จี้รัฐบาลปิดดีลภาษีก่อนยุบสภา ผวาปี’69 ส่งออกวูบหนัก -9.9%
เปิดข้อตกลงสหรัฐ-จีนพักศึกการค้า 1 ปี คลายความตึงเครียดเศรษฐกิจโลก ดร.อมรเทพชี้แค่หยุดพักเกม ไม่ใช่เปลี่ยนเกม เผยเป็นโอกาสรัฐบาลไทยมีอำนาจต่อรองภาษีกับสหรัฐมากขึ้น ชี้ 3 เรื่องหลักที่ต้องเคลียร์ประเด็นถิ่นกำเนิดสินค้าให้ชัด เพื่อไม่ให้โดนภาษีสินค้าสวมสิทธิ หวั่นปีหน้าส่งออกสะเทือนหนักติดลบ 9.9% ประธานหอการค้าฯจี้ต้องเร่งปิดดีลภาษีก่อนยุบสภา จับตาประชุม กกร. 5 พ.ย.นี้ ถกปัญหาคอร์รัปชั่นผลกระทบเศรษฐกิจไทย
แค่พักเกม-ไม่ใช่เปลี่ยนเกม
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในการประชุม “APEC 2025” ที่ผ่านมามองว่า แม้ว่าภาพการเจรจาในระยะสั้นอาจส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนดีขึ้น แต่มองว่าเป็นการซื้อเวลาของทั้ง 2 ประเทศ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่อยากทำสงครามในช่วงเวลานี้ ชี้เป็นแค่การหยุดพักเกม ไม่ใช่เปลี่ยนเกม
หากดูประเทศจีนยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้มากนัก จึงตกลงยอมซื้อถั่วเหลือง และส่งออก “แรร์เอิร์ท” ขณะที่สหรัฐเจอศึกกับประเทศอื่น ๆ อยู่ เพราะถ้ายิ่งเก็บภาษีนำเข้ามาก คนอเมริกันจะยิ่งซื้อของแพง และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ทำให้เสียฐานเสียงได้ อย่างไรก็ดี ในระยะกลางและยาว สหรัฐและจีนจะต้องมีสงครามการค้าเต็มรูปแบบเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะจะต้องมีการปรับโครงสร้างการค้า ที่ล้อไปกับข้อตกลงในเฟส 1 (ยุคทรัมป์ 1) ในปี 2562 และลงนามในปี 2563
ไทยต้องเร่ง 3 เรื่องหลัก
ดร.อมรเทพกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้จะเป็นการเปิดอำนาจต่อรองของไทยและสหรัฐ โดยจะต้องเร่งทำ 3 เรื่องหลัก คือ 1.ไทยจะต้องเร่งปิดดีลการค้ากับสหรัฐ โดยหาสินค้าเพื่อที่จะไปเจรจาต่อรองให้โดนภาษีนำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ที่น้อยกว่า 19% ให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ เช่น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หม้อแปลงไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มอาหาร เป็นต้น โดยไทยจะต้องเร่งเจรจาและหาสินค้าให้ได้มากที่สุด เช่น กรณีมาเลเซียสามารถเจรจาเพื่อให้สหรัฐลดภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้ามากกว่า 1,700 รายการ
2.การเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐด้วยภาษีนำเข้า 0% ที่แม้วันนี้จะเปิดแล้ว 99% ของสินค้าสหรัฐ สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เนื่องจากจะโดนผลกระทบจาก 2 ทาง ทั้งจากสินค้าจีนที่เข้ามาเร็ว ซึ่งเป็นคลื่นที่กระทบเอสเอ็มอีค่อนข้างหนัก และสินค้าสหรัฐที่เข้ามาซึ่งอาจจะมีผลกระทบน้อย เพราะส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ โดยไทยจะต้องตั้งกฎเพื่อหาโอกาสจากการเข้ามาของสินค้า รวมถึงยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
และ 3.เร่งเจรจาเรื่องที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) ที่จะต้องเร่งเจรจารายละเอียดสัดส่วนสินค้าในภูมิภาค เพื่อจำกัดผลกระทบที่จะโดนบวกภาษีเพิ่ม 40% รวมถึงการเปิดตลาดสำคัญ เร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง
เปิดโอกาสรีบต่อรองสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ดร.อมรเทพมองว่า ระยะกลางและระยะยาว ภายใต้สงครามการค้ารอบใหม่ จะมีการย้ายฐานการผลิตจากจีนเข้ามาในไทยเกิดขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเลือกอุตสาหกรรมที่เป็นห่วงโซ่ซัพพลายเชนที่สามารถสร้าง Value Added ให้กับประเทศไทยได้อย่างไร
“รอบนี้มองว่าเป็นการซื้อเวลาของสหรัฐและจีน เป็นการพักรับระยะสั้น ทำให้ Sentiment ดีขึ้น แต่ถือเป็น Window สุดท้ายของเราที่จะต้องเร่งเจรจา เพราะเป็นช่วงเปิดอำนาจต่อรองกับสหรัฐ อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถทำได้อาจจะเป็นระเบิดเวลาในปี’69 เพราะภาพการส่งออกของไทยในปี’69 น่าจะติดลบมากขึ้น จากกรณีฐานที่ให้ไว้ -9.9% ซึ่งประเมินไว้ก่อนจีน-สหรัฐพักรบ และอาจทำให้จีดีพีมีโอกาสลดลงจาก 1.7% ที่ประเมินไว้ หากส่งออกและท่องเที่ยวแย่ลง”
จี้สรุปภาษีทรัมป์ก่อนยุบสภา
ขณะที่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเจรจาของสหรัฐ-จีน ที่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปี ในมุมมองของเอกชนทำให้สถานการณ์การค้าโลกมีความคลี่คลายลงและดีขึ้น ซึ่งจะมีผลให้การค้าแต่ละประเทศพร้อมที่จะเดินหน้าเข้าเจรจากับสหรัฐ สำหรับประเทศไทยนั้นมองว่าควรที่จะเร่งหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (ยูเอสทีอาร์) เพื่อให้ได้ข้อสรุปรายละเอียดของการค้า โดยคาดหวังว่า ภายในปี 2568 หรือก่อนยุบสภา จะเห็นความชัดเจนจากการเจรจาเพื่อให้การค้าของไทยเดินหน้าไปได้
“หลังความชัดเจนอัตราภาษีของไทยที่ได้รับจากสหรัฐอเมริกา 19% นั้น ภาพการส่งออกสินค้าไทยตอนนี้ก็มีในทั้งกลุ่มที่การส่งออกไปสหรัฐดีขึ้น อย่างเช่น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีบางรายสินค้าที่การส่งออกยังคงชะลอตัว ดังนั้นยังมีรายละเอียดในข้อตกลงที่อยากจะให้รัฐบาลเร่งเจรจาหาข้อสรุป เพื่อให้การค้าการส่งออกของไทยดีขึ้น”
ขณะที่การเจรจาของสหรัฐและจีน ก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ หากจะมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอดู เพราะหากประเมินตอนนี้ก็อาจจะเร็วไป ขณะที่การประชุมคณะกรรมการร่วมสามสถาบัน (กกร.) วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ก็อาจจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าพูดคุยด้วย แต่สิ่งที่จะหารือและให้ความสำคัญคือ เรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นที่จะต้องมีการพูดคุยในรายละเอียด เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อทั้งความเชื่อมั่นและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
สหรัฐ-จีนพักศึกการค้า 1 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2568 ทำเนียบขาวเผยแพร่รายละเอียดการเจรจาการค้ากับจีน ขณะที่นานาชาติจับตาวันที่ 5 พฤศจิกายน ศาลสูงสุด (Supreme Court) ของสหรัฐ จะเริ่มพิจารณาคดีภาษีต่างตอบโต้หรือตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน โดยสหรัฐถือว่าเป็นการปรับสมดุลการค้ากับจีน ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่ช่วยปกป้องความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติสหรัฐควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับแรงงาน เกษตรกร และครอบครัวชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก สรุปสาระสำคัญข้อตกลง ดังนี้
จีนระงับภาษีตอบโต้ทั้งหมดที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2568 รวมถึงภาษีศุลกากรต่อสินค้าเกษตรของสหรัฐจำนวนมาก ได้แก่ ไก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด ฝ้าย ข้าวฟ่าง ถั่วเหลือง เนื้อหมู เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ผลไม้ ผัก และผลิตภัณฑ์นม
ขณะที่สหรัฐลดภาษีนำเข้าจากจีนที่กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการไหลเวียนของเฟนทานิล โดยการลดอัตราภาษีลง 10% มีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 และยังคงระงับภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับสินค้านำเข้าจากจีน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 หรือระยะเวลา 1 ปี
ระงับมาตรการไม่ใช่ภาษีทั้งหมด
นอกจากนี้ จีนระงับหรือยกเลิกมาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรทั้งหมดที่ใช้กับสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2568 รวมถึงการขึ้นบัญชีบริษัทอเมริกันบางแห่งเป็นนิติบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการค้าจากโรงงานของ Nexperia ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในจีนจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง
ส่วนสหรัฐ “ระงับ” การบังคับใช้กฎที่ชื่อว่า การขยายการควบคุมผู้ใช้ปลายทาง ครอบคลุมถึงบริษัทในเครือของนิติบุคคลจดทะเบียนบางแห่ง (Expansion of End-User Controls to Cover Affiliates of Certain Listed Entities) ซึ่งเป็นกฎที่เพิ่มความเข้มข้นการควบคุมการส่งออก เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568
ยกเลิกตอบโต้มาตรา 301
จีนยกเลิกมาตรการตอบโต้ต่อการประกาศของสหรัฐเกี่ยวกับการสอบสวนตามมาตรา 301 ในภาคการเดินเรือ รวมถึงโลจิสติกส์และการต่อเรือ
ขณะที่สหรัฐต่ออายุการยกเว้นภาษีศุลกากรตามมาตรา 301 บางส่วน ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ออกไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 และระงับการตอบโต้จีนภายใต้มาตรา 301 ในภาคการเดินเรือรวมถึงโลจิสติกส์ และการต่อเรือเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และในระหว่างนี้ สหรัฐจะเจรจากับจีนตามมาตรา 301 ควบคู่ไปกับการสานต่อความร่วมมือกับเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรือของอเมริกา
จีนระงับคุมส่งออกแรร์เอิร์ท
จีนระงับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากฉบับใหม่ที่ครอบคลุมทั่วโลก รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 และจะออกใบอนุญาตทั่วไปสำหรับการส่งออกแร่หายาก แกลเลียม เจอร์เมเนียม แอนติโมนี และกราไฟต์ เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ปลายทางและซัพพลายเออร์ของสหรัฐทั่วโลก ซึ่งใบอนุญาตทั่วไปนี้หมายถึงการยกเลิกมาตรการควบคุมที่จีนบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2568 และตุลาคม 2565 โดยพฤตินัย
กลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐ
จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐอย่างน้อย 12 ล้านตัน ในสองเดือนสุดท้ายของปี 2568 และจะซื้อถั่วเหลืองสหรัฐอย่างน้อยปีละ 25 ล้านตันต่อเนื่อง 3 ปี นอกจากนี้ จีนจะกลับมาซื้อท่อนซุง ข้าวฟ่าง และไม้เนื้อแข็งของสหรัฐอีกครั้ง และต่ออายุข้อยกเว้นภาษีศุลกากรที่อิงตามกลไกตลาดสำหรับการนำเข้าจากสหรัฐออกไปอีก โดยมีผลจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569
พร้อมกันนี้จีนใช้มาตรการสำคัญเพื่อยุติการขนส่งเฟนทานิลไปยังสหรัฐ รวมถึงควบคุมการส่งออกสารเคมีอื่น ๆ บางชนิดที่ส่งไปทุกจุดหมายปลายทางทั่วโลกอย่างเข้มงวด ขณะที่สหรัฐลดภาษีสินค้าจีนบางรายการลงครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสารเฟนทานิล จาก 20% เหลือ 10%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จี้รัฐบาลปิดดีลภาษีก่อนยุบสภา ผวาปี’69 ส่งออกวูบหนัก -9.9%
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net