โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจจะเติบโตอย่างไรในปีแสนท้าทาย กลยุทธ์รับมือโจทย์ยากปี 69 ฉบับ KTC

Capital

อัพเดต 27 ธ.ค. 2568 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 05.45 น. • Insight

สำหรับเหล่าผู้ประกอบการ ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนับเป็นปีแสนท้าทายด้วยหลากเหตุหลายปัจจัย ทั้งจากสถานการณ์ภายในและภายนอก ที่สำคัญคือเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวนั้นส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้

หากแต่มองอีกมุม โลกธุรกิจยุคนี้ที่เราต่างถูกท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนในมิติต่างๆ ก็ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายอยู่แล้ว

ปีที่กำลังเดินทางมาถึงก็เป็นเพียงอีกช่วงเวลาที่เราต่างต้องดิ้นรน ค้นหา ฝ่าฟัน เพื่อหาหนทางและกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง–เช่นที่ผ่านมาและคงเสมอไป

หากแต่คำถามสำคัญที่เราคิดว่าแต่ละองค์กรต้องตอบให้ได้คือ ในปีที่เราต่างกำลังจะเจอบททดสอบ เราจะหาหนทางเติบโตในสถานการณ์บ้านเมืองและโลกเช่นนี้ได้ยังไง และจากการแถลงกลยุทธ์ปี 2569 ของบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เราพบว่ามีบางบทเรียนสำคัญที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในปีม้าที่กำลังควบเข้ามา

รักษาฐานลูกค้าเดิมให้มั่นคง

คุณพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นเป็นปีที่ท้าทายของธุรกิจสินเชื่อ สภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยโดยตรง การอนุมัติลูกค้ารายใหม่ก็ยากขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว และในปี 2569 ก็ยังคงเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน โดย KTC ตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปีหน้าเอาไว้ว่าพอร์ตสินเชื่อรวมจะขยายตัว 1-2% ควบคู่กับการรักษาอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2%

“ถ้าเกิดเราหาลูกค้าใหม่ได้ยากขึ้น เราต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของพอร์ตโฟลิโอ ทำให้ลูกค้าเดิมของเราได้รับความสะดวก ความปลอดภัยในการใช้จ่าย เราทราบดีถึงเรื่องของภัยไซเบอร์ สแกมเมอร์ทั้งหลาย นั่นทำเราต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานใช้เทคโนโลยีในการช่วยทำเพื่อให้ลูกค้าเราได้มีความรู้สึกปลอดภัย”

สิ่งที่คณะผู้บริหารของ KTC แสดงทรรศนะตรงกันคือ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าการสร้างฐานลูกค้าใหม่คือการรักษาฐานลูกค้าเดิมให้มั่นคง

“เรามีสมาชิกบัตร 2.3 ล้านคน และมีจำนวนบัตรอยู่ที่ 2.9 ล้านใบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในปีหน้าคือเรายังคงต้องรักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอ การทำ Portfolio Optimization เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่การหาสมาชิกบัตรใหม่ หรือแค่เพิ่มจำนวนบัตรเท่านั้น แต่เราต้องดูว่าตรงไหนที่เราจะทำให้พอร์ตแข็งแรงเพิ่มขึ้นได้อีกบ้าง ทั้งการควบคุมคุณภาพลูกหนี้ การที่สมาชิกบัตรหยิบบัตรเราขึ้นมาใช้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันลูกค้าของเราแอ็กทีฟอยู่ที่ประมาณ 95% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนี้จะอยู่ที่ประมาณ 65% เราต้องรักษาความแข็งแกร่งอันนี้ต่อไป” คุณประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต KTC ขยายความถึงกลยุทธ์

ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจตลาดโดยการวิเคราะห์เทรนด์และดาต้า

จุดแข็งของ KTC ที่เป็น top-of-mind ของลูกค้าเสมอมาคือสิทธิประโยชน์ในหมวดไลฟ์สไตล์ที่เข้าใจผู้บริโภค ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคชะตาหรือความบังเอิญ แต่มาจากการทำความเข้าใจเทรนด์และสังเกตความต้องการจากฐานข้อมูลที่มี

เป็นการเฝ้ามองปัจจุบัน สำรวจอดีต เพื่อออกแบบอนาคต

“เราต้องเตรียมสิทธิประโยชน์ให้ตรงใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นที่เป็นจุดแข็งของเราอย่าง กิน ช็อป เที่ยว หรือหมวดใหม่ๆ ที่เราเริ่มเห็นการเติบโตของตลาดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ health care เรื่อง wellbeing ก็จะเป็นอีกหมวดที่เราให้ความสนใจและเตรียมสิทธิประโยชน์เหล่านี้ให้กับสมาชิกบัตรของเรา” คุณประณยาพูดถึงการนำเทรนด์มาใช้รักษาลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่

นอกจากการสังเกตเทรนด์มาออกแบบผลิตภัณฑ์ KTC ยังตั้งใจขยายผลิตภัณฑ์จากการสังเกตเห็นจุดแข็งจากดาต้าที่มี หลายคนอาจไม่รู้ว่าหมวดยอดการใช้จ่ายอันดับหนึ่งของพอร์ตบัตรเครดิต KTC คือหมวดประกัน และนั่นเป็นที่มาในการต่อยอดเป็นธุรกิจนายหน้าประกัน (insurance brokerage)

“นอกจากการทำพอร์ตและทำธุรกิจเดิมให้แข็งแรงแล้ว กลยุทธ์ถัดมาคือการหาโอกาสใหม่ๆ เราสำรวจว่าจุดแข็งของเราคืออะไร แล้วก็มองหาธุรกิจใหม่ที่เติบโต ซึ่งหมวดประกันคือหมวดที่มียอดการใช้จ่ายอันดับหนึ่งของ KTC contribution อยู่ที่ประมาณ 10% เพราะฉะนั้นจึงเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก และเมื่อปลายปีที่แล้วเราเพิ่งได้ใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกัน เพราะฉะนั้นนี่เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เราอยากจะ explore

“KTC มีความแข็งแรงจากการที่เราทำงานร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันทั้งกลุ่ม life และ non-life ดังนั้นเราเชื่อว่าพอร์ตโฟลิโอเรามีความแข็งแรง ด้วยพันธมิตรที่มีความเข้มแข็ง เรารู้ว่าพันธมิตรท่านไหนเก่งเรื่องอะไร แล้วที่สำคัญคือเรามีการใช้ดาต้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันให้กับลูกค้าให้ตรงในแต่ละเซกเมนต์” คุณประณยาเล่าถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์

เพิ่มโอกาสและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

‘Shift Forward – Survive and Speed Up with Digital & AI’ คือคำที่ใช้นิยามกลยุทธ์ของ KTC ปี 2569

คล้ายเป็นการสื่อสารว่านี่คือปีที่เราต่างต้องเอาตัวรอดและเติบโตด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นอาวุธสำคัญ

กลยุทธ์ที่สำคัญคือปีหน้าเป็นปีที่เราจะนำ AI และดิจิทัล มาทำงานการตลาดมากขึ้น จากที่บอกว่าพอร์ต KTC มี 2.3 ล้านคน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์มีแอพฯ KTC Mobile ใช้หมดแล้ว ทุกคนแอ็กทีฟผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ นี่จึงเป็นช่องทางสำคัญที่เราจะเอนเกจกับลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้น

“ปีหน้าเราจะนำ AI เข้ามา ทำให้เราสามารถทำการตลาดแบบ personalization ที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น สิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ต้องส่งเป็นรูปแบบ mass อีกต่อไป แต่เราจะทำเป็น hyper personalization คือเป็น personalization ที่เรียลไทม์ ลูกค้าใช้จ่ายอะไร AI สามารถให้สิทธิประโยชน์เขาตอนนั้นได้เลย นี่จะเป็นปีที่ KTC นำเทคโลยีมาใช้เพื่อสร้างประสบการ์ที่ดีให้กับลูกค้า” คุณประณยาสรุปกลยุทธ์ที่สำคัญของธุรกิจบัตรเครดิตในปีหน้านอกจากฟากฝั่งบัตรเครดิตแล้วธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีผลิตภัณฑ์อย่างบัตรกดเงินสด ‘เคทีซี พราว’ก็มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ในแง่ความเร็ว

“เราจะใช้การดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเข้ามาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเซอร์วิสของเราให้ตอบสนองผู้บริโภคได้ดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ทำให้ลูกค้าสามารถสมัครผ่าน E-Application ได้แล้ว แต่ปีหน้าเราพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดยจะมีการปรับโฉมตัว E-Application ให้ขึ้นไปอยู่บนแอพฯ KTC Mobile เพื่อความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าให้อนุมัติได้เร็วขึ้น ถ้าอนุมัติรู้ผลแล้วสามารถรับเงินได้ภายใน 30 นาที” คุณพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อบุคคล KTC อธิบายความเปลี่ยนแปลงในปีหน้าให้เห็นภาพ

ยืดหยุ่นและเตรียมรับมือ Worst-case Scenario

หลังงานแถลงกลยุทธ์ เรามีโอกาสถามคำถามสำคัญกับผู้นำทัพ KTC–อะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการหรือองค์กรต่างๆ ฟันฝ่าโจทย์ยากในปีที่กำลังมาถึง

ความสามารถในการปรับตัวให้ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่จะเข้ามา” คุณประณยา ตอบทันทีคล้ายมีคำตอบในใจอยู่แล้ว “ทุกวันนี้เราเผชิญกับความไม่แน่นอนเยอะมาก เพราะฉะนั้นเราต้องคิดเสมอว่าสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นคืออะไร

“ถ้าสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เติบโตขึ้นเราต้องอยู่ยังไง ถ้าเราหาลูกค้าใหม่ไม่ได้ เราต้องติดตามฐานลูกค้าเก่ายังไง ความเสี่ยงแค่ไหนที่เราจะรับได้ การบริหารการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายจะเป็นยังไง เราต้องลงรายละเอียดลึกขึ้น”

สิ้นสุดคำตอบที่เต็มไปด้วยคำถาม คงเป็นหน้าที่ของเราแล้วที่จะตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบในปีที่จะมาถึง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...