจว่าพรรคประชาชนด้อยค่าทหาร จะมีการสื่อสารให้มากขึ้นกว่านี้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราสื่อสารเพียงพอแล้ว ซึ่งประชาชนที่เข้าใจก็เข้าใจ แต่วันนี้ประโยคคำแซวต่างๆตนเชื่อว่าคนที่แซวเราเขาก็เข้าใจ
“ว่าเราตั้งคำถามทำไม เรื่องของทหารมีไว้ทำไม ผมว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่ามีไว้เพื่อปกป้องประเทศ ไม่ใช่เพื่อปกครองประเทศ และเราก็ตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมกับทหารชั้นผู้น้อยอยู่อย่างเสมอ ดังนั้นผมคิดว่าหากพูดตรงตรงคนที่เข้าใจก็เข้าใจคนที่ไม่เข้าใจเราก็เคารพไม่เป็นไร”นายวิโรจน์ กล่าวว่า
อย่างไรก็ตามขณะที่ นายวิโรจน์พร้อมด้วยนายพงษ์สรณัฐ เดินเพื่อไปแยกจอมทอง-วุฒากาศ โดยระหว่างที่เดินหาเสียงได้เข้าไปทักทายและแจกใบปลิวแนะนำตัวผู้สมัคร ซึ่งหน้าร้านได้มีป้ายโบรชัวร์กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของ iLaw เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยเจ้าของร้านเป็นคุณพ่อและลูกชายเดินออกมาถ่ายรูปร่วมเฟรมกับนายวิโรจน์ พร้อมบอกว่า “เคยได้ยินแต่เสียง เจอตัวเป็นๆก็วันนี้ และขอให้ได้ชัยชนะนะครับ ”
นายวิโรจน์กล่าวแซวลูกชายเจ้าของร้านว่า คุณอาจจะจำไม่ได้ตอนรัฐธรรมนูญปี 40 ที่เขารณรงค์ แต่ป่ะป๊าต้องจำได้ และใครบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนกินไม่ได้ 30 บาทก็เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน /ด้านเจ้าของร้านที่เป็นพ่อบอกว่า อย่างไรก็ตามเอาชนะเผด็จการให้ได้แล้วกัน และอย่างไรก็อย่าให้ สส.เขตนี้ เหมือน สส. คนที่แล้ว เพราะปีที่แล้วผิดหวังจริงๆ สส.เฮงซวยนั่น แต่ไม่ได้ต่อว่านะ ฝากควังให้กับคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตามระหว่างหาเสียงได้มีประชาชนโบกมือทักทายพร้อมยกนิ้วโป้งให้ และเปิดกระจกรถยนต์ทักทายนายวิโรจน์และนายพงษ์สรณัฐ
“วิโรจน์” ชี้ อย่าด่วนสรุปเหตุบึ้มชายแดนใต้ ซัด รัฐแก้ปัญหาผิดจุด แทนที่จะถามว่า "ใคร" ควรถามว่า "ทำไม" และ "จะแก้อย่างไร" เตือน จับผิดตัวอาจสร้างความบาดหมางในพื้นที่ มอง ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างรอบคอบ
กรณีที่เกิดเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงเผาปั๊มน้ำมันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 11 จุด ช่วงเวลาประมาณ 01.00 ของเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) นายวิโรจน์มองว่า ควรต้องสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน ตนคิดว่าการจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องเร่งรัดจัดการ แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องรอบคอบ เป็นธรรม และธำรงไว้ซึ่งนิติรัฐ ให้ประชาชนรู้สึกว่ามีความเสมอภาคกันในการบังคับใช้กฎหมาย ตนก็ขอให้กำลังใจทั้งเจ้าหน้าที่ และประชาชน
ส่วนในเรื่องของการข่าวกรองในพื้นที่3 ตังหวัดชายแดนใต้ นายวิโรจน์มองว่า ยังคงมีเรื่องที่ต้องปรับปรุง และสังคายนากัน เพราะต้องยอมรับว่าข่าวกรองยุคปัจจุบัน มีทั้งออนไลน์และ ออฟไลน์ ดังนั้นหน่วยงานก็ยังถือว่ามีช่องว่างที่ต้องปรับปรุงอยู่ แต่ตนก็คิดว่าต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เหมือนกัน เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่พอเกิดแล้ว ก็แสดงว่ายังมีช่องว่าง ก็ต้องมาปรับปรุงร่วมกัน แต่ปัญหาของคนไทยคือเมื่อเกิดเหตุขึ้น ก็มักจะถามว่าใคร แต่เมื่อถามว่าใคร สิ่งที่รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาทำ คือการออกกระดาษ A4 1 สั่งย้ายคนนั้น แต่กระบวนการต่าง ๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนคนใหม่เข้ามาระบบก็เป็นเหมือนเดิม แบบนี้แก้ปัญหาไม่ได้ คนที่ตั้งใจทำงานภายใต้ระบบเดิมก็รู้สึกท้อ ย้ายคนเก้าไปก็เอาคนของตัวเองมา ผู้บริหารบนหอคอยงาช้างก็รับแต่ข่าวดี เพราะข่าวร้ายไม่เคยถูกรายงานขึ้นไปถึง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข แทนที่จะถามว่า "ใคร" เราควรถามว่า "ทำไม" และ "จะแก้อย่างไร" และเมื่อมีการจับกุมทั้งหมด แต่บางทีจับถูกตัวบ้างผิดตัวบ้าง ก็ทำให้เกิดความบาดหมางกับคนในพื้นที่
สำหรับกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการส่งสัญญาณสอดรับกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้มุ่งหวังก่อการร้าย นายวิโรจน์ กล่าวว่า คิดว่าเร็วเกินไป ไม่อยากให้ด่วนสรุป อยากให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนทำงาน การเร่งสรุปผลไม่น่าเป็นผลดี เหมือนฝ่ายบริหารตัดจบเสียเอง ตนเข้าใจว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด และไม่ได้อยากให้โทษท่านนายกฯ แต่ขอว่าอย่าเพิ่งตัดจบ ให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนดำเนินการไป แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง เข้าใจว่า เป็นการ ระงับเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุระรอก 2 ตามมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจะไปด่วนสรุปก็ไม่ได้เช่นกัน