ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงเล็กน้อย ซื้อขายซบเซา-ไร้ปัจจัยหนุนหลังคริสต์มาส
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงเล็กน้อย ซื้อขายซบเซา-ไร้ปัจจัยหนุนหลังคริสต์มาส
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 ธ.ค. 68 7:20: น.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ (26 ธ.ค.) แทบไม่เปลี่ยนแปลง ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างบางเบาหลังเทศกาลคริสต์มาส เนื่องจากตลาดขาดปัจจัยชี้นำทิศทางการซื้อขายที่ชัดเจน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 48,710.97 จุด ลดลง 20.19 จุด หรือ 0.04% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,929.94 จุด ลดลง 2.11 จุด หรือ 0.03% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,593.10 จุด ลดลง 20.21 จุด หรือ 0.09%
ดัชนีทั้งสามของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงเล็กน้อย หลังบวกต่อเนื่องในช่วงห้าวันทำการที่ผ่านมา ส่วนภาพรวมทั้งสัปดาห์ยังปิดในแดนบวก
ไรอัน ดีทริค (Ryan Detrick) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดจาก Carson Group ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งมากในช่วง 5 วัน และเข้าสู่ช่วงพักเทรดหลังวันหยุด ตอนนี้เพิ่งเข้าวันที่สองของช่วง Santa Rally คาดว่าตลาดยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อไป
นักลงทุนจับตาสัญญาณช่วงปรากฏการณ์ Santa Rally ซึ่งดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปีนี้ และกินเวลาต่ออีกสองวันของปีใหม่ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันพุธ 24 ธ.ค. ต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันที่ 5 ม.ค. ของปีหน้า ทั้งนี้ หากมีการปรับตัวขึ้นในช่วงดังกล่าว จะถือเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นในปี 2026 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 วันทำการก็จะสิ้นสุดปี 2025 ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น และการเติบโตอย่างรวดเร็วของหุ้นกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม ดัชนีหลักทั้งสามของสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยดัชนีแนสแดคยังคงมีแนวโน้มปิดปีปรับตัวขึ้นในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์
ความผันผวนคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง นั่นคือสิ่งที่เราได้เห็นในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ส่วนปี 2026 มีความเป็นไปได้สูงว่า จะยังไม่ใช่ปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ตลาดไร้ความผันผวนและไม่มีข่าวร้าย นักลงทุนจึงควรเตรียมตัวให้พร้อม
ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 พบว่า กลุ่มวัสดุปิดบวกมากที่สุด +0.59% ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปิดลดลงมากสุด -0.44%
หากนับตั้งแต่ต้นปี หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มอุตสาหกรรม ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวม มีเพียงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวลดลงในปี 2025
ส่วนความเคลื่อนไหวหุ้นรายตัว พบว่า หุ้น Nvidia บวก 1.0% หลังบริษัททำข้อตกลงซื้อไลเซนส์เทคโนโลยีชิปจาก Groq สตาร์ทอัพผู้สร้างชิปเร่งการประมวลผล AI พร้อมคว้าตัวซีอีโอของบริษัทมาร่วมงาน
หุ้น Target ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ พุ่ง 3.1% หลังจากที่ Financial Times รายงานว่า บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Toms Capital Investment Management ซึ่งได้เข้าลงทุนในบริษัทในระดับที่มีนัยสำคัญ
หุ้นเหมืองโลหะมีค่าที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ อาทิ First Majestic, Coeur Mining และ Endeavour Silver ปรับตัวขึ้นราว 1.2-3.0% หลังราคาทองคำและโลหะเงินแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่
ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์จำนวน 20 หลักทรัพย์ โดยไม่มีหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 46 หลักทรัพย์ และทำจุดต่ำสุดใหม่ 166 หลักทรัพย์ ด้านปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ อยู่ที่ 10,220 ล้านหุ้น เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 15,980 ล้านหุ้นในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา
ที่มา Reuters
รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ