วงการเหล็กไทยสะเทือนรอบใหม่ ‘ซินเคอหยวน’ คัมแบ็กเดินเครื่องผลิต
หลังจากที่มีสัญญาณมาตั้งแต่ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาว่า โรงงานผลิตเหล็กเส้นรายใหญ่สัญชาติจีนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งเกิดเหตุถังก๊าซ LPG ระเบิดจนเกิดไฟไหม้เมื่อปลายปี 2567 กำลังจะเปิดดำเนินการอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2568 ทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่ “บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีลจำกัด” โดยทันทีว่าจะคัมแบ็กจริงตามข่าวหรือไม่
ก.อุตฯยันปรับปรุงแล้วเปิดได้
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมอธิบายว่า ผู้ประกอบการรายใดเมื่อถูกคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด ต่อมาหากได้ทำการปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้มีมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล รวมถึงการมีมาตรการกำกับโรงงานให้เป็นไปตามระเบียบและระบบสาธารณูปโภค ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องวัตถุอันตรายและกฎหมายโรงงานอย่างเคร่งครัด ก็สามารถอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการต่อไปได้ ถือว่าเป็นเคสที่ปกติก็ต้องยอมรับและต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องรั้งให้ต้องปิดกิจการตามคำสั่งต่อไปอีก
แต่ทว่า กรณีของ “ซินเคอหยวน” เป็นที่ทราบกันว่าได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย เหล็กแผ่น ที่มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 5 ล้านตันต่อปี ถือว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดเทียบเท่ากับ บริษัท สหวิริยา สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่สัญชาติไทยเลยทีเดียว และการเข้ามาของนักลงทุนรายนี้ยังเป็นอีกสาเหตุของการแข่งขัน “ดัมพ์ตลาด” เมื่อบวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การบริโภคเหล็กในประเทศลดลง ราคาหล่นฮวบ กำลังการผลิตหาย ส่งผลให้โรงเหล็กหลายแห่งต้องปิดตัวลงในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กของไทยหยุดการเติบโตและยังคงสถานการณ์เช่นนี้อยู่
สอดคล้องกับ “นายตารุน ดากา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ได้ประเมินว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2568 สถานการณ์ความต้องการใช้เหล็กยังคงขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐบาลและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนภาครัฐเป็นหลัก โดยสถานการณ์ความต้องการเหล็กลวด ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการนําเข้าในปริมาณมากและมีราคาต่ำมาก ในขณะเดียวกันการส่งออกก็เผชิญกับข้อจำกัดจากอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ที่ประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตนเอง
ตั้ง กก.สอบถอนอายัดเหล็ก
กรณีคำสั่งอายัดเหล็กซินเคอหยวนจำนวน 41,635 ตัน ที่กระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบว่า ตกมาตรฐาน แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 มีการถอนอายัด โดย นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยอมรับว่า การถอนอายัดเหล็กจริง แต่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง และการถอนอายัดนี้เป็นส่วนของโรงงานที่เกิดจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ในโรงงาน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 จึงไม่ใช่เหล็กจากลอตของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มอย่างที่เข้าใจ
อย่างไรก็ตาม เพื่อคลี่คลายความกังวลของสังคม จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมี นายภาส ภาสสัทธา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นายมานิต นพอมรบดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เพื่อพิจารณาความถูกต้องของกระบวนการอายัด ถอนอายัด ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมอำนาจตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ขณะเดียวกัน นายธนกรยังไม่ทิ้งประเด็นของมาตรฐานเหล็ก จึงสั่งการให้ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจสอบย้อนหลังวัสดุที่เคยถูกยึดอายัดทุกลอต รวมถึงผลการทดสอบทางวิศวกรรม
ขณะที่ “นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า คำสั่งระงับบัตรส่งเสริมของซินเคอหยวนก่อนหน้านี้ เป็นคำสั่งชั่วคราว ระบุไว้ในคำสั่งว่าจะคืนสิทธินั้นให้ ต่อเมื่อกระทรวงอุตสาหกรรม ส่งเรื่องมาที่บีโอไอเพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งระงับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งมา แต่แน่นอนว่าหากมีการเปิดกิจการอีกครั้ง บีโอไอจำเป็นต้องคืนสิทธิส่งเสริมการลงทุนให้ แม้ว่าสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนี้ ทางซินเคอหยวนจะยังไม่ได้ใช้ก็ตาม
10 สมาคมจี้เข้มงวดมาตรฐาน
เรื่องตึงเครียดขึ้นอีกเมื่อ นายนาวา จันทนสุรคน หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย เป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้เข้มงวดการอนุญาตโรงงานผลิตเหล็กเส้นที่ถูกสั่งปิดชั่วคราวกลับมาดำเนินการ หลังพบว่ามีบางโรงงานที่เคยถูกปิดจากการผลิตเหล็กไม่ได้มาตรฐานพยายามขอเปิดใหม่ ด้วยเห็นว่าหากมีการอนุญาตโดยไม่ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน มอก. อาจทำให้เหล็กไม่ได้คุณภาพกลับเข้าสู่ตลาด กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เตาหลอม Induction Furnace (IF) ซึ่งไม่มีระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก
เช่นเดียวกับ “สมาคมการค้าเหล็กทรงยาว” ที่ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็กเส้นและเหล็กลวด ให้ทัดเทียมนานาประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เนื่องจากเหล็กเส้นเป็นสินค้าวิศวกรรมที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพได้เอง จึงควรมีมาตรฐานบังคับจากรัฐ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้ยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นอย่างต่อเนื่องไปก่อนแล้ว โดยจีนบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ว่าต้องผลิตจาก เตา Converter หรือ Electric Arc Furnace (EAF) เท่านั้น ในส่วนของเหล็กเส้นต้านทานแผ่นดินไหว ต้องผ่าน Ladle Furnace (เตาปรุงน้ำเหล็ก) เพื่อเพิ่มความสะอาดและความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็ก
“มิลล์คอน” ตัวอย่างพลิกฟื้น
ความพยายามหลายส่วนเริ่มชัดเจนขึ้น แม้จะยังไม่ 100% แต่อย่างน้อย หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่าง บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ที่เคยต้องปิดไลน์การผลิตเป็นเวลาเกือบปี และในที่สุด มิลล์คอน สตีล ได้พยายามพัฒนาเหล็กให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย “นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอนฯ กลับมาผลิตในส่วนของโรงหลอม (Melting Plant) อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้กลับมาดำเนินการผลิตในส่วนของโรงรีดไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยตั้งเป้ากลับมาผลิต 600,000 ตัน ภายในปี 2569 (จากกำลังการผลิต 800,000 ตัน)
การกลับมาถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการฟื้นศักยภาพการผลิตเหล็กของไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณที่ได้มาตรฐาน EF (Electric Furnace Steel) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถควบคุมคุณภาพเหล็กได้อย่างแม่นยำ มีความบริสุทธิ์สูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง
แม้สถานการณ์เหล็กในประเทศดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้น ผู้ผลิตในประเทศได้มีเวลาหายใจหายคอกันบ้าง แต่สิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ คือ ภาครัฐต้องมีมาตรการควบคุมดูแลให้ครอบคลุม เพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศให้มีการพัฒนาตัวเอง พัฒนาสินค้า และรับผิดชอบต่อผู้บริโภค รวมถึงสิ่งแวดล้อม
หากทุกอย่างสามารถดำเนินการได้ภายใต้ความร่วมมือของทุกฝ่าย การแข่งขันจะไม่ยากและไม่จำเป็นต้องกลัวกับความไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วงการเหล็กไทยสะเทือนรอบใหม่ ‘ซินเคอหยวน’ คัมแบ็กเดินเครื่องผลิต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net