โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อ้างมา “ปราบโกง” ใช้จริงถอดถอนฝ่ายตรงข้าม ทำการเมืองไร้เสถียรภาพ

iLaw

อัพเดต 26 ธ.ค. 2568 เวลา 07.06 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 07.06 น. • iLaw

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกยกร่างขึ้นโดยคนที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารภายใต้ชื่อว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นำโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งบรรจุกลไกที่ใช้ตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้จำนวนมาก คนร่างเองจึงคิดชื่อเล่นนิยามฉบับนี้ว่า เป็น "รัฐธรรมนูญปราบโกง" เพื่อการ “ประชาสัมพันธ์” ให้ผู้คนมองรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารในแง่ดีและได้ผลพอสมควร

เมื่อนำมาใช้จริงแล้วส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้แม้คนลงคะแนนว่า "ไม่เอา" มากกว่าถึงเท่าตัว ต่อมาเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กลไกต่างๆ ก็เริ่มทำงาน จนถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 คน ภายใน 2 ปี ด้วยข้อหาเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม มีพรรคการเมืองใหญ่ฝ่ายตรงข้ามถูกยุบไปสามพรรค และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองอีกหลายคน ทำให้การเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ขาดเสถียรภาพ

ชวนส่องกลไกของรัฐธรรมนูญที่ทำให้ "การปราบโกง" กลายเป็นเครื่องมือกำจัดนักการเมืองจากสนามการเลือกตั้ง มากกว่าการมุ่งปราบทุจริตคอร์รัปชันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างที่ควรจะเป็น

หมวดคุณสมบัติ: ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้อง "ผุดผ่อง" หาที่ตำหนิไม่ได้

ต้อง ‘ซื่อสัตย์สุจริต’ เป็นที่ประจักษ์ - ปฏิบัติตาม “มาตรฐานทางจริยธรรม”

รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีเพิ่มเป็นพิเศษ ในมาตรา 160 (4) (5) ว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าจะต้อง “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

เมื่อแกะรอยการยกร่างคุณสมบัติของรัฐมนตรีตามมาตรา 160 จากรายงานการประชุมกรธ. ครั้งที่ 45 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 เห็นได้ว่า กรธ. ที่นำโดยมีชัย จงใจใช้คำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” เพื่อเปิดช่องให้มีการโต้แย้งคำร้องดังกล่าว แต่หากสงสัยว่าการกระทำนั้นขาดคุณสมบัติหรือไม่ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด โดยข้อบัญญัตินี้ “เป็นช่องทางหนึ่งที่จะขจัดคนไม่ดีออกไป” ทว่าขณะเดียวกัน มีชัยก็ยังเคยกังวลถึงการบังคับใช้จริงไว้ว่า ประเทศไทยยังไม่เคยวางมาตรฐานการบังคับใช้คุณสมบัติที่เขียนว่า "ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" จึงอาจจะทำให้มีผู้ร้องเรียนด้วยเรื่องเล็กๆ ทุกวัน อาจจะทำให้รัฐบาล “ทำงานลำบาก” ได้ อย่างไรก็ดี จุรี วิจิตรวาทการ หนึ่งในกรธ. กล่าวไว้ในที่ประชุมดังกล่าวว่า การกำหนดคุณสมบัติว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจริยธรรมเป็นการสร้างมาตรฐานของนักการเมืองให้สูงขึ้น และจะกลายเป็นมาตรฐานของนักการเมืองรุ่นต่อๆ ไป

ส่วน “มาตรฐานทางจริยธรรม” เป็นเครื่องมือใหม่ของรัฐธรรมนูญนี้ เป็นเอกสารความยาว 5 หน้ากระดาษ มี 28 ข้อ เกิดขึ้นตามมาตรา 219 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระร่วมกันจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งนี้ มาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ โดยให้ใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย โดยในบทเฉพาะกาล มาตรา 276 ยังบังคับด้วยว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

แม้จะฟังดูเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรมนักการเมืองให้เป็น "คนดี" แต่มาตรฐานทางจริยธรรมก็มีปัญหาหลายด้าน ทั้งเนื้อความในตัวบทที่ใช้ถ้อยคำกว้างขวางหาขอบเขตมิได้ บางข้อทับซ้อนกับกฎหมายว่าด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งปัญหาด้านกระบวนการ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ยกร่างขึ้นและเป็นผู้ตีความบังคับใช้เอง แต่บังคับใช้กับคนอื่น รวมถึงปัญหาที่สามารถดำเนินคดีผ่าน 2 ศาลได้พร้อมกัน คือ การยื่นคำร้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาพิจารณา ตามขั้นตอนของมาตรา 234-236 และการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงให้วินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้จะเป็นความตั้งใจของ กรธ. ที่ ออกแบบระบบ ให้สามารถยื่นคำร้องเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมได้ 2 ช่องทางพร้อมกันได้ แต่ก็เข้าข่ายเป็นการ “ฟ้องซ้ำ” (Double Jeopardy) ขัดกับหลักกฎหมายที่ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาให้ไม่ต้องรับโทษซ้ำกันจากความผิดเดียว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ได้มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี 2 คน และนักการเมืองอีกอย่างน้อย 4 คน พ้นจากตำแหน่งจากข้อหากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย และนักการเมืองอื่นๆ เช่น พรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ ศาลฎีกาเป็นผู้พิพากษาตามคำร้องที่ยื่นผ่านทางป.ป.ช. บางคนศาลให้พ้นจากตำแหน่ง บางคนศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป หรือที่เรียกว่าการให้ "ใบดำ"

อย่างไรก็ดี หากพิจารณากรณีของเศรษฐา ซึ่งถูกถอดถอนจากการลงชื่อแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน ซึ่งมีประวัติเคยติดคุกเข้าเป็นรัฐมนตรี กรณีของแพทองธาร ซึ่งถูกถอดถอนจากกรณีมีคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซ็น ผู้มีบารมีของกัมพูชา กรณีของพรรณิการ์ ซึ่งถูกถอดถอนจากเหตุมีภาพถ่ายในวันรับปริญญากับพระบรมฉายาลักษณ์ และกรณีของธณิกานต์ ซึ่งถูกถอดถอนจากการเสียบบัตรลงคะแนนแทนเพื่อนสส. คนอื่น แม้อาจเป็นพฤติกรรมที่ควรหรือไม่ควรกระทำก็ตาม แต่ไม่มีกรณีใดเป็นการถอดถอนเพราะเหตุ "ทุจริต" หรือการ "โกง" เพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ทางทรัพย์สินอันมิชอบ ดังนั้น กลไกของรัฐธรรมนูญนี้จึงใช้ถอดถอนนักการเมือง "ไกล" ออกไปจากคำว่า "ปราบโกง" อย่างมาก

“ถือหุ้นสื่อ” เป็นลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะฝ่ายสีส้ม

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 กำหนดลักษณะต้องห้ามของสส. สว. ครม. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ หลักการส่วนใหญ่ไม่ได้ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ แต่ก็มีบางข้อที่เพิ่มขึ้นมาและมีนัยยะสำคัญ เช่น มาตรา 98 (3) ห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งเป้าหมายของมาตรานี้คือ ไม่ต้องการให้เจ้าของสื่อมีความได้เปรียบเป็นพิเศษในสนามการเลือกตั้ง

จากมาตรา 98 (3) นี้เอง ทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยถอดถอนนักการเมืองมาแล้วอย่างน้อย 3 คน จากกรณีถือหุ้นสื่อ รายแรกคือธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติหลังจากการเลือกตั้งสส. เมื่อปี 2562 จากกรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งเคยประกอบธุรกิจนิตยสาร แต่เลิกประกอบกิจการไปแล้วก่อนการเลือกตั้ง โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อ 23 พฤษภาคม 2562 พร้อมทั้งมีมติสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ให้ธนาธรพ้นจากความเป็น สส. ด้วยเหตุผลว่า แม้บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะแจ้งยกเลิกการพิมพ์ แต่จะกลับมาดำเนินกิจการเมื่อไรก็ได้

4 ปีต่อมา เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยคุณสมบัติ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล จากกรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา 98 (3) หรือไม่ ซึ่งขณะนั้นไอทีวีเลิกประกอบกิจการโทรทัศน์ไปแล้วเช่นกัน

19 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง และมีมติ 7 ต่อ 2 สั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ซึ่งตรงกับช่วงที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยศาลเห็นว่าหากพิธาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจนำไปสู่ปัญหาเชิงกฎหมายได้ ซึ่งศาลมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 ให้ยกคำร้องเพราะว่า ไอทีวีไม่มีคลื่นความถี่ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เองก็ไม่ได้ประกอบธุรกิจสื่อแล้ว

นอกจากกรณีของธนาธรและพิธาแล้ว ยังมีกรณีของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นสส. จากการถือหุ้นในบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ทำงาน "รับจ้าง" ผลิตสื่อ 2 แห่งแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของช่องทางการสื่อสาร ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์ว่า การถือหุ้นในบริษัททั้งสองซึ่งผลิตรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือโฆษณานั้นเข้าลักษณะกิจการสื่อมวลชนตามมาตรา 98 (3) โดยศาลสั่งให้ธัญญ์วารินพ้นจากความเป็นสส. ตั้งแต่วันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นรายชื่อผู้สมัครสส. แบบบัญชีรายชื่อ (คือ 6 กุมภาพันธ์ 2562)

การตีความทั้งสามกรณีเป็นการบังคับใช้ต่อ สส. จากพรรคการเมืองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตีความคำว่า "สื่อ" อย่างกว้างขวางไปรวมถึงบริษัท ที่อาจจะผลิตสื่อซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งก็ได้ แม้คดีของพิธาศาลจะให้ยกคำร้องแต่อีกไม่นานหลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งยุบพรรคก้าวไกล เป็นเหตุให้พิธา ถูกตัดสิทธิทางการเมืองอยู่ดี ขณะที่มีการยื่นคำร้องต่อสส. ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ อีก 32 คน ที่ต่างมีหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนว่าประกอบกิจการสื่อมวลชน ศาลไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญให้ยกคำร้อง ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ

หมวดบุคคล: ใครถือปากกาสั่ง “ถอดถอน” นักการเมืองออกจากตำแหน่ง

ยกเลิกกลไก “เข้าชื่อถอดถอน” โดยประชาชน

ตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คน และ 20,000 คนขึ้นไป สามารถเข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อยื่นเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ได้

ทว่าในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถอดกลไกการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ออกไป ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกสำหรับรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเกิดมา “ปราบโกง” โดยคงไว้เฉพาะมาตรา 236 ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อกัน 20,000 รายชื่อเพื่อกล่าวหา ป.ป.ช. ได้องค์กรเดียวหาก ป.ป.ช. ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นได้ว่า การ "ปราบโกง" ตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนี้โฆษณาเอาไว้ ต้องการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออก และให้เหลือเป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีที่มาอันไม่ได้เป็นอิสระ

สส.-สว.-กกต. ยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมือง “ขาดคุณสมบัติ” ได้

มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุไว้ว่า ให้สส. หรือสว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน สส. เท่าที่มีอยู่ (กล่าวคือ สส. 50 คนขึ้นไป หรือ สว. 20 คนขึ้นไป) สามารถเข้าชื่อกันยื่นคำร้องต่อประธานสภาที่สังกัดอยู่ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกในสภาที่ตนสังกัดอยู่นั้นสิ้นสุดลงจากการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป แต่ประชาชนไม่สามารถริเริ่มกระบวนการนี้ได้

โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสส. หรือ สว. คนนั้นๆ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ให้สส. หรือสว. ดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ มาตราดังกล่าวยังให้อำนาจ กกต. ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่า สส. หรือ สว. คนใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้ด้วย

กกต. ที่ไม่เป็นกลาง มาพร้อมอำนาจกำจัดนักการเมือง

หากมองการเลือกตั้งเป็นการแข่งขันกีฬาโดยมีนักกีฬาจากแต่ละ "ทีม" เข้าแข่งขันกันภายใต้กติกาที่เขียนขึ้น กรรมการที่ออกแบบรายละเอียดของกติกา และชี้ขาดการกระทำในสนามคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทว่าเมื่อการแข่งขันจบไปแล้ว ก็จะเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์การปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งกรรมการก็จะเปลี่ยนมือไปสู่อำนาจตุลาการ

หากมีผู้เล่นกระทำการที่อาจเป็นการ ‘โกง’ กติกาใหญ่ที่สุดอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้วางช่องทางการตัดสินเอาไว้ โดยก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง และหลังประกาศผลการเลือกตั้ง โดยก่อนจะประกาศผลการเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจสั่งให้จัดการเลือกตั้ง หรือเลือก (กรณีเลือกกันเอง) ใหม่ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตนั้นๆ กกต. ก็สามารถแจก "ใบแดง" ด้วยการสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี ตามมาตรา 224 (4) และมาตรา 225 ของรัฐธรรมนูญ 2560

แต่อย่างไรก็ดี กกต. ชุดที่จัดการเลือกตั้งสองครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มาไม่เป็นอิสระ เพราะมาจากการคัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากคณะรัฐประหารโดยตรง และพล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหารก็ลงแข่งในสนามเลือกตั้งเองด้วย หลังจากกกต. ชุดแรกหมดอายุ ก็มีการทยอยเลือก กกต. ชุดใหม่โดยต้องผ่านการอนุมัติของสมาชิกวุฒิสภา ที่ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีฐาน "โกงเลือกสว." และพวกเขาก็เลือกคนมาเป็นกกต. เพื่อมาสั่งคดีของตัวเอง ดังนั้น คนที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนามการแข่งขันและตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญนี้จึงไม่ได้เป็นกลาง และไม่มีผลงานในการ "ปราบโกง" การทุจริตเลือกตั้งของนักการเมืองที่มาจากฝ่ายเดียวกัน

สร้าง “ทางด่วน” ถอดถอนนักการเมืองจากเรื่อง “งบประมาณ” ป้องกันประชานิยม

เครื่องมือ ‘ปราบโกง’ อีกชิ้นในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แผลงฤทธิ์ไปในปี 2568 คือ การถอดถอนนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา 144 ซึ่งเป็นกลไกใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ที่สร้างขึ้นด้วยเหตุว่า ป้องกันการสร้างนโยบาย “ประชานิยม” ที่สส. จะผันงบประมาณไปสร้างความนิยมให้ประชาชนในเขตพื้นที่ของตัวเองเลือกตัวเอง

รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีช่องทาง “ปกติ” สำหรับตรวจสอบการทุจริตตามกรณีทั่วไป ซึ่งการใช้งบประมาณต้องอยู่ภายใต้ “วินัยการเงินการคลัง” โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) จะเป็นผู้คอยให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำหรือเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน และสามารถลงโทษทางปกครองได้ หรือสามารถตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินร่วมกับ กกต. และ ป.ป.ช. เพื่อระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐได้

ทว่านอกจากทางปกติ รัฐธรรมนูญ 2560 ยังสร้าง “ทางด่วน” ในมาตรา 144 วรรคสองและสาม ระบุว่า ห้าม สส. สว. หรือ กมธ. เสนอแปรญัตติหรือการกระทำการใด ๆ ที่มีผลให้ตัวเองมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หากมีการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืน ให้ สส. หรือ สว. เข้าชื่อกันยื่นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาภายใน 15 วัน หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำที่ยื่นความเห็นมานั้นฝ่าฝืนมาตรา 144 ให้การกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล และผู้กระทำถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต รวมทั้งชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และหากครม. มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของครม. ทั้งชุด เว้นแต่จะมีผู้พิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้เข้าประชุมขณะมีมติดังกล่าว

แม้จะเคยมีบทบัญญัติลักษณะนี้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แต่ในฉบับนี้ได้พิ่มโทษจากเดิมที่ต้องยุติการใช้งบประมาณนั้นๆ เป็นการ "ถอดถอน" และตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้เสนองบประมาณดังกล่าวตลอดชีวิต รวมถึงคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

กรณีแรกสุดที่ใช้มาตรา 144 สอยนักการเมือง คือ กรณีของพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งสส. พรรคประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อยื่นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า การเห็นชอบงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงการส่งเสริมบทบาทของสตรี มีลักษณะประโยชน์ในการหาเสียงหรือสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยที่ 15/2568 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ให้พิเชษฐ์พ้นจากตำแหน่งสส. และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เนื่องจากการที่พิเชษฐ์มีเจตนานำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงหรือใช้สร้างความนิยมในพื้นที่เขตเลือกตั้ง ใช้ตำแหน่งรองประธานสภาสร้างความนิยมให้ตนเอง ถือได้ว่า พิเชษฐ์เสนอแปรญัตติโครงการทั้งสาม ทำให้ตนเองมีส่วนทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การดำเนินตามโครงการปกติของรัฐสภา

ไม่ใช่นักการเมืองทุกคนที่มีหลักฐานว่าโกงจะถูก “ปราบ”

ฟังดูเหมือนว่ากลไก “ปราบโกง” ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะสามารถลงดาบนักการเมืองได้ชงัดนัก แต่เมื่อนำมาใช้ในระยะเวลากว่า 8 ปี ก็พบว่า มีนักการเมืองที่มีเรื่องอื้อฉาวให้เห็นเป็นการทั่วไป แต่ก็ “รอด” จากกลไกปราบโกงนี้ด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

นาฬิกายืมเพื่อนของพล.อ.ประวิตร

กรณีแรก คือ กรณีการตรวจสอบทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า “คดีนาฬิกายืมเพื่อน” ที่มีเหตุมาจากที่ประวิตรสวมนาฬิกาหรูระหว่างถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 นำไปสู่การตรวจสอบว่า ครอบครองนาฬิกาหรู 25 เรือน ซึ่งไม่ได้ยื่นไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่แสดงต่อป.ป.ช. ซึ่งอาจเข้าข่าย “ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้ว่า นาฬิกาเรือนที่สวมในโอกาสดังกล่าวเป็นนาฬิกาที่ “ยืมเพื่อน” มา

ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 3 ไม่รับไต่สวนคดีดังกล่าวเมื่อ 27 ธันวาคม 2561 ด้วยเหตุผลว่าไม่มีมูลเพียงพอ แต่เมื่อผลการสอบสวนเป็นที่น่าสงสัย สื่อมวลชนและภาคประชาชนจึงยื่นขอให้ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารรายละเอียดของคดี เช่น เหตุผลที่ยกคำร้องคดีนี้อย่างละเอียด คำวินิจฉัยส่วนตนของกรรมการป.ป.ช. คำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร เป็นต้น แต่เอกสารดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผย จึงมีการติดตามผ่านการยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการให้ช่วยติดตามข้อมูล แต่ป.ป.ช. ให้ข้อมูลเฉพาะเหตุผลที่ยกคำร้องโดยละเอียด และคำวินิจฉัยส่วนตนของกรรมการป.ป.ช. รายบุคคลเท่านั้น ในขณะที่เอกสารอื่นๆ เป็นต้นว่า รายงานสรุปการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร ต่อกรณีนี้ ป.ป.ช. มิได้นำมาเปิดเผย แม้ต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลคดีนี้ ทว่า ป.ป.ช. ยังคงไม่เปิดเผยข้อมูลอยู่ดี

อุตตม ให้กรุงไทยปล่อยกู้เป็นหนี้เสีย

กรณีของอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลประยุทธ์ยุครัฐประหาร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลประยุทธ์ชุดปี 2562 เป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยว่า อุตตมขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากอุตตมเคยเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย ที่ได้ลงนามปล่อยเงินกู้ให้เครือกฤษดามหานคร ที่มีสถานะเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร ทั้งที่กฤษดามหานครเป็นหนี้สถาบันการเงินอีกหลายแห่ง แต่กรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยในขณะนั้นกลับใช้เวลา 15 นาที พิจารณาเอกสารประกอบการขอสินเชื่อเพียง 2 แผ่น นำไปสู่การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์การขอสินเชื่อ สร้างความเสียหาแก่ธนาคารกรุงไทย จนนำไปสู่การฟ้องคดีในที่สุด

แม้อุตตมจะถูกกันเป็นพยานในคดีระหว่างกรุงไทยและกฤษดามหานคร ทว่าอุตตมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ลงนามรับรองรายงานการประชุมครั้งที่อนุมัติปล่อยกู้ดังกล่าว และในรายงานการประชุม ก็ไม่ปรากฏว่าอุตตมคัดค้านแต่อย่างใด โดยการอนุมัติเงินกู้วงเงินสูงถึง 9,900 ล้านบาท จำเป็นต้องใช้ “มติเอกฉันท์” จากกรรมการบริหารธนาคารเพื่อรับรอง จะมีกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วย “ไม่ได้” ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่า อุตตมต้องเห็นชอบให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้แก่เครือกฤษดามหานครด้วย

เมื่ออุตตมก้าวเข้ามารับตำแหน่ง “ขุนคลัง” ในปี 2562 ข้อกังขาว่าด้วยคดีนี้ก็สาดเข้ามาทันทีในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทำให้ในช่วงดึกของวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 อุตตมลุกขึ้นชี้แจงพร้อมชาร์ตที่จั่วหัวว่า “อุตตม สาวนายน ไม่ได้กระทำผิด คดีปล่อยกู้กรุงไทย” ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) มีมติเมื่อ 2 มิถุนายน 2551 สรุปว่าอุตตมไม่มีความผิด หลังตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 โดยเรียกไต่สวนและส่งพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง

ธรรมนัส รัฐมนตรีเคยติดคุกเพราะ "ค้าแป้ง" ไม่ขาดคุณสมบัติ

กรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยต้องคำพิพากษาศาลออสเตรเลียกรณียาเสพติดเมื่อปี 2536 กรณีนี้ ธรรมนัสอธิบายว่า ตัวเขาติดคุกเป็นเวลา 8 เดือน ถูกจับด้วยความบังเอิญ เพราะคนขนยาอยู่คิวตรวจคนเข้าเมืองลำดับก่อนหน้า จึงถูกดำเนินคดีข้อหารู้ว่ามียาเสพติด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ไม่ใช่ข้อหาผลิตและนำเข้ายาเสพติดแต่อย่างใด และหลังจากถูกจำคุก ก็ใช้ชีวิตในซิดนีย์ไปอีก 4 ปี

วันที่ 9 กันยายน 2562 หนังสือพิมพ์ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ (Sydney Morning Herald) ตีพิมพ์รายงาน “จากคนบาปสู่รัฐมนตรี” (From Sinister fo Minister) ที่ระบุว่า ธรรมนัสเคยติดคุกข้อหาลักลอบขนเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัมเข้าประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ การขนเฮโรอีนมีการวางแผนเป็นระบบ โดยธรรมนัสเป็นผู้จัดหาตั๋วเครื่องบินและทำวีซาให้กับหญิงที่ถือครองยาเสพติดดังกล่าว และธรรมนัสถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อปี 2540

ด้วยข้อมูลที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ทำให้สื่อมวลชนต้องตรวจสอบข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ ระบุว่าข้อมูลที่กองบรรณาธิการมีอยู่เป็นข้อมูลจริง ตรวจสอบยืนยันได้ ส่วนธรรมนัสปฏิเสธทุกประตู โดยยืนยันว่า เขาไม่ใช่ “ผู้บงการ” ในคดีดังกล่าว ทั้งยังขู่ว่า หากใครมาพูดถึงอดีตอีก จะฟ้องดำเนินคดีทุกคน ส่วนรายละเอียดของคดีนั้น ธรรมนัสกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องรายละเอียดที่เราตกลงกับศาลออสเตรเลียเอาไว้ และเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้”

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์เมื่อปี 2563 โดยธีรัจชัย พันธุมาศ สส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ใช้ประเด็นนี้อภิปรายโจมตีธรรมนัสและประยุทธ์เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ทว่าธรรมนัสลุกขึ้นปฏิเสธ พร้อมชี้แจงว่า “สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มันคือแป้ง” ทำให้ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ขยายผลต่อไปด้วยรายงานข่าวว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สิ่งที่ธรรมนัสขนเข้าออสเตรเลียไม่ใช่แป้ง แต่มันคือเฮโรอีนต่างหาก

ต่อมา27 พฤษภาคม 2563 สส. พรรคก้าวไกลจำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนธรรมนัสจากตำแหน่งสส. และรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง (6) ประกอบมาตรา 98 (10) และมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) เพราะเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 6/2564 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 มีมติเอกฉันท์ให้ธรรมนัสยังคงดำรงตำแหน่งทั้งสส. และรัฐมนตรีต่อไป โดยระบุว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่าธรรมนัสเคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่วนปัญหาว่าข้อกล่าวอ้างตามคำร้องเป็นเรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย

ประยุทธ์ "พักบ้านหลวง" แม้เกษียณแล้ว ไม่ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

ในช่วงเวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์พักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารภายในกรมทหารราบที่ 1 แต่ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ ไปเป็นนายกรัฐมนตรี และเกษียณอายุราชการ ตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในอาคาร บ้านพักของข้าราชการและลูกจ้างประจำในกองทัพบก ปี 2553 “บ้านหลวง” หรือชื่อเต็มคือ “อาคารที่พักอาศัยของทางราชการ” จัดเป็นสวัสดิการที่กองทัพจัดให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำในสังกัดกองทัพบกที่ไม่มีที่พักอาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองหรือของคู่สมรส และไม่ได้รับการสงเคราะห์จากทางราชการให้มีอาคารหรือบ้านพัก มีสิทธิเข้าพักอาศัยในอาคารที่พักอาศัยของราชการ แต่สิทธิดังกล่าวจะหมดไปเมื่อผู้นั้นเสียชีวิตหรือออกจากราชการ แม้หลังเกษียณอายุแล้ว 6 ปี (นับตั้งแต่ 30 กันยายน 2557 จนถึงปี 2563) พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมต่อ

สส. ฝ่ายค้านในขณะนั้นรวมตัวกันร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการของพล.อ.ประยุทธ์เป็นการรับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ ในธุรกิจการงานปกติ ซึ่งเป็นการขาดคุณสมบัติ จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ภายหลัง กองทัพบกได้เข้าชี้แจงว่า การพักอาศัยในบ้านหลวงของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปตามข้อยกเว้นสำหรับอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กับกองทัพบกและประเทศชาติและเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว ดังปรากฏใน “ระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก ปี 2548” และที่ผ่านมา มีอดีตผู้นำกองทัพหลายคนที่ยังคงพักในบ้านหลวง ซึ่งรวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 29/2563 โดยมีมติ “เอกฉันท์” ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี และยังชี้ว่า รัฐพึงจัดสรรที่พำนักให้ผู้นำประเทศ เพื่อสร้างความพร้อมทั้งสุขภาพกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจในการบริหารประเทศล้วนเป็นประโยชน์ส่วนรวม และกรณีนี้ไม่ถือประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศ ไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตัวเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...