โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Nvidia เล็งเพิ่มกำลังผลิต “ชิป AI H200” รับออเดอร์จีนพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 04.09 น.

บริษัทเทคโนโลยีจีนเร่งติดต่อซื้อ "ชิป H200" หลังสหรัฐอนุญาตส่งออก Nvidia เล็งเพิ่มกำลังผลิต แม้ปริมาณการผลิตยังจำกัดและรัฐบาลจีนยังไม่ไฟเขียวอย่างเป็นทางการ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 07.54 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เอ็นวิเดีย (Nvidia) แจ้งต่อลูกค้าในจีนว่าบริษัทกำลังประเมินความเป็นไปได้ในการเพิ่มกำลังการผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์รุ่นทรงพลัง H200 หลังจากคำสั่งซื้อมีจำนวนมากเกินกว่าระดับการผลิตในปัจจุบัน ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวสองรายที่ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลสหรัฐจะอนุญาตให้เอ็นวิเดียส่งออกชิปประมวลผล H200 ซึ่งเป็นชิป AI ที่เร็วเป็นอันดับสองของบริษัท ไปยังจีนได้ โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 25% จากการขายดังกล่าว แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่าความต้องการชิป H200 จากบริษัทจีนอยู่ในระดับสูงมาก จนทำให้เอ็นวิเดียเอนเอียงไปในทิศทางของการเพิ่มกำลังการผลิต

โฆษกของ Nvidia กล่าวในแถลงการณ์ถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ หลังข่าวถูกเผยแพร่ว่า“เรากำลังบริหารจัดการซัพพลายเชนเพื่อให้มั่นใจว่าการขายชิป H200 ที่ได้รับอนุญาตให้กับลูกค้าในจีน จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในสหรัฐฯ”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธว่าบริษัทจีนรายใหญ่หลายแห่ง รวมถึงอาลีบาบา และไบต์แดนซ์ ได้ติดต่อ Nvidia ในสัปดาห์นี้เพื่อแสดงความสนใจซื้อชิป H200 และมีความต้องการวางคำสั่งซื้อในปริมาณมาก อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนยังคงอยู่ เนื่องจากรัฐบาลจีนยังไม่ได้ให้ไฟเขียวอย่างเป็นทางการต่อการจัดซื้อชิป H200 โดยเจ้าหน้าที่จีนได้จัดการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันพุธเพื่อหารือประเด็นดังกล่าว และจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้นำเข้าชิปดังกล่าวเข้าสู่จีนหรือไม่ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวสองรายแรกและแหล่งข่าวอีกรายหนึ่ง

รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธว่า ปัจจุบันชิป H200 อยู่ในระยะการผลิตในปริมาณที่จำกัดมาก เนื่องจากผู้นำด้านชิป AI ของสหรัฐฯ กำลังมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่การผลิตชิปรุ่นล้ำหน้าที่สุดในตระกูล Blackwell รวมถึงชิปรุ่นถัดไปอย่าง Rubin

แหล่งข่าวระบุว่า ปัญหาด้านอุปทานของชิป H200 เป็นความกังวลสำคัญของลูกค้าในจีน และบริษัทเหล่านี้ได้ติดต่อเอ็นวิเดียเพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ในการชี้แจงต่อลูกค้า Nvidia ได้ให้ข้อมูลแนวทางเกี่ยวกับระดับอุปทานในปัจจุบันด้วย แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด

ทั้งนี้ชิป H200 เริ่มถูกนำไปใช้งานในวงกว้างตั้งแต่ปีที่แล้ว และถือเป็นชิป AI ที่เร็วที่สุดในกลุ่มสถาปัตยกรรม Hopper รุ่นก่อนหน้าของเอ็นวิเดีย โดยชิปดังกล่าวผลิตโดยบริษัท TSMC ของไต้หวัน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับ 4 นาโนเมตร

TSMC ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรกำลังการผลิตให้กับลูกค้ารายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยชี้ไปที่ถ้อยแถลงล่าสุดของ ซี.ซี. เว่ย ประธานและซีอีโอของบริษัท เกี่ยวกับแนวทางการวางแผนกำลังการผลิต ท่ามกลางอุปสงค์ด้าน AI ที่พุ่งสูงขึ้น

ความต้องการชิป H200 อย่างล้นหลามจากบริษัทจีน มีสาเหตุจากการที่ชิปดังกล่าวเป็นชิปที่ทรงพลังที่สุดที่พวกเขาสามารถเข้าถึงได้ในขณะนี้ โดย H200 มีสมรรถนะสูงกว่าชิป H20 ซึ่งเป็นชิปที่เอ็นวิเดียปรับลดสเปกให้เหมาะกับตลาดจีนและเปิดตัวในช่วงปลายปี 20566 ถึงราว 6 เท่า

การตัดสินใจของทรัมป์เกี่ยวกับชิป H200 เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมชิป AI ภายในประเทศ ขณะที่ผู้ผลิตชิปจีนยังไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีสมรรถนะเทียบเท่า H200 ได้ จึงเกิดความกังวลว่า การอนุญาตให้ชิป H200 เข้าสู่จีน อาจบั่นทอนการเติบโตของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

โนริ ชิว ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ White Oak Capital Partners กล่าวว่า “สมรรถนะการประมวลผลของ H200 สูงกว่าตัวเร่งประมวลผลที่ผลิตในประเทศที่ล้ำหน้าที่สุดราว 2–3 เท่า” และเสริมว่า “ผมเริ่มเห็นผู้ให้บริการคลาวด์ (CSP) และลูกค้าองค์กรจำนวนมาก เร่งวางคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ และวิ่งเต้นรัฐบาลอย่างจริงจัง เพื่อให้ผ่อนคลายข้อจำกัดแบบมีเงื่อนไข” พร้อมระบุว่าความต้องการ AI ของจีนมีมากเกินกว่ากำลังการผลิตภายในประเทศจะรองรับได้

แหล่งข่าวระบุว่า ในระหว่างการประชุมฉุกเฉิน มีข้อเสนอให้กำหนดเงื่อนไขว่า การจัดซื้อชิป H200 แต่ละครั้ง จะต้องผูกกับการซื้อชิปที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนหนึ่งด้วย

สำหรับเอ็นวิเดีย การเพิ่มกำลังการผลิตก็เป็นความท้าทายเช่นกัน ในช่วงเวลาที่บริษัทไม่เพียงอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ชิปรุ่น Rubin เท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ รวมถึงกูเกิล ของอัลฟาเบต เพื่อแย่งชิงกำลังการผลิตขั้นสูงที่มีอยู่อย่างจำกัดจาก TSMC

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...