กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อ้างมา “ปราบโกง” ใช้จริงถอดถอนฝ่ายตรงข้าม ทำการเมืองไร้เสถียรภาพ
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกยกร่างขึ้นโดยคนที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารภายใต้ชื่อว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นำโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งบรรจุกลไกที่ใช้ตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้จำนวนมาก คนร่างเองจึงคิดชื่อเล่นนิยามฉบับนี้ว่า เป็น "รัฐธรรมนูญปราบโกง" เพื่อการ “ประชาสัมพันธ์” ให้ผู้คนมองรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารในแง่ดีและได้ผลพอสมควร
เมื่อนำมาใช้จริงแล้วส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีได้แม้คนลงคะแนนว่า "ไม่เอา" มากกว่าถึงเท่าตัว ต่อมาเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กลไกต่างๆ ก็เริ่มทำงาน จนถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 คน ภายใน 2 ปี ด้วยข้อหาเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม มีพรรคการเมืองใหญ่ฝ่ายตรงข้ามถูกยุบไปสามพรรค และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองอีกหลายคน ทำให้การเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ขาดเสถียรภาพ
ชวนส่องกลไกของรัฐธรรมนูญที่ทำให้ "การปราบโกง" กลายเป็นเครื่องมือกำจัดนักการเมืองจากสนามการเลือกตั้ง มากกว่าการมุ่งปราบทุจริตคอร์รัปชันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างที่ควรจะเป็น
หมวดคุณสมบัติ: ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้อง "ผุดผ่อง" หาที่ตำหนิไม่ได้
ต้อง ‘ซื่อสัตย์สุจริต’ เป็นที่ประจักษ์ - ปฏิบัติตาม “มาตรฐานทางจริยธรรม”
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีเพิ่มเป็นพิเศษ ในมาตรา 160 (4) (5) ว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าจะต้อง “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
เมื่อแกะรอยการยกร่างคุณสมบัติของรัฐมนตรีตามมาตรา 160 จากรายงานการประชุมกรธ. ครั้งที่ 45 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 เห็นได้ว่า กรธ. ที่นำโดยมีชัย จงใจใช้คำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” เพื่อเปิดช่องให้มีการโต้แย้งคำร้องดังกล่าว แต่หากสงสัยว่าการกระทำนั้นขาดคุณสมบัติหรือไม่ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด โดยข้อบัญญัตินี้ “เป็นช่องทางหนึ่งที่จะขจัดคนไม่ดีออกไป” ทว่าขณะเดียวกัน มีชัยก็ยังเคยกังวลถึงการบังคับใช้จริงไว้ว่า ประเทศไทยยังไม่เคยวางมาตรฐานการบังคับใช้คุณสมบัติที่เขียนว่า "ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" จึงอาจจะทำให้มีผู้ร้องเรียนด้วยเรื่องเล็กๆ ทุกวัน อาจจะทำให้รัฐบาล “ทำงานลำบาก” ได้ อย่างไรก็ดี จุรี วิจิตรวาทการ หนึ่งในกรธ. กล่าวไว้ในที่ประชุมดังกล่าวว่า การกำหนดคุณสมบัติว่าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจริยธรรมเป็นการสร้างมาตรฐานของนักการเมืองให้สูงขึ้น และจะกลายเป็นมาตรฐานของนักการเมืองรุ่นต่อๆ ไป
ส่วน “มาตรฐานทางจริยธรรม” เป็นเครื่องมือใหม่ของรัฐธรรมนูญนี้ เป็นเอกสารความยาว 5 หน้ากระดาษ มี 28 ข้อ เกิดขึ้นตามมาตรา 219 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระร่วมกันจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งนี้ มาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ โดยให้ใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย โดยในบทเฉพาะกาล มาตรา 276 ยังบังคับด้วยว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
แม้จะฟังดูเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรมนักการเมืองให้เป็น "คนดี" แต่มาตรฐานทางจริยธรรมก็มีปัญหาหลายด้าน ทั้งเนื้อความในตัวบทที่ใช้ถ้อยคำกว้างขวางหาขอบเขตมิได้ บางข้อทับซ้อนกับกฎหมายว่าด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งปัญหาด้านกระบวนการ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ยกร่างขึ้นและเป็นผู้ตีความบังคับใช้เอง แต่บังคับใช้กับคนอื่น รวมถึงปัญหาที่สามารถดำเนินคดีผ่าน 2 ศาลได้พร้อมกัน คือ การยื่นคำร้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาพิจารณา ตามขั้นตอนของมาตรา 234-236 และการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงให้วินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้จะเป็นความตั้งใจของ กรธ. ที่ ออกแบบระบบ ให้สามารถยื่นคำร้องเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมได้ 2 ช่องทางพร้อมกันได้ แต่ก็เข้าข่ายเป็นการ “ฟ้องซ้ำ” (Double Jeopardy) ขัดกับหลักกฎหมายที่ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาให้ไม่ต้องรับโทษซ้ำกันจากความผิดเดียว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ได้มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี 2 คน และนักการเมืองอีกอย่างน้อย 4 คน พ้นจากตำแหน่งจากข้อหากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย และนักการเมืองอื่นๆ เช่น พรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ ศาลฎีกาเป็นผู้พิพากษาตามคำร้องที่ยื่นผ่านทางป.ป.ช. บางคนศาลให้พ้นจากตำแหน่ง บางคนศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป หรือที่เรียกว่าการให้ "ใบดำ"
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากรณีของเศรษฐา ซึ่งถูกถอดถอนจากการลงชื่อแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน ซึ่งมีประวัติเคยติดคุกเข้าเป็นรัฐมนตรี กรณีของแพทองธาร ซึ่งถูกถอดถอนจากกรณีมีคลิปเสียงสนทนากับฮุนเซ็น ผู้มีบารมีของกัมพูชา กรณีของพรรณิการ์ ซึ่งถูกถอดถอนจากเหตุมีภาพถ่ายในวันรับปริญญากับพระบรมฉายาลักษณ์ และกรณีของธณิกานต์ ซึ่งถูกถอดถอนจากการเสียบบัตรลงคะแนนแทนเพื่อนสส. คนอื่น แม้อาจเป็นพฤติกรรมที่ควรหรือไม่ควรกระทำก็ตาม แต่ไม่มีกรณีใดเป็นการถอดถอนเพราะเหตุ "ทุจริต" หรือการ "โกง" เพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ทางทรัพย์สินอันมิชอบ ดังนั้น กลไกของรัฐธรรมนูญนี้จึงใช้ถอดถอนนักการเมือง "ไกล" ออกไปจากคำว่า "ปราบโกง" อย่างมาก
“ถือหุ้นสื่อ” เป็นลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะฝ่ายสีส้ม
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 กำหนดลักษณะต้องห้ามของสส. สว. ครม. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ หลักการส่วนใหญ่ไม่ได้ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ แต่ก็มีบางข้อที่เพิ่มขึ้นมาและมีนัยยะสำคัญ เช่น มาตรา 98 (3) ห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งเป้าหมายของมาตรานี้คือ ไม่ต้องการให้เจ้าของสื่อมีความได้เปรียบเป็นพิเศษในสนามการเลือกตั้ง
จากมาตรา 98 (3) นี้เอง ทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยถอดถอนนักการเมืองมาแล้วอย่างน้อย 3 คน จากกรณีถือหุ้นสื่อ รายแรกคือธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติหลังจากการเลือกตั้งสส. เมื่อปี 2562 จากกรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งเคยประกอบธุรกิจนิตยสาร แต่เลิกประกอบกิจการไปแล้วก่อนการเลือกตั้ง โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อ 23 พฤษภาคม 2562 พร้อมทั้งมีมติสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ให้ธนาธรพ้นจากความเป็น สส. ด้วยเหตุผลว่า แม้บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะแจ้งยกเลิกการพิมพ์ แต่จะกลับมาดำเนินกิจการเมื่อไรก็ได้
4 ปีต่อมา เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยคุณสมบัติ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล จากกรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา 98 (3) หรือไม่ ซึ่งขณะนั้นไอทีวีเลิกประกอบกิจการโทรทัศน์ไปแล้วเช่นกัน
19 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง และมีมติ 7 ต่อ 2 สั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ซึ่งตรงกับช่วงที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยศาลเห็นว่าหากพิธาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจนำไปสู่ปัญหาเชิงกฎหมายได้ ซึ่งศาลมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 ให้ยกคำร้องเพราะว่า ไอทีวีไม่มีคลื่นความถี่ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เองก็ไม่ได้ประกอบธุรกิจสื่อแล้ว
นอกจากกรณีของธนาธรและพิธาแล้ว ยังมีกรณีของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นสส. จากการถือหุ้นในบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ทำงาน "รับจ้าง" ผลิตสื่อ 2 แห่งแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของช่องทางการสื่อสาร ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์ว่า การถือหุ้นในบริษัททั้งสองซึ่งผลิตรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือโฆษณานั้นเข้าลักษณะกิจการสื่อมวลชนตามมาตรา 98 (3) โดยศาลสั่งให้ธัญญ์วารินพ้นจากความเป็นสส. ตั้งแต่วันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นรายชื่อผู้สมัครสส. แบบบัญชีรายชื่อ (คือ 6 กุมภาพันธ์ 2562)
การตีความทั้งสามกรณีเป็นการบังคับใช้ต่อ สส. จากพรรคการเมืองเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตีความคำว่า "สื่อ" อย่างกว้างขวางไปรวมถึงบริษัท ที่อาจจะผลิตสื่อซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งก็ได้ แม้คดีของพิธาศาลจะให้ยกคำร้องแต่อีกไม่นานหลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งยุบพรรคก้าวไกล เป็นเหตุให้พิธา ถูกตัดสิทธิทางการเมืองอยู่ดี ขณะที่มีการยื่นคำร้องต่อสส. ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ อีก 32 คน ที่ต่างมีหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนว่าประกอบกิจการสื่อมวลชน ศาลไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญให้ยกคำร้อง ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ
หมวดบุคคล: ใครถือปากกาสั่ง “ถอดถอน” นักการเมืองออกจากตำแหน่ง
ยกเลิกกลไก “เข้าชื่อถอดถอน” โดยประชาชน
ตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คน และ 20,000 คนขึ้นไป สามารถเข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อยื่นเรื่องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ได้
ทว่าในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถอดกลไกการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ออกไป ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกสำหรับรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเกิดมา “ปราบโกง” โดยคงไว้เฉพาะมาตรา 236 ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อกัน 20,000 รายชื่อเพื่อกล่าวหา ป.ป.ช. ได้องค์กรเดียวหาก ป.ป.ช. ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นได้ว่า การ "ปราบโกง" ตามที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญนี้โฆษณาเอาไว้ ต้องการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออก และให้เหลือเป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีที่มาอันไม่ได้เป็นอิสระ
สส.-สว.-กกต. ยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมือง “ขาดคุณสมบัติ” ได้
มาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุไว้ว่า ให้สส. หรือสว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน สส. เท่าที่มีอยู่ (กล่าวคือ สส. 50 คนขึ้นไป หรือ สว. 20 คนขึ้นไป) สามารถเข้าชื่อกันยื่นคำร้องต่อประธานสภาที่สังกัดอยู่ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกในสภาที่ตนสังกัดอยู่นั้นสิ้นสุดลงจากการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป แต่ประชาชนไม่สามารถริเริ่มกระบวนการนี้ได้
โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสส. หรือ สว. คนนั้นๆ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ให้สส. หรือสว. ดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ มาตราดังกล่าวยังให้อำนาจ กกต. ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่า สส. หรือ สว. คนใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้ด้วย
กกต. ที่ไม่เป็นกลาง มาพร้อมอำนาจกำจัดนักการเมือง
หากมองการเลือกตั้งเป็นการแข่งขันกีฬาโดยมีนักกีฬาจากแต่ละ "ทีม" เข้าแข่งขันกันภายใต้กติกาที่เขียนขึ้น กรรมการที่ออกแบบรายละเอียดของกติกา และชี้ขาดการกระทำในสนามคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทว่าเมื่อการแข่งขันจบไปแล้ว ก็จะเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์การปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งกรรมการก็จะเปลี่ยนมือไปสู่อำนาจตุลาการ
หากมีผู้เล่นกระทำการที่อาจเป็นการ ‘โกง’ กติกาใหญ่ที่สุดอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้วางช่องทางการตัดสินเอาไว้ โดยก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง และหลังประกาศผลการเลือกตั้ง โดยก่อนจะประกาศผลการเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจสั่งให้จัดการเลือกตั้ง หรือเลือก (กรณีเลือกกันเอง) ใหม่ หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตนั้นๆ กกต. ก็สามารถแจก "ใบแดง" ด้วยการสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี ตามมาตรา 224 (4) และมาตรา 225 ของรัฐธรรมนูญ 2560
แต่อย่างไรก็ดี กกต. ชุดที่จัดการเลือกตั้งสองครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มาไม่เป็นอิสระ เพราะมาจากการคัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากคณะรัฐประหารโดยตรง และพล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหารก็ลงแข่งในสนามเลือกตั้งเองด้วย หลังจากกกต. ชุดแรกหมดอายุ ก็มีการทยอยเลือก กกต. ชุดใหม่โดยต้องผ่านการอนุมัติของสมาชิกวุฒิสภา ที่ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีฐาน "โกงเลือกสว." และพวกเขาก็เลือกคนมาเป็นกกต. เพื่อมาสั่งคดีของตัวเอง ดังนั้น คนที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนามการแข่งขันและตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญนี้จึงไม่ได้เป็นกลาง และไม่มีผลงานในการ "ปราบโกง" การทุจริตเลือกตั้งของนักการเมืองที่มาจากฝ่ายเดียวกัน
สร้าง “ทางด่วน” ถอดถอนนักการเมืองจากเรื่อง “งบประมาณ” ป้องกันประชานิยม
เครื่องมือ ‘ปราบโกง’ อีกชิ้นในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แผลงฤทธิ์ไปในปี 2568 คือ การถอดถอนนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา 144 ซึ่งเป็นกลไกใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ที่สร้างขึ้นด้วยเหตุว่า ป้องกันการสร้างนโยบาย “ประชานิยม” ที่สส. จะผันงบประมาณไปสร้างความนิยมให้ประชาชนในเขตพื้นที่ของตัวเองเลือกตัวเอง
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีช่องทาง “ปกติ” สำหรับตรวจสอบการทุจริตตามกรณีทั่วไป ซึ่งการใช้งบประมาณต้องอยู่ภายใต้ “วินัยการเงินการคลัง” โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) จะเป็นผู้คอยให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำหรือเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน และสามารถลงโทษทางปกครองได้ หรือสามารถตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินร่วมกับ กกต. และ ป.ป.ช. เพื่อระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐได้
ทว่านอกจากทางปกติ รัฐธรรมนูญ 2560 ยังสร้าง “ทางด่วน” ในมาตรา 144 วรรคสองและสาม ระบุว่า ห้าม สส. สว. หรือ กมธ. เสนอแปรญัตติหรือการกระทำการใด ๆ ที่มีผลให้ตัวเองมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หากมีการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืน ให้ สส. หรือ สว. เข้าชื่อกันยื่นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาภายใน 15 วัน หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำที่ยื่นความเห็นมานั้นฝ่าฝืนมาตรา 144 ให้การกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล และผู้กระทำถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต รวมทั้งชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และหากครม. มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของครม. ทั้งชุด เว้นแต่จะมีผู้พิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้เข้าประชุมขณะมีมติดังกล่าว
แม้จะเคยมีบทบัญญัติลักษณะนี้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แต่ในฉบับนี้ได้พิ่มโทษจากเดิมที่ต้องยุติการใช้งบประมาณนั้นๆ เป็นการ "ถอดถอน" และตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้เสนองบประมาณดังกล่าวตลอดชีวิต รวมถึงคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
กรณีแรกสุดที่ใช้มาตรา 144 สอยนักการเมือง คือ กรณีของพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งสส. พรรคประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อยื่นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า การเห็นชอบงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงการส่งเสริมบทบาทของสตรี มีลักษณะประโยชน์ในการหาเสียงหรือสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยที่ 15/2568 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ให้พิเชษฐ์พ้นจากตำแหน่งสส. และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เนื่องจากการที่พิเชษฐ์มีเจตนานำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงหรือใช้สร้างความนิยมในพื้นที่เขตเลือกตั้ง ใช้ตำแหน่งรองประธานสภาสร้างความนิยมให้ตนเอง ถือได้ว่า พิเชษฐ์เสนอแปรญัตติโครงการทั้งสาม ทำให้ตนเองมีส่วนทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การดำเนินตามโครงการปกติของรัฐสภา
ไม่ใช่นักการเมืองทุกคนที่มีหลักฐานว่าโกงจะถูก “ปราบ”
ฟังดูเหมือนว่ากลไก “ปราบโกง” ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะสามารถลงดาบนักการเมืองได้ชงัดนัก แต่เมื่อนำมาใช้ในระยะเวลากว่า 8 ปี ก็พบว่า มีนักการเมืองที่มีเรื่องอื้อฉาวให้เห็นเป็นการทั่วไป แต่ก็ “รอด” จากกลไกปราบโกงนี้ด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
นาฬิกายืมเพื่อนของพล.อ.ประวิตร
กรณีแรก คือ กรณีการตรวจสอบทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า “คดีนาฬิกายืมเพื่อน” ที่มีเหตุมาจากที่ประวิตรสวมนาฬิกาหรูระหว่างถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 นำไปสู่การตรวจสอบว่า ครอบครองนาฬิกาหรู 25 เรือน ซึ่งไม่ได้ยื่นไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่แสดงต่อป.ป.ช. ซึ่งอาจเข้าข่าย “ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้ว่า นาฬิกาเรือนที่สวมในโอกาสดังกล่าวเป็นนาฬิกาที่ “ยืมเพื่อน” มา
ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 3 ไม่รับไต่สวนคดีดังกล่าวเมื่อ 27 ธันวาคม 2561 ด้วยเหตุผลว่าไม่มีมูลเพียงพอ แต่เมื่อผลการสอบสวนเป็นที่น่าสงสัย สื่อมวลชนและภาคประชาชนจึงยื่นขอให้ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารรายละเอียดของคดี เช่น เหตุผลที่ยกคำร้องคดีนี้อย่างละเอียด คำวินิจฉัยส่วนตนของกรรมการป.ป.ช. คำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร เป็นต้น แต่เอกสารดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผย จึงมีการติดตามผ่านการยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการให้ช่วยติดตามข้อมูล แต่ป.ป.ช. ให้ข้อมูลเฉพาะเหตุผลที่ยกคำร้องโดยละเอียด และคำวินิจฉัยส่วนตนของกรรมการป.ป.ช. รายบุคคลเท่านั้น ในขณะที่เอกสารอื่นๆ เป็นต้นว่า รายงานสรุปการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร ต่อกรณีนี้ ป.ป.ช. มิได้นำมาเปิดเผย แม้ต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลคดีนี้ ทว่า ป.ป.ช. ยังคงไม่เปิดเผยข้อมูลอยู่ดี
อุตตม ให้กรุงไทยปล่อยกู้เป็นหนี้เสีย
กรณีของอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลประยุทธ์ยุครัฐประหาร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลประยุทธ์ชุดปี 2562 เป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยว่า อุตตมขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากอุตตมเคยเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย ที่ได้ลงนามปล่อยเงินกู้ให้เครือกฤษดามหานคร ที่มีสถานะเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร ทั้งที่กฤษดามหานครเป็นหนี้สถาบันการเงินอีกหลายแห่ง แต่กรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยในขณะนั้นกลับใช้เวลา 15 นาที พิจารณาเอกสารประกอบการขอสินเชื่อเพียง 2 แผ่น นำไปสู่การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์การขอสินเชื่อ สร้างความเสียหาแก่ธนาคารกรุงไทย จนนำไปสู่การฟ้องคดีในที่สุด
แม้อุตตมจะถูกกันเป็นพยานในคดีระหว่างกรุงไทยและกฤษดามหานคร ทว่าอุตตมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ลงนามรับรองรายงานการประชุมครั้งที่อนุมัติปล่อยกู้ดังกล่าว และในรายงานการประชุม ก็ไม่ปรากฏว่าอุตตมคัดค้านแต่อย่างใด โดยการอนุมัติเงินกู้วงเงินสูงถึง 9,900 ล้านบาท จำเป็นต้องใช้ “มติเอกฉันท์” จากกรรมการบริหารธนาคารเพื่อรับรอง จะมีกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วย “ไม่ได้” ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่า อุตตมต้องเห็นชอบให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้แก่เครือกฤษดามหานครด้วย
เมื่ออุตตมก้าวเข้ามารับตำแหน่ง “ขุนคลัง” ในปี 2562 ข้อกังขาว่าด้วยคดีนี้ก็สาดเข้ามาทันทีในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทำให้ในช่วงดึกของวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 อุตตมลุกขึ้นชี้แจงพร้อมชาร์ตที่จั่วหัวว่า “อุตตม สาวนายน ไม่ได้กระทำผิด คดีปล่อยกู้กรุงไทย” ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) มีมติเมื่อ 2 มิถุนายน 2551 สรุปว่าอุตตมไม่มีความผิด หลังตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 โดยเรียกไต่สวนและส่งพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง
ธรรมนัส รัฐมนตรีเคยติดคุกเพราะ "ค้าแป้ง" ไม่ขาดคุณสมบัติ
กรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยต้องคำพิพากษาศาลออสเตรเลียกรณียาเสพติดเมื่อปี 2536 กรณีนี้ ธรรมนัสอธิบายว่า ตัวเขาติดคุกเป็นเวลา 8 เดือน ถูกจับด้วยความบังเอิญ เพราะคนขนยาอยู่คิวตรวจคนเข้าเมืองลำดับก่อนหน้า จึงถูกดำเนินคดีข้อหารู้ว่ามียาเสพติด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ไม่ใช่ข้อหาผลิตและนำเข้ายาเสพติดแต่อย่างใด และหลังจากถูกจำคุก ก็ใช้ชีวิตในซิดนีย์ไปอีก 4 ปี
วันที่ 9 กันยายน 2562 หนังสือพิมพ์ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ (Sydney Morning Herald) ตีพิมพ์รายงาน “จากคนบาปสู่รัฐมนตรี” (From Sinister fo Minister) ที่ระบุว่า ธรรมนัสเคยติดคุกข้อหาลักลอบขนเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัมเข้าประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ การขนเฮโรอีนมีการวางแผนเป็นระบบ โดยธรรมนัสเป็นผู้จัดหาตั๋วเครื่องบินและทำวีซาให้กับหญิงที่ถือครองยาเสพติดดังกล่าว และธรรมนัสถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อปี 2540
ด้วยข้อมูลที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ ทำให้สื่อมวลชนต้องตรวจสอบข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ ระบุว่าข้อมูลที่กองบรรณาธิการมีอยู่เป็นข้อมูลจริง ตรวจสอบยืนยันได้ ส่วนธรรมนัสปฏิเสธทุกประตู โดยยืนยันว่า เขาไม่ใช่ “ผู้บงการ” ในคดีดังกล่าว ทั้งยังขู่ว่า หากใครมาพูดถึงอดีตอีก จะฟ้องดำเนินคดีทุกคน ส่วนรายละเอียดของคดีนั้น ธรรมนัสกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องรายละเอียดที่เราตกลงกับศาลออสเตรเลียเอาไว้ และเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้”
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์เมื่อปี 2563 โดยธีรัจชัย พันธุมาศ สส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ใช้ประเด็นนี้อภิปรายโจมตีธรรมนัสและประยุทธ์เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ทว่าธรรมนัสลุกขึ้นปฏิเสธ พร้อมชี้แจงว่า “สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มันคือแป้ง” ทำให้ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ขยายผลต่อไปด้วยรายงานข่าวว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สิ่งที่ธรรมนัสขนเข้าออสเตรเลียไม่ใช่แป้ง แต่มันคือเฮโรอีนต่างหาก
ต่อมา27 พฤษภาคม 2563 สส. พรรคก้าวไกลจำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนธรรมนัสจากตำแหน่งสส. และรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง (6) ประกอบมาตรา 98 (10) และมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) เพราะเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 6/2564 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 มีมติเอกฉันท์ให้ธรรมนัสยังคงดำรงตำแหน่งทั้งสส. และรัฐมนตรีต่อไป โดยระบุว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่าธรรมนัสเคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่วนปัญหาว่าข้อกล่าวอ้างตามคำร้องเป็นเรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย
ประยุทธ์ "พักบ้านหลวง" แม้เกษียณแล้ว ไม่ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
ในช่วงเวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์พักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารภายในกรมทหารราบที่ 1 แต่ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ ไปเป็นนายกรัฐมนตรี และเกษียณอายุราชการ ตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในอาคาร บ้านพักของข้าราชการและลูกจ้างประจำในกองทัพบก ปี 2553 “บ้านหลวง” หรือชื่อเต็มคือ “อาคารที่พักอาศัยของทางราชการ” จัดเป็นสวัสดิการที่กองทัพจัดให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำในสังกัดกองทัพบกที่ไม่มีที่พักอาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองหรือของคู่สมรส และไม่ได้รับการสงเคราะห์จากทางราชการให้มีอาคารหรือบ้านพัก มีสิทธิเข้าพักอาศัยในอาคารที่พักอาศัยของราชการ แต่สิทธิดังกล่าวจะหมดไปเมื่อผู้นั้นเสียชีวิตหรือออกจากราชการ แม้หลังเกษียณอายุแล้ว 6 ปี (นับตั้งแต่ 30 กันยายน 2557 จนถึงปี 2563) พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมต่อ
สส. ฝ่ายค้านในขณะนั้นรวมตัวกันร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการของพล.อ.ประยุทธ์เป็นการรับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ ในธุรกิจการงานปกติ ซึ่งเป็นการขาดคุณสมบัติ จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ภายหลัง กองทัพบกได้เข้าชี้แจงว่า การพักอาศัยในบ้านหลวงของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปตามข้อยกเว้นสำหรับอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กับกองทัพบกและประเทศชาติและเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว ดังปรากฏใน “ระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก ปี 2548” และที่ผ่านมา มีอดีตผู้นำกองทัพหลายคนที่ยังคงพักในบ้านหลวง ซึ่งรวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 29/2563 โดยมีมติ “เอกฉันท์” ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี และยังชี้ว่า รัฐพึงจัดสรรที่พำนักให้ผู้นำประเทศ เพื่อสร้างความพร้อมทั้งสุขภาพกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจในการบริหารประเทศล้วนเป็นประโยชน์ส่วนรวม และกรณีนี้ไม่ถือประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศ ไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตัวเอง