ปชน.เปิดตัว เพียงพนอ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-ผู้บริหารปตท. นั่งบริหารปฏิรูปภาครัฐ
ปชน.เปิดตัว เพียงพนอ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-ผู้บริหารปตท. นั่งบริหารปฏิรูปภาครัฐ
เมื่อวันที่ 9 มกราคม พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเป็นคนที่ห้า คือ เพียงพนอ บุญกล่ำ นักกฎหมายธุรกิจมืออาชีพ ผู้บริหารสำนักงานกฎหมายชั้นนำ และอาจารย์พิเศษด้านธรรมาภิบาล มาร่วม ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปรัฐ
สำหรับ ประวัติการศึกษาจบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทอีกใบจาก Columbia University School of Law (LL.M) สหรัฐอเมริกา
ด้าน ประวัติการทำงาน เคยทำงานเป็นทนายความบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด, ทนายความและทนายความหุ้นส่วน บริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการบริษัทเอกชนรายใหญ่อีกหลายแห่ง
การปฏิรูปภาครัฐเป็นภารกิจสำคัญที่ถูกตั้งเป็นเป้าหมายของประเทศมาหลายยุคหลายสมัย แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรายังคงเห็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของไทยอย่างหนัก
ประเทศไทยถูกตีตราเป็นแหล่งธุรกิจสีเทาที่ไร้ความโปร่งใส เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเห็นแต่ขั้นตอนที่ยุ่งยากและกฎหมายที่ซับซ้อน ส่งผลให้เม็ดเงินมหาศาลหลั่งไหลไปลงทุนที่ประเทศอื่นมากกว่า
การปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไว้จนฝังรากลึกกลายเป็น ‘โจทย์หิน’ ในการกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทย แต่เรื่องยากเช่นนี้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
การเข้ามารับภารกิจท้าทายที่สุดในชีวิตของ เพียงพนอ บุญกล่ำ ผู้มีประสบการณ์ทำงานแวดวงกฎหมายและธุรกิจยาวนานกว่า 38 ปี จึงเป็นอีกความหวังใหม่ที่จะเข้ามาปฏิรูปภาครัฐเพื่ออนาคตของคนรุ่นใหม่
เพียงพนอเคยผ่านงานผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย อาจารย์พิเศษด้านกฎหมายธรรมาภิบาล กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และเป็นอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมายขององค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. แต่แทนที่จะเลือกใช้ชีวิตหลังเกษียณก่อนกำหนด เธอเลือกนำความเชี่ยวชาญที่มีมาใช้ทำงานเพื่อประเทศ
“ประเทศไทยทำเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมานานมากๆ ทำไมไม่เกิดขึ้นเสียที ก็เพราะมันขาดเจตจำนงทางการเมืองอย่างแน่แท้”
คำพูดของเพียงพนอ บุญกล่ำ สะท้อนให้เห็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ถึงการปฏิรูปภาครัฐที่จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองไปพร้อมกับความเป็นมืออาชีพ
อะไรคือสาเหตุที่เข้ามาทำงานกับพรรคประชาชน
เรียกว่าเป็นจังหวะนะคะ พอดีเราขอ early retire (เกษียณก่อนกำหนด) และเพิ่งมีผล 31 ธันวาคม 2568 ไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง และมีแผนหลายอย่าง ทั้งการไปเที่ยว สอนหนังสือ และเขียนหนังสือ แล้วก็มีผู้ใหญ่ทราบว่าเรา early retire จึงชักชวนมาทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพราะเห็นว่าเราสนใจในประเด็นปัญหาประเทศและสังคมผ่านบทบาทของการเป็นคนบรรยาย โดยเฉพาะเรื่องบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของภาครัฐ หรือการหลอกลวงโดยเจตนาในภาคเอกชน
เราถามตัวเองว่า ทำไมประเทศมาถึงจุดนี้ เราเรียนและทำงานมารวมทั้งหมด 38 ปีครึ่ง ได้เห็นมาตั้งแต่ประเทศรุ่งเรือง ทุกอย่างมีความหวัง มาจนถึงวันนี้ที่เราก็สอนหนังสือนิสิตนักศึกษาด้วย ก็เห็นว่าคนรุ่นต่อๆ ไปเขาจะอยู่อย่างไร สมมุติเราอยู่อีกสัก 20 ปี ก็อาจจะพอทน แต่ลูกหลานหรือเด็กๆ อาจจะต้องอยู่อีก 50-60 ปี
ทั้งที่ไม่เคยกล้ำกรายมาในเส้นทางการเมืองเลย อะไรคือสาเหตุที่สนใจด้านการเมือง
นอกจากสนใจในฐานะประชาชน การเมืองเกี่ยวข้องกับการทำงานค่ะ เพราะเวลามีนักลงทุนจากต่างประเทศเป็นลูกความ สิ่งที่นักลงทุนกังวลไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่เรื่องอื่นเลยนะคะ แต่กังวลเรื่องความไม่แน่นอนหรืออะไรที่คำนวณไม่ได้
ถ้ากฎหมายไม่แน่นอน บางครั้งเราต้องวิเคราะห์ในเชิงการเมือง เช่น คุณจะไปเป็นพาร์ตเนอร์หรือจะไปเป็นหุ้นส่วนกับคนนี้ต้องระวังนะ เพราะว่าเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือมีครอบครัวเป็นนักการเมือง หรือบางครั้งก็เจอลูกความที่บอกว่าเขาไม่ขึ้นศาลไทย ไม่ใช้กฎหมายไทย ขอไปใช้อนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงต้องวิเคราะห์และสนใจการเมืองไปด้วย
ในฐานะคนไทยและผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทย รู้สึกอย่างไรที่ลูกความเลือกไปใช้กฎหมายในต่างประเทศ
ความจริงเรื่องนี้คือต้นทุนที่คนอื่นอาจไม่ทราบ ถ้าเราถือประโยชน์สูงสุดของลูกความ เราสนับสนุนเลยค่ะ เพราะในไทยเดาไม่ได้ บางครั้งเรารู้สึกว่าต้องใช้คำว่า embarrass คือกระอักกระอ่วน เพราะเป็น inconvenient truth หรือความจริงที่รู้สึกคันเนื้อคันตัวเลย แต่ว่าเราก็ต้องแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาค่ะ
ทำไมถึงต้องเป็นพรรคประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองอื่น
ปกติใครมาชวนคือปฏิเสธทันที ไม่ต้องคิดเลย เพราะว่าเราเห็นมาถึงจุดที่โยนก้อนหินไปทางไหนก็มีแต่ข่าวร้าย ทีนี้ถามว่าทำไมเป็นพรรคนี้ คิดว่าข้อแรกคือนโยบายเขาชัดเจนตั้งแต่ข้อบังคับ เราเห็นว่ามันสะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจ
ส่วนตัวสนใจในเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) เราคิดว่าปัญหาเรื่อง Rule of Law หรือหลักนิติธรรม เป็นเรื่องใหญ่มาก และนี่คือหนึ่งในต้นทุนที่แพงมาก แต่ถ้าทำให้ดีจะช่วยเพิ่ม GDP โดยไม่ต้องลงทุนอย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพและความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญ เราเห็นว่านโยบายของพรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นชัดเจน เปิดโอกาสให้ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สะสมมา 30 กว่าปี
พรรครู้จักตัวเราว่าเราเป็นอย่างไร ฉะนั้นถ้าจะทาบทามมาร่วมงาน แสดงว่ารู้ว่าเราไม่ไปรับใช้คนผลประโยชน์กลุ่มไหนใช่ไหม
ก็ต้องบอกว่าชัดเจนตรงเจตจำนงทางการเมือง ประเทศไทยเราทำเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมานานมากๆ ทำไมมันไม่เกิดสักที คำตอบคือมันขาดเจตจำนงทางการเมือง สิ่งที่เรามีคือความเป็นมืออาชีพ เป็นการบวกเจตจำนงทางการเมืองของพรรคประชาชนเข้ากับความเป็นมืออาชีพ ‘มืออาชีพ’ แปลว่า เรามีอิสระในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถของเราแบบมืออาชีพ เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถมาสั่งให้เราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
หากพรรคประชาชนได้อยู่ในฐานะรัฐบาลหลังเลือกตั้ง จะเริ่มทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก
มันเหมือนกับมองไปตรงไหนมันก็มีปัญหาไปหมด เช่น เรื่อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ (กระบวนการทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย) ที่ทำสำเร็จที่เกาหลี เวียดนาม และโครเอเชีย แต่กลับไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ที่ประเทศไทย ทั้งๆ ที่ตั้งกรรมการกี่ชุดแล้วก็ไม่รู้นะคะ เราจะเห็นว่าถ้าขาดเจตจำนงทางการเมืองมันเกิดยาก
ข้อโชคดีอย่างหนึ่งคือ เรามีรายงานมาไม่รู้กี่ชุดแล้ว ซึ่งเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เหลือแค่การทำ ซึ่งสำคัญที่สุด
คิดว่าพรรคประชาชนกล้าทำไหม
กล้าค่ะ มันต้องกล้า แล้วก็ถ้าดูจากความตั้งใจของเขา อยู่ทั้งในข้อบังคับของพรรคแล้วก็นโยบาย ทุกคนรู้ว่านี่คือต้นทุนที่สูง ไม่ทำก็สูงนะคะ ถ้าทำแล้วจะมีประโยชน์ แต่ไม่ทำนี่แข่งกับใครไม่ได้เลย ยิ่งวันยิ่งทรุดอย่างนี้หนัก
การเติบโตของตัวเลข GDP ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย เกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาลไหม
ใช่เลยค่ะ หลักธรรมาภิบาลมีหัวใจสำคัญข้อแรกคือ การบริหารจัดการด้วยความรับผิดชอบ ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องรับผิดชอบมาก
ข้อที่ 2 คือการตัดสินใจต้องมีเหตุมีผล เช่น ถ้าเราบอกว่าเรามีเสาไฟประติมากรรมเรียงไปตามลำคลองที่ไม่รู้ว่าส่องอะไรทุกๆ 1 เมตร เราถามใครเขาก็จะชี้แจงว่าเป็นไปตามระเบียบ แต่หลักธรรมาภิบาลคือเราต้องถามก่อนว่านี่มันเป็นประโยชน์สูงสุดขององค์กรหรือเปล่า และถ้าเราเปลี่ยนจากคำว่าองค์กรเป็นคำว่าประเทศ ถ้าเป็นเงินของเรา กิจการครอบครัวเรา เราจะทำแบบนั้นหรือเปล่าเพราะฉะนั้นการตัดสินใจนี้ต้องมีข้อมูลครบถ้วน ไม่ใช่หลับตาข้างหนึ่งตามสำนวน ‘Elephant in the room’ ทั้งที่ช้างตัวใหญ่ขนาดนั้นต้องเห็นอยู่แล้ว
ข้อที่ 3 คือไม่มีส่วนได้เสีย (Conflict of Interest) เพราะเราเทียบเสาไฟประติมากรรมนั้นกับเสาไฟที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ถูกกว่าและมีประโยชน์ เช่น วัดค่าฝุ่น PM ได้ วัดอุณหภูมิได้ บอกได้สารพัดเลย
หรือคำถามที่ว่าเวียดนามทำไมมาถึงวันนี้ได้ ในอดีตเคยมีผู้ใหญ่หลายท่านที่บอกว่าไม่มีทางหรอกที่เวียดนามจะแซงไทย แต่ล่าสุดที่ไปประชุมที่สิงคโปร์ เจอพวกกองทุน Venture Capital (ธุรกิจเงินร่วมลงทุน) ชวนบริษัทที่เราเป็นหัวหน้าทางกฎหมายอยู่ร่วมลงทุน เราก็ไปดูว่าเขาไปลงทุนสตาร์ตอัพในเอเชียทุกที่ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้กระทั่งเมียนมา ยกเว้นประเทศไทย
เราถามเขา คำตอบของเขาทำให้เราหน้าชามาก ช็อกเลย เขาบอกว่า “Your country is too complicated.” (ประเทศของคุณซับซ้อนเกินไป) เป็นคำตอบที่สุภาพมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราดูโมเดล ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี หรือเวียดนาม ต้องมาจากเจตนารมณ์ทางการเมืองและต้องลงมือทำชัดเจน
เช่น ที่เวียดนามใช้คำว่า Project 30 คือ 30 เดือน แล้วเขาลดขนาดภาครัฐไปได้ครึ่งหนึ่ง ตอนนี้เราอยากทำเป็น Operation 18 เป็น 18 เดือน แล้วตั้งเป้าว่าจะหั่นไปเท่าไหร่ คือมันจะมีกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย ใช้กันมาเกิน 50 ปีเยอะมาก มีกฎหมายที่ไม่จำเป็น ใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ที่ผ่านมาก็มีความพยายามทำเรื่องนี้ แต่เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยหลายๆ ปัจจัย ซึ่งตรงนี้ถ้ามีเจตจำนงทางการเมืองบวกกับความเป็นมืออาชีพที่ชัดเจนจะทำสำเร็จ แน่นอนว่าหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพและผลที่จะได้รับ ซึ่งคำใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศเราคือความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องหลักธรรมาภิบาล เป็นความไว้วางใจที่ขาดหายไป เขาไม่เชื่อเรา เพราะมันซับซ้อนมากและคาดเดาไม่ได้ เช่น ไม่รู้ว่าใบอนุญาตนี้จะต้องติดต่อใครยังไง จ่ายเท่าไหร่ เขาก็ไปที่อื่นดีกว่า
พรรคประชาชนผลักดันวาระหลัก ‘ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก’ 3 ข้อนี้คุณเพียงพนอจะเข้ามีบทบาทสำคัญในส่วนไหนบ้าง
ส่วนแรกคือเกี่ยวกับกิโยตินกฎหมาย เรามีกฎหมายที่เยอะมากเป็นแสนฉบับอยู่แล้ว ความจริงแล้วกฎหมายเรานับว่าใช้ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยทำตัวเลขว่าถ้าเราทำได้จะเพิ่ม GDP ถึง 0.8 หรือถ้าคำนวณเป็นเงินประมาณ 130,000 ล้านบาท ถือว่าเยอะมาก ซึ่งคงจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน เพราะไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ข้ามคืน
ส่วนที่ 2 คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ยกตัวอย่างเช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ หลายๆ คนจะบอกว่าไม่มีอำนาจและต้องทำตามกระบวนการ จนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) บอกว่าเงินในการจัดซื้อจัดจ้างมีระบุในกฎหมายอยู่แล้ว หรือเหตุการณ์ชายแดน มีคนบอกว่าต้องให้ชาวบ้านที่อยู่ในศูนย์อพยพเซ็นทุกครั้งที่รับอาหารกล่องเพราะ สตง.จะตรวจสอบ และจะเจอมาตรา 157 กฎหมายอาญา คนก็ไม่กล้าใช้เงิน
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นหลายอย่าง หนึ่งคือ เราทำให้คนกลัวเกินเหตุ ซึ่งเราต้องปลดล็อกตรงนี้ และต้องทำความเข้าใจกับทุกหน่วยงานเลย ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. กรมบัญชีกลาง ไปจนถึงหน่วยงานตรวจสอบอื่น เช่น ศาล ว่ามาตรา 157 แปลว่าอะไร นี่คือเรื่องประสิทธิภาพของรัฐ
ส่วนที่ 3 คือการหารายได้เพิ่ม นอกเหนือจากเรื่อง EEC ซึ่งควรจะเป็น Fast Track ที่ต้องเร็วและเป็น One Stop Service จริง เรื่องต่อมาคือกฎหมายสตาร์ตอัพ เมื่อก่อนตลาดทุนไทยในกลุ่มวานิชธนกิจ ทุกคนจะพูดว่าตลาดไทยมีเสน่ห์และเซ็กซี่ แต่ตอนนี้เขาไม่มาแล้วค่ะ
นอกจากภาพรวมของประเทศแล้ว แม้กระทั่งเรื่องของการหลอกลงทุนก็เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราดูจากข้อมูลและโยงกับเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือว่าบรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาล ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผลที่เราจะตอบได้ ถ้านักลงทุนเราตอบไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร มันจะโยงมาที่เรื่องความโปร่งใส ซึ่งคุณต้องตอบให้ได้ รวมถึงหลายๆ เคสที่มีหนีออกไปต่างประเทศบ้าง เอาเงินไปลงทุน แล้วก็ไม่ได้ลงจริง ในที่สุดก็โยกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองบ้าง ตามที่เราเห็นตามข่าว
คำถามคือ ที่บอกว่ากฎหมายที่มีก็ดีอยู่แล้ว ปัญหามันอยู่ตรงไหน เรื่องนี้ก็มีดีเบตกันระหว่างหน่วยงานกำกับแบบสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานอื่น ซึ่งกฎหมายที่ค้างอยู่คือ ก.ล.ต. ก็อยากมีอำนาจเหมือน ก.ล.ต. ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของการผลักดันเรื่องกฎหมาย แต่มากกว่านั้น ล่าสุดเราอาจเห็นข่าวเรื่องการใช้ข้อมูล Insider Trading (การนำข้อมูลภายในมาใช้หาประโยชน์ในการซื้อขาย) เราก็อาจจะรู้สึกตื่นเต้นว่า ก.ล.ต. สั่งปรับเยอะ แต่ว่าใช้เวลานาน บางเคสเป็น 10 ปี นักลงทุนเสียหายไปหมดแล้ว
อีกคำถามคือ ทำไมนักลงทุนต้องมาตลาดไทย ไม่มีเหตุผลนะคะ เพราะฉะนั้นพอตลาดเรามีปัญหาแบบนี้ มันก็สะท้อนออกมา อย่าว่าแต่ต่างชาติเลย นักลงทุนไทยก็ออกไปลงทุนต่างประเทศ
การแก้ไขเรื่องนี้ต้องเริ่มที่ตรงไหน ต้องแก้ตัวกฎหมาย การบังคับใช้ หรือแก้ตรงกระบวนการตรวจสอบ
ต้องทำพร้อมๆ กันไปเลย เราอาจพบว่า บางทีอำนาจก็ซ้อนๆ กันอยู่ ซึ่งไม่อยากใช้คำนี้เลย เพราะเราได้ยินบ่อย คือ การบูรณาการ ซึ่งเกาหลีใต้หรือเวียดนามเขาจะมีหน่วยงานกลางเป็นศูนย์กลางและคนมีอำนาจสูงสุด เช่น นายกฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเจตจำนงทางการเมืองต้องสะท้อนมาอย่างนั้น จากนั้นก็ให้อำนาจคณะนี้ไปทำอย่างจริงจัง
เรื่องทั้งหมดเหมือนเป็นเรื่องกฎหมาย แต่เรื่องนี้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินและเป็นเศรษฐกิจได้ เมื่อเกิดความเชื่อมั่น ประเทศและสังคมก็มีอนาคต จากที่เราคิดว่าคนรุ่นหลังมองไม่ค่อยเห็นความหวังหรือมีความฝันหายไป ตอนนี้เขาก็จะอยู่ในบรรยากาศที่พลังมันจะกลับมาค่ะ เหมือนกับที่เราเห็นหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีปัญหา แต่เขายังมีพลังอยู่
การปล่อยปละประเทศมาถึงจุดนี้ จนทุกอย่างต้องเร่งทำทั้งหมด จะจัดการอย่างไร
ที่บอกไม่ได้ว่าเราควรจะทำ 1 แล้วค่อยไปทำ 2 หรือทำ 3 เพราะทุกเรื่องมีปัญหาหมด ทุกเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำพร้อมๆ กัน แต่เราก็ต้องโฟกัสว่าแต่ละเรื่องคือเรื่องอะไร มันไม่สามารถบอกได้ว่าทุกเรื่องรอได้นะคะ เพราะทุกเรื่องคือวิกฤตไปหมด
จากประสบการณ์การทำงานมาตั้งแต่ยุคอดีตทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่ดี แต่ว่าขาดการนำที่ทำให้เขามั่นใจว่าสิ่งที่เราจะทำต้องเดินแบบนี้ และมั่นใจได้ว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หากทำอย่างนั้นได้ เราก็จะได้กำลังจากตรงนี้ ที่บอกว่าเราต้องเชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำเป็นประโยชน์สำหรับประเทศ และเราต้องมีความรับผิดชอบ ซึ่งคนที่พร้อมจะร่วมไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียว ต้องนำภาคเอกชนมาร่วมด้วย
จากที่ผ่านมา ภาคเอกชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างตรงไปตรงมา คิดว่าบทบาทในการเข้ามาทำงานพรรคการเมืองจะสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ไหม
เชื่อว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ ในสภาพท่ามกลางวิกฤตหรือว่าปัญหา เราเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์กล้าออกมาพูดเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะว่านี่คือเรื่องใหญ่ สมัยก่อนเราไม่ได้ยินแบบนี้ แต่ปัจจุบันเราเริ่มได้ยินหน่วยงานทั้งหลายออกมาพูดตรงๆ มากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดที่จะเปลี่ยนได้ แล้วถ้าตอนนี้เราบอกว่าจะไม่ทำอะไร เราจะมีคนที่อาจล้มแล้วกลับมาไม่ได้ ทั้งในแง่ของหนี้ครัวเรือน และที่สำคัญที่สุดคือพวก SMEs ไปจนถึงบริษัทใหญ่ๆ
ในสภาพของภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ถ้ามีประเทศผู้ผลิตที่เมื่อก่อนเป็นลูกค้าเรา แต่ตอนนี้เขาเป็นผู้ผลิตและมีต้นทุนต่ำ ส่งสินค้ามาประเทศไทย ไม่ว่าบริษัทใหญ่แค่ไหนก็ได้รับผลกระทบ และสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ก็ยากมาก
นอกจากนี้ยังมีเรื่องนอมินี หรือการให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เรา เหล่านี้มีกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องบังคับใช้รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่ประกอบกันและการเจรจาทางการทูต เช่น การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) หรือภาษีศุลกากรที่จะมีส่วนช่วยเรื่องนี้ได้
การปฏิรูปภาครัฐที่หลายแผนดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งไปถึงจุดหนึ่งที่คิดว่าสำเร็จแน่ แต่กลับถูกเก็บเข้าแฟ้มแล้วไม่ทำต่อ สุดท้ายการแก้ปัญหานี้จะเหมือนเดิมอีกหรือไม่
เราจะเรียกว่าบทเรียนก็ได้ แต่ว่าเราจ่ายค่าเรียนไปเยอะเหมือนกัน บทเรียนอันเจ็บปวดของความไม่สำเร็จ ซึ่งจ่ายมาหลายปีแล้ว แต่เรายังมีตัวอย่างของความสำเร็จ ฉะนั้นเราคงไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สเต็ปมันต้องใหญ่พอ คือต้องเรียกว่าคิดใหญ่ หรือ Big Bang ก็ได้ ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไปหรือกลับไปกลับมา เพราะทุกคนต้องรู้ว่านี่คือต้นทุนที่สูงมากๆ เพราะฉะนั้นอำนาจตรงนี้ต้องเด็ดขาด
เราคงต้องถามว่า รายงานที่ทำกันมามีตรงไหนที่ล้าสมัยไปแล้วหรือใช้ไม่ได้ ถ้าปรับแค่ส่วนนั้น ที่เหลือก็ใช้ได้นะคะ นอกจากนี้ถ้าให้ภาครัฐหรือนักกฎหมายทำอย่างเดียว มันจะไม่เกิดขึ้น มันจะต้องมีนักอื่น เช่น นักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถคำนวณออกมาได้
กลับไปสู่สิ่งที่บอกว่าเจตจำนงทางการเมืองต้องชัดเจน และไม่ใช่แค่บนรายงานหรืออยู่ในที่ประชุม แต่จะต้องมีตัวชี้วัด (KPI) ว่ากฎหมายเมื่อ 100 ปีที่แล้วได้ใช้บ้างหรือเปล่า ใบอนุญาตนี้จำเป็นไหม เหมือนต้องกลับมาถามเหตุผลว่ามันจำเป็นเพราะอะไร
แต่การเลิกกฎหมายไม่ง่ายและมีขั้นตอน จะทำอย่างไรให้กิโยตินกฎหมายเกิดขึ้นจริง
ประเทศอื่นที่เขาสำเร็จเขาใช้กิโยตินกฎหมาย และประเทศไทยเคยทำสำเร็จอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเรียกว่า Omnibus Law (กฎหมายฉบับเดียวที่รวบรวมหลายหัวข้อที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผ่านการพิจารณาและลงมติเพียงครั้งเดียว มักใช้เพื่อแก้ไขกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน) แต่สุดท้ายเมื่อขาดเจตจำนงอันชัดเจนปัญหาก็วนกลับมาที่เดิม
ปัญหาสแกมเมอร์ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากแค่ไหน
นอกจากสแกมเมอร์จะทำลายความเชื่อมั่นในประเทศเรา สิ่งที่ส่งผลกระทบข้อแรกคือการท่องเที่ยว เวลาไปเจอเพื่อนต่างชาติ เช่น ชาวสิงคโปร์ ชาวไต้หวัน รวมถึงทุกประเทศที่พูดภาษาจีน จากที่เขาชอบมาเที่ยวเมืองไทย กลายเป็นว่าเขากลัวและกลัวไม่เลิก ตรงนี้ชัดเจนมาก และข้อ 2 คือ คนถูกหลอกทั่วโลกเยอะมาก รวมถึงคนไทย
ข้อ 3 เรื่องการประกาศอายัดทรัพย์ คำถามคือทำไมโลกนี้เขาใช้มาตรฐานเหมือนกัน ยกเว้นไทย ตรงนี้ต้องตอบ เราเป็นข้อยกเว้นด้วยเหตุผลอันใด หรือเจ้าของบริษัทในตลาดทุนมีข่าวเรื่องฉ้อโกง และมีคนเสียหายเป็นเป็นหมื่นล้าน ทรัพย์สินเขาอยู่ที่ไหน กระบวนการไปถึงไหน เพราะว่าถ้าเราบอกว่าต้องรอให้ขึ้นศาล มันหายไปหมดแล้ว แล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าทรัพย์สินที่ยึดมาเอาไปแจกจ่ายผู้เสียหาย ถอนการยึดอายัดไปหมดแล้ว หรือมันไปอยู่ที่ไหน ทั้งหมดนี้คือเรื่องของความโปร่งใส เรียกว่ามีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ
การปฏิรูปภาครัฐ ทั้งเรื่องหลักธรรมาภิบาล รวมถึงไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไร
เราพูดกันส่วนใหญ่เรื่อง ‘ไม่เทา’ ในที่นี้คือความโปร่งใส ต่อมา ‘เท่ากัน’ คือเรื่องการผูกขาด เราจะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในประเทศนี้ได้ ต้องมีที่ทางให้คนที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติไม่เหมือนกัน หรือว่ามีการล็อก ก็เท่ากับว่าเรากำจัดโอกาส
ถ้าเราดูหลายๆ ประเทศ ทำไมชนชั้นกลางเขาเยอะ ทำไม SMEs เขาเข้มแข็ง ในขณะที่ของเราอ่อนแอลง เป็นเพราะในแง่ของนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย ในประเทศไทยกฎหมายแข่งขันทางการค้าแทบไม่ได้บังคับใช้จริงๆ และเรามักมีทฤษฎีที่ต่างชาติอาจเข้าใจไม่ค่อยได้
ส่วนเรื่องของ ‘ทันโลก’ เราก็คงจะมีหลายเรื่อง เช่น EEC, การลงทุนยุคใหม่, Data Center หรือต่างประเทศก็จะมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งย้อนกลับไปว่า ทำไมไม่ใช่ประเทศไทย เพราะมีทั้งเรื่องของคุณภาพ คุณภาพแรงงาน ความสามารถ และปัจจัยเรื่องอื่นๆ ที่มันเกิดความไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นไทยจะทันโลกได้ ส่วนตัวเองมองว่าเราเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่จะทำให้คนที่จะทำธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เป็นตัวขวาง
ทุกๆ ปัญหาเราจะต้องมีทางออก มีการวิเคราะห์และช่วยดูในแง่ของความเสี่ยง เพราะฉะนั้นคำถามคือมันติดขัดที่ไหน ทำไมเราทำไม่ได้ มันก็จะโยงหลายๆ ส่วน
ความหวังที่คนรุ่นใหม่จะมีความสามารถในการแข่งขันระดับสากลและทันโลกขึ้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เรื่องนี้ต้องยกระดับพร้อมๆ กัน เรื่องแรกคือรูปแบบของการศึกษาที่เรามีปัญหาว่าเราเรียนกันแบบนี้ แต่โลกก็ไปอีกแบบหนึ่ง เช่น เราต้องคิดสร้างสรรค์
เรื่องที่ 2 คือ เราต้องการรัฐมนตรีศึกษาที่เข้าใจเรื่องนี้ และเราต้องการราชการหรือว่ากระทรวงศึกษาที่ให้ความสำคัญกับภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม เพราะว่าเด็กๆ ของเราไม่ได้แข่งหรืออยู่กันในประเทศเท่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นการยกระดับในเชิงของทักษะ
หากพรรคประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล และอำนาจทางการเมืองยังคงอยู่ในกลุ่มการเมืองแบบที่ผ่านมา ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า
มีคนบอกว่า เรามีเวลาไม่เกิน 5 ปี สิ่งที่น่ากังวลคือเราจะกลายเป็นโมเดลแบบที่เห็นตัวอย่างกันในหลายๆ ประเทศหรือเปล่า ในเมื่อฐานล่างเราก็หนัก คนที่เคยอยู่ชั้นกลางก็เริ่มจะลงไปอยู่ข้างล่าง บริษัท SMEs ก็กระทบอยู่แล้ว แล้วก็อย่างที่ท่านผู้ว่าแบงก์ชาติบอกการลดดอกเบี้ย ไม่ว่าเท่าไหร่แบงก์ก็ไม่กล้าให้กู้ เพราะขาดความเชื่อมั่นว่าลูกหนี้จะสามารถชำระหนี้ได้
การพยุง หรือเรียกว่าให้ออกซิเจน เดี๋ยวมันก็หมด แล้วอนาคตออกซิเจนมันจะหมดด้วย เพราะว่าภาระหนี้ของประเทศจะเป็นงูกินหาง เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีเวลาเยอะ
แล้วพรรคประชาชนจะเป็นความหวังให้กับคนรุ่นใหม่ได้มากแค่ไหน
จริงๆ เรื่องนี้จะเป็นงานที่ยากที่สุดในชีวิต เรารู้ว่าการขับเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงต้องใช้พลังเยอะ แต่เมื่อคนเริ่มเห็นว่าเปลี่ยนไปแล้วดี คนยอมรับ เรามีที่ยืน และคนมองเห็นเรา เราก็จะได้พวกเขามาร่วมขับเคลื่อนด้วย
เชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีความอึดอัดอยู่ จะหางานดีๆ ในอนาคตอย่างไร ถ้าไม่เปลี่ยนก็ยาก จะมีสักกี่คนที่จะมีโอกาสไปทำงานต่างประเทศ สำหรับคนมีโอกาส วงจรอาจจะเป็นเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ไม่ว่าจะที่ไทยหรือต่างประเทศ แล้วไปทำงานในต่างประเทศ เพราะในประเทศไม่มีงานดีๆ พอจะดึงคนให้กลับบ้าน เสนอยกเว้นภาษีให้ คนเก่งๆ ก็ไม่มา เพราะเขาสนใจงานที่ท้าทาย ภาษีไม่ใช่เรื่องสำคัญลำดับแรก
เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะทำยากแน่ ถ้าในระดับองค์กร บริษัทยังยากเลย ระดับประเทศมันยิ่งต้องยาก แต่ว่ายิ่งยากยิ่งต้องทำ และคิดว่าเรามีพลังช็อตสุดท้ายที่ดีที่สุดที่จะส่งมอบต่อได้ ต้องทำให้ political will และ professional will ไปด้วยกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจกลับมายังประเทศไทยให้ได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปชน.เปิดตัว เพียงพนอ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-ผู้บริหารปตท. นั่งบริหารปฏิรูปภาครัฐ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th