7 วิธีลงทุนคริปโตฯ ปี 2569 ให้ทนแรงเหวี่ยง หลังบิตคอยน์ดิ่งจากจุดสูงสุดกว่า 40,000 ดอลลาร์
ผู้เชี่ยวชาญแนะเริ่มจากกำหนดสัดส่วนลงทุนให้พอดีกับความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 1–5% ปรับพอร์ตหลักให้เสถียรขึ้น กระจายผ่าน ETF/ดัชนีคริปโตฯ ทำ DCA และรีบาลานซ์สม่ำเสมอ
วันที่ 21 ธันวาคม 2568 เวลา 09.26 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ความผันผวนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักลงทุนคริปโตฯ และปี 2568 ก็เป็นปีที่ผจญภัยสุดเหวี่ยง โดยบิตคอยน์พุ่งขึ้นเหนือ 125,000 ดอลลาร์ ในเดือนตุลาคม ก่อนจะเผชิญการร่วงลงแรงหลายระลอก นับจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุด (peak to trough) ลดลงกว่า 40,000 ดอลลาร์ จากสถิติสูงสุด
แซค แพนเดิล (Zach Pandl) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale Investments บริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งดูแลหนึ่งในกองทุนบิตคอยน์ ETF ขนาดใหญ่ที่สุดอย่าง Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) กล่าวว่า“คริปโตฯ เป็นสินทรัพย์ที่ผันผวน และในแง่หนึ่งก็แทบหลีกเลี่ยงความผันผวนนั้นไม่ได้ …มันเป็นสินทรัพย์ทางเลือก (alternative asset class) และเรากำลังมองหาคุณลักษณะผลตอบแทนเฉพาะตัวของมัน”
ปัจจุบัน บิตคอยน์ซื้อขายแถว 88,000 ดอลลาร์ และไม่ว่าก้าวต่อไปจะขึ้นหรือลง นักลงทุนในคริปโตฯจำเป็นต้องมีความสามารถในการทนความผันผวนให้ได้ อย่างไรก็ดียังพอมีตัวช่วย ทั้งแนวคิดตลาดรูปแบบใหม่และหลักการกระจายความเสี่ยงแบบคลาสสิกเพื่อช่วยลดแรงสวิงของพอร์ตจากธรรมชาติแบบ risk-on ของคริปโตฯ ได้บางส่วน ต่อไปนี้คือแนวคิดที่ควรพิจารณา
1) กำหนดขนาดสัดส่วนคริปโตฯ ในพอร์ตให้เหมาะกับตัวเอง
ก้าวแรกคือทำให้แน่ใจว่า“การจัดสรรคริปโทในพอร์ต” (position sizing) อยู่ในระดับที่เหมาะสม ที่ผ่านมามีที่ปรึกษาการเงินบางรายแนะนำให้นักลงทุนถือคริปโทมากถึง 40% ของพอร์ต แต่สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ มีเหตุผลหนักแน่นที่คริปโทควรเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างกว้าง
สัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ รายได้ ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และปัจจัยส่วนบุคคลอื่น ๆ แต่กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้ทั่วไปคือ ไม่ควรจัดสรรเกิน 5% ของพอร์ตที่สมดุลให้คริปโตฯ และถึงอย่างนั้น นักลงทุนจำนวนมากก็เลือกสัดส่วนที่เล็กกว่านั้น โดยมักอยู่ที่ 1–3%
2) ลดความเสี่ยงในสินทรัพย์อื่น เพื่อชดเชยความผันผวนของคริปโตฯ
เดวิด ซีเมอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Wave Digital Assets บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ย้ำว่านักลงทุนควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าส่วนที่เหลือของพอร์ต ถูกจัดวางให้ช่วยคุมความผันผวนให้อยู่ในระดับที่รับได้ นั่นอาจหมายถึงการลดน้ำหนักการลงทุนที่เอนเอียงไปทางหุ้นเติบโตตัวท็อปของตลาดมากเกินไปในภาพรวมพอร์ต
3) กระจายความเสี่ยงภายในสินทรัพย์คริปโตฯ
บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด แต่ยังมีคริปโตฯ อื่น ๆ ที่มีกรณีการใช้งาน (use cases) ที่มีคุณค่า แพนเดิลกล่าวว่าการเพิ่มการลงทุนภายในพอร์ตคริปโตฯไปยังสินทรัพย์อย่างอีเธอร์ (ether) และคริปโท โซลานา (solana) เช่นนี้ อาจเป็นวิธีให้แน่ใจว่าคุณกำลังเก็บเกี่ยวเทรนด์ต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ในพอร์ต และอาจช่วยให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk-adjusted returns) ดีขึ้น เหมือนกับที่การกระจายความเสี่ยงช่วยในสินทรัพย์ประเภทอื่น
ซีเมอร์เตือนว่านักลงทุนต้องตระหนักว่าคริปโตฯประเภทอื่นจำนวนมากมีความสัมพันธ์ (correlation) สูงกับบิตคอยน์ จึงทำให้การกระจายความเสี่ยงภายในคริปโตฯเองมีข้อจำกัด
ที่ปรึกษาบางรายยังเตือนด้วยว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ใช่บิตคอยน์หลายตัวที่กำลังฮิต ยังเคลื่อนไหวคล้ายหุ้นเทคโนโลยีมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ารูปแบบการซื้อขายของมันจะพัฒนาไปอย่างไร เนต เกราซีประธาน NovaDius Wealth Management เคยให้ความเห็นว่าสินทรัพย์เหล่านี้อาจยังคงผูกติดกับการลงทุนแบบ risk-on มากกว่าบิตคอยน์ในระยะยาว
ยกตัวอย่าง อีเธอร์ เกราซี กล่าวว่า“ผมมองมันเป็นการลงทุนแบบเทค (tech play) มากกว่าบิตคอยน์ ซึ่งหลายคนมองเป็นทองคำดิจิทัล ต้องใช้เวลาให้ที่ปรึกษาและนักลงทุนค่อย ๆ สบายใจว่าควรอยู่ตรงไหนในพอร์ตที่กระจายความเสี่ยง พูดตรง ๆ คือมันยังอยู่ช่วงเริ่มต้นมาก”
4) ซื้อ ETF หลายแบบ หรือใช้แนวคิดกองทุนดัชนีคริปโตฯ
ตลาดคริปโตฯ ETF ขยายตัวอย่างมาก หลังคณะกรรมการ ก.ล.ต.สหรัฐ (SEC) อนุมัติ 11 กองทุน spot bitcoin ETF ในเดือนมกราคม 2567 กองทุน spot ETF ทั้งบิตคอยน์และอีเธอร์ดึงเงินไหลเข้าจากสถาบันเป็นหลายพันล้านดอลลาร์ และผู้จัดการสินทรัพย์กำลังยื่นขอ ETF ที่ครอบคลุมสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น solana, XRP, litecoin, cardano และอีกมาก โดยมีตัวอย่างอย่าง Fidelity Ethereum Fund (FETH) และ Solana ETF (SOLZ)
แพนเดิลมองว่านักลงทุนควรคาดหวังว่าจะมี ETF เปิดตัวเพิ่มอีกมากในปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและสร้างโอกาสในการกระจายความเสี่ยง
อีกทางหนึ่ง นักลงทุนสามารถใช้แนวทางแบบดัชนีผ่าน ETF ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกในการกระจายการลงทุนในคริปโทพร้อมบริหารความผันผวน โดย Grayscale มีกองทุนดัชนี Grayscale CoinDesk Crypto 5 ETF (GDLC) ที่เริ่มซื้อขายในรูปแบบ ETF เมื่อเดือนกันยายน และถือตะกร้าคริปโตฯ 5 อันดับแรกตามมูลค่าตลาด แบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market cap) ณ วันที่ 8 ธ.ค. สัดส่วนสินทรัพย์ 75% เป็นบิตคอยน์ แต่ระบบจะ รีบาลานซ์อัตโนมัติ ตามการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตลาด
ด้าน Bitwise 10 Crypto Index ETF (BITW) ที่เพิ่งเปิดตัว ถือคริปโตฯ 10 สินทรัพย์ รวมถึงบิตคอยน์ อีเธอร์ XRP โซลานา chainlink และ litecoin และเป็น ETF แรกที่เพิ่มการลงทุนใน cardano, avalanche, sui และ polkadot ด้วย อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับกองทุนดัชนีของ Grayscale นักลงทุนควรเข้าใจว่าสัดส่วนยังคงหนักไปที่คริปโตฯที่มีความเป็นที่ยอมรับสูงกว่า โดย BITW ลงทุน 90% ในบิตคอยน์และอีเธอร์
5) ใช้ที่ปรึกษาการเงินที่เป็นมิตรกับคริปโตฯ
อีกวิธีในการช่วยกระจายความเสี่ยงและลดแรงสวิงพอร์ตคือ ทำงานร่วมกับที่ปรึกษาการเงินที่สามารถช่วยจัดพอร์ตให้เหมาะสมและรวมคริปโตฯ เข้าเป็นส่วนหนึ่งอย่างมีวินัย ไม่ใช่ที่ปรึกษาทุกคนจะใส่คริปโตฯในพอร์ตมาตรฐานของตน แต่แนวโน้มนี้กำลังเปลี่ยนไปตามการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น
ตัวอย่างเช่น Thryve Wealth Management ใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงต่อดอลลาร์สหรัฐ แรนดอล ดับเบิลยู. เคอร์ติส (Randol W. Curtis) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กล่าวว่า หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ 2.5–3% นั่นคือการกัดกร่อนอำนาจซื้อของดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ และบิตคอยน์จึงเข้ามามีบทบาท
“บิตคอยน์ทุกเหรียญจะมีมูลค่าเป็นดอลลาร์มากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปีที่เงินเฟ้อทำให้ดอลลาร์ด้อยค่าลง” เคอร์ติสกล่าว พร้อมระบุว่าบริษัทกำลังศึกษาระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม ethereum และ solana ซึ่งถูกใช้งานหลัก ๆ สำหรับ stablecoins
ขณะเดียวกันริค เอเดลแมน ผู้ดูแล Digital Assets Council of Financial Advisors กล่าวว่า การยอมรับคริปโตฯในกระแสหลัก กำลังเกิดขึ้นในจังหวะที่นักลงทุนจำเป็นต้องถือหุ้นไปจนถึงอายุมากกว่าที่เคย เพื่อให้มีรายได้ยามเกษียณเพียงพอ และพันธบัตรก็ไม่สามารถทำหน้าที่เหมือนที่เคยทำได้ตลอดศตวรรษที่ 20 เมื่อโมเดลจัดสรรสินทรัพย์กำลังขยับออกจากสูตรคลาสสิก 60% หุ้น / 40% พันธบัตร เขามองว่า คริปโตฯจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการลงทุน
ปัจจุบันยังมีคริปโตฯ ETF ที่เสนอองค์ประกอบสร้างรายได้ เพื่อทดแทนบางบทบาทที่พันธบัตรเคยทำ เช่น Simplify Bitcoin Strategy PLUS Income ETF (MAXI) และกองทุนสร้างรายได้จากบิตคอยน์ที่กำลังวางแผนโดย BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก
6) ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน และรีบาลานซ์ในตลาดคริปโตฯ
สตีฟ ลาร์เซน ประธาน Columbia Advisory Group และผู้ร่วมก่อตั้งคุณวุฒิ Certified Digital Asset Advisor กล่าวว่า วิธีลดแรงเหวี่ยงของคริปโตฯอีกทางคือการถัวเฉลี่ยต้นทุน (dollar cost averaging) ด้วยการซื้อคริปโตฯแบบเป็นระบบรายสัปดาห์หรือรายเดือน ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง ก็จะซื้อที่หลายระดับราคา ซึ่งช่วยลดความผันผวนโดยรวมได้
ลาร์เซนยังแนะนำให้รีบาลานซ์พอร์ตคริปโตฯ อย่างสม่ำเสมอ และยกตัวอย่างสมมติว่านักลงทุนถือบิตคอยน์ 5% ของพอร์ต และมูลค่าเพิ่มจนกลายเป็น 7% นักลงทุนควรขายบิตคอยน์ออก 2% แล้วนำเงินไปซื้อสินทรัพย์อื่น หากบิตคอยน์ลดสัดส่วนลงจนเล็กเกินไป ก็สามารถซื้อเพิ่มเพื่อกลับสู่เป้าหมายได้
ที่ปรึกษามีเครื่องมืออาชีพสำหรับรีบาลานซ์อัตโนมัติ และโบรกเกอร์รายใหญ่ส่วนมากก็มีเครื่องมือรีบาลานซ์/เทรดให้ลูกค้าบนออนไลน์อยู่แล้ว ปัญหาคือ นักลงทุนที่ลงทุนเองจำนวนมากไม่ค่อยสละเวลาทำสิ่งนี้
ไอวอรี จอห์นสัน (Ivory Johnson) ผู้ก่อตั้ง Delancey Wealth Management กล่าวว่า “เหตุผลที่คนจำนวนมากช็อกกับบิตคอยน์ก็เพราะเขาไม่ปฏิบัติกับมันเหมือนสินทรัพย์อื่น …ถ้าถือหุ้นเทคแล้วไม่รีบาลานซ์ตอนหุ้นเทคร่วง คงเสียใจ บิตคอยน์ก็เหมือนกัน มันขึ้นแล้วคนคิดว่ามันจะขึ้นไปเรื่อย ๆ จงปฏิบัติกับคริปโตฯเหมือนสินทรัพย์อื่นทุกชนิด”
จอห์นสันชี้ไปที่วัฏจักรตลาดในอดีตที่นักลงทุนเดิมพันเสี่ยงจากความมองโลกสวยเกินเหตุ มีคนที่เสียเงินเก็บทั้งชีวิตเพราะคิดว่า General Motors ไม่มีทางล้มละลาย แต่ในปี 2552 กลายเป็นหนึ่งในการล้มละลายของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
7) พิจารณาผลิตภัณฑ์ ETF ที่มีการป้องกันขาลง
นักลงทุนบางคนที่อยากลองคริปโตฯ แต่ต้องการการป้องกันขาลง อาจพิจารณา principal protected note ซึ่งเป็นตราสารที่คืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด ไม่ว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะเคลื่อนไหวอย่างไร
มีหลายบริษัทที่ออกผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ ตัวอย่างเช่น Calamos Investments เปิดตัวคริปโตฯ ETF แบบป้องกันขาลงรายแรกในเดือนมกราคม คือ Calamos Bitcoin Structured Alt Protection ETF (CBOJ) และยังมี ETF หลายกองที่ใช้แนวทางเดียวกันในระดับการป้องกันขาลงที่ต่างกัน ได้แก่ 100% / 90% / 80%
แน่นอนว่า ETF มีค่าธรรมเนียมการบริหาร และผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนก็มักมีค่าธรรมเนียมสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น iShares Bitcoin Trust (IBIT) มีค่าธรรมเนียมรายปี 0.25% เทียบกับ 0.69% ของกองทุนบิตคอยน์ ETF ของ Calamos อย่างไรก็ดี ซีเมอร์กล่าวว่า นักลงทุนบางคนชอบใช้ผู้จัดการมืออาชีพมากกว่าลงทุนเองโดยตรง สำหรับบางคน การมีผลิตภัณฑ์ที่ง่ายและซื้อได้สะดวกก็มีคุณค่าในตัวมันเอง
อ้างอิง : cnbc.com