3 กูรู อีโคโนมิสต์ แนะ ทางออกประเทศไทย รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ-รีเซ็ตท่องเที่ยว -เพิ่มรายได้
3 กูรู อีโคโนมิสต์ ประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 68 โต 2-2.1% มองปี 69 มีความท้าทาย GDP เสี่ยงชะลอลงจากปี 68 แนะ ทางออกประเทศไทย ต้องรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ รีเซ็ตการท่องเที่ยวเน้นเชิงคุณภาพ เพิ่มรายได้เพื่อแก้ปัญหาหนี้
22 พ.ย. 2568 ดร. บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย วิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB EIC) ร่วมสัมมนาในหัวข้อ “เจาะลึกเศรษฐกิจไทยปี 69 โดย 3 กูรู อีโคโนมิสต์” ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพส่งท้ายปีครั้งที่ 8 MONEY EXPO 2025 BANGKOK YEAR-END
ดร. บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า GDP ไทยปี 2568 จะเติบโตที่ประมาณ 2% ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.6% โดยนโยบายการค้าโลกโดยเฉพาะมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับปี 2568 เนื่องจากแม้ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้กำหนดภาษีไว้ที่ 19% แต่มีความกังวลว่าหากไทยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งอาจรวมถึงการเปิดตลาดบางส่วน การนำเข้าสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ของสหรัฐฯ และการลดพิธีการศุลกากร สหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มภาษีมากกว่า 19% ได้
ขณะที่ปัจจุบันโลกยังมีการแบ่งเป็นสองขั้ว คือ สหรัฐฯ ที่ต้องการปกป้องการผลิตภายในและตั้งกำแพงภาษี และจีนที่ผลิตสินค้าปริมาณมาก ประมาณ 30% ของโลก จนเกินความต้องการภายในประเทศ ทำให้สินค้าจีนทะลักออกมาสู่ตลาดโลก ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่เข้ามาแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงในยุโรปและไทย
นอกจากนี้แม้ว่าการส่งออกของไทยจะดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเชื่อมโยงกับกระแส AI แต่การส่งออกนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับการผลิตในประเทศมากนัก ส่วนใหญ่อาจเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบหรือทดสอบในไทย ซึ่งมีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ไม่มากนัก
ดร. บุรินทร์ เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจีนน่าจะทำได้ยาก เนื่องจากชาวจีนกังวลเรื่องความปลอดภัย ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังมีนโยบายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศตัวเอง นอกจากนี้ค่าเงินบาทของไทยก็แข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น
ดังนั้นนโยบายการท่องเที่ยวของไทยจึงไม่ควรเน้นที่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่ควรเน้นที่รายได้ของนักท่องเที่ยว โดย ควรเปลี่ยนไปเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-value tourism) เช่น MICE หรือการจัดอบรม สัมมนา, ธุรกิจ, Wellness และ Health Care เนื่องจากนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) มีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 36% โดยการท่องเที่ยวเพื่อการรักษาพยาบาลและการทำบุตรยาก (Fertility Clinic) ก็เป็นอีกศักยภาพหนึ่งของไทย
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย ควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง โดยในด้านการแก้ปัญหาหนี้ควรเน้นไปที่การเพิ่มรายได้เนื่องจากประสิทธิภาพในการหารายได้ของประเทศที่ยังต่ำมาก
โดยวิธีการแก้ปัญหาหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่งการเพิ่มรายได้ โดยในระบบเศรษฐกิจต้องมีเงินเฟ้อ ซึ่งประเทศไทยประสบกับภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเติบโตต่ำมาเป็นเวลาหลายปี สะท้อนว่าในประเทศไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งส่งผลต่อไปยังการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่การที่เศรษฐกิจและเงินเฟ้อเติบโตต่ำ แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของประเทศไทยในการหารายได้นั้นต่ำมาก และหากรายได้ของคนไทยไม่เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะยังคงวนเวียนอยู่
“เงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสมเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้สินได้ แต่ปัจจุบันไทยกำลังติดอยู่ในกับดักของภาวะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำมาก และกำลังซื้อที่ไม่มี รายได้ไม่สูง ยกตัวอย่าง Nvidia เพียงบริษัทเดียวสามารถมีรายได้เทียบเท่า GDP ทั้งประเทศของไทย สะท้อนว่าศักยภาพในการหารายได้ของไทยอาจไม่สูงมากนัก ซึ่งหากรายได้ของคนไทยไม่เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้ก็จะยังคงอยู่”
นอกจากนี้ยังควรปรับปรุงระบบราชการ กฎหมาย และกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งขัดขวางการเติบโตของธุรกิจเอกชน โดยผลักดันให้มีการใช้ AI ในการติดต่อราชการเพื่อลดขั้นตอนความล่าช้าและเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงควรมีการปฏิรูปภาษีเพื่อหารายได้เพิ่ม โดยอาจเพิ่มการเก็บภาษีทรัพย์สิน (Property Tax), ภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax), หรือภาษีมรดก เนื่องจากปัจจุบันคนชั้นบนและคนฐานรากเป็นกลุ่มที่แทบไมได้เสียภาษีเงินได้แต่คนชั้นกลางแบกรับภาระภาษีเงินได้มากที่สุด
“รัฐบาลควรเน้นนโยบายที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนแข่งขันได้โดยภาครัฐอาจต้องมีขนาดที่เล็กลงและอย่าขัดขวางการเติบโตของธุรกิจ”
ในฝั่งของแรงงานควรลดจำนวนแรงงานในภาคเกษตรกรรม ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนที่ 30% ของแรงงานไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำและนำไปสู่ปัญหาหนี้ โดยควรสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนไปทำงานในภาคบริการที่มีรายได้มั่นคงกว่า เช่น สาธารณสุขหรือดูแลผู้สูงอายุ
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วิจัยกรุงศรีฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเติบโตที่ 2.1% ตั้งแต่การประมาณการเศรษฐกิจในรอบเดือน พ.ค. 2568 โดยการคาดการณ์นี้มีสมมติฐานว่าการเจรจาจะทำให้สหรัฐฯ ไม่เรียกเก็บภาษีในอัตราสูงมาก อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญความเสี่ยงทั้งภายนอกและภายใน เช่น แผ่นดินไหว ภาษีสหรัฐฯ และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น
“สำหรับปี 2569 มองว่าอาจจะเป็นอีกปีที่เหนื่อย และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวกว่าปีนี้ โดยเราจะเผยแพร่คาดการณ์อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 อยู่ในทิศทางชะลอตัว ซึ่งอาจไม่ได้ตแตกต่างจากสำนักอื่นๆ มากนัก”
โดยปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ มาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยแม้ว่าไทยจะถูกกำหนดไว้ที่ 19% และศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินให้สหรัฐฯ ไม่สามารถเก็บภาษีดังกล่าวได้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีไพ่ใบอื่นในมือ ได้แก่ใช้ภาษีตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีได้ 15% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งแม้จะดีกว่า 19% เล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอดีต
รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางในประเทศ โดยหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 87% ต่อ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงและส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ มีความตึงตัวทางการเงินอย่างรุนแรง
โดยกลุ่มรายได้น้อยที่สุดมีรายได้เฉลี่ย 7,200 บาทต่อเดือน แต่มีรายจ่าย 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งการที่รายได้น้อยกว่ารายจ่ายอย่างต่อเนื่องนำไปสู่การกู้ยืมโดยไม่มีหลักประกันที่มีต้นทุนดอกเบี้ยแพงและทำให้วนอยู่ในวงจรหนี้
ทั้งนี้ในการก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรีฯ แนะนำหลักการ 3 ข้อ คือ
- เรียนรู้ โดยทำความเข้าใจว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะชะลอตัว
- ยอมรับ โดยยอมรับว่าโลกจะไม่กลับไปสู่ยุคการค้าเสรีเหมือนเดิมอีกแล้วอย่างน้อยในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เนื่องจากทุกประเทศหันมาให้ความสำคัญกับประเทศของตัวเองมากขึ้น
- ปรับตัว โดยมองหาโอกาสในกระแสหลักของโลก (Megatrends) ได้แก่ เทคโนโลยีและ AI ความยั่งยืน สังคมสูงอายุ
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย วิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 อยู่ที่ 2.1% โดยการเติบโตขึ้นมาถึงเลข 2 ได้นั้นเพราะโชคช่วย จาก 2 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่
- การส่งออก โดยการประกาศมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าในสหรัฐฯ เร่งตุนสินค้าล่วงหน้า ส่งผลให้การส่งออกของไทยเติบโตถึง 14% ใน 9 เดือนแรก และคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 10%
- การใช้จ่ายภาครัฐ เครื่องยนต์ภาครัฐเร่งตัวขึ้นอย่างมากในไตรมาส 4 เนื่องจากรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงที่ยังเหลืออำนาจเต็มที่.
“เราคาดว่าเครื่องยนต์หลักทั้งสองจะแผ่วลงในปี 2569 โดยการส่งออกจะชะลอตัวเพราะลูกค้าตุนสินค้าไปแล้ว ส่วนภาครัฐจะชะลอตัวในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ โดยคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจปีหน้าอยู่ที่ 1.5%”
ทั้งนี้ SCB EIC ชี้ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่
- ภาษีสหรัฐฯ ความผันผวนของโลกและการแข่งขันรุนแรง
- ปัญหาตลาดแรงงานและความเปราะบางของธุรกิจ
- นโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีพื้นที่จำกัด
โดยในด้านข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 ใน 3 รายใหญ่ ได้แก่ Fitch และ Moody’s ได้ปรับลดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจาก Stable เป็น Negative โดยเหตุผลในการปรับลดมุมมอง ได้แก่ ทิศทางหนี้สาธารณะที่ไม่ยั่งยืนและมีแนวโน้มทะลุเพดาน 70% และ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ
ทั้งนี้รัฐบาลได้นำเสนอแผนการคลังที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุมหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% โดยดำเนินการ 3 ส่วน ได้แก่
- เพิ่มรายได้ ปฏิรูปรายได้ เช่น การขยายฐานภาษี หรือการเก็บภาษี VAT เพิ่มขึ้นเป็น 10% ตามแผน
- ควบคุมรายจ่าย ปฏิรูปรายจ่ายโดยควบคุมรายจ่ายให้เข้มงวดขึ้น
- ปฏิรูปกฎเกณฑ์การคลัง โดยกำหนดเพดานหนี้กึ่งการคลังที่สะสมจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ปัจจุบันเกือบ 1 ล้านล้านบาท
“อย่างไรก็ตามแม้แผนการคลังที่ออกมาจะมีความชัดเจน แต่ความท้าทายคือความไม่แน่นอนของรัฐบาลไทยที่มีการเปลี่ยนบ่อยครั้งซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลต่อไปจะทำตามแผนที่วางเอาไว้หรือไม่”
ทั้งนี้ SCB EIC เสนอแนวทางที่เป็นทางรอดให้กับไทย ใน 3 ระดับ ได้แก่
1. ระดับประเทศ โดยรัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก (Pro-active) ในการหาพันธมิตรภายนอกและแก้ไขปัญหาภายใน โดยเน้นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาว
2. ระดับธุรกิจ ปัจจุบันธุรกิจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
- กลุ่มเสี่ยง (สีแดง) อุตสาหกรรมที่พึ่งพาอุปสงค์ภายนอกสูง เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อสังหาริมทรัพย์.
[* **กลุ่มต่อเนื่อง \(สีเหลือง\)** อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี เช่น อาหาร \(Food Security\), การค้า, คลังสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม \(ที่เกาะกระแสเงินลงทุน BOI\). , * **กลุ่มโอกาสใหม่ \(สีเขียว\)** ธุรกิจที่เกาะเทรนด์โลกใหม่ เช่น ความยั่งยืน, อาหารแห่งอนาคต, สุขภาพ/Wellness และอุตสาหกรรมใหม่ \(ยานบินอวกาศ, เซมิคอนดักเตอร์, Data Center\). ]
3. ระดับบุคคล ควรปรับ 3 เรื่อง ได้แก่
- ปรับทักษะ: พัฒนาทักษะใหม่ ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล เพื่อเพิ่มรายได้และเปลี่ยนไปสู่อาชีพที่ตลาดต้องการ.
[* **ปรับทัศนคติทางการเงิน:** เตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่อาจจะไม่เติบโตมากนัก โดยควบคุมการใช้จ่าย และมีส่วนเหลือไปลงทุนเพื่อสร้างรายได้เสริม หรือ เงินที่ใช้ยามฉุกเฉิน , * **ปรับตัวให้ทันเทรนด์โลก:** ติดตามข่าวสารและปรับ Mindset ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- โลกวุ่นวายหนุนทอง All-Time High “แม่ทองสุก” ฟันธงปีหน้า ได้เห็นทอง 70,000 บาท
- บล.กรุงศรี มองหุ้นไทยปี 69 ลุ้นดัชนีแตะ 1,370 จุด แนะ 4 ธีมเด่น รับแรงหนุน ดอลล่าร์อ่อนค่า-เงินทุนในประเทศไหลกลับ
- Binance TH ชวนปลดล็อก Money Freedom สร้างเสรีภาพทางการเงินในยุคที่โลกหมุนเร็ว
- เทรเชอริสต์ ชี้ 5 สัญญาณพอร์ตพินาศ แนะทางแก้ปรับโหงวเฮ้งลงทุนตามช่วงวัย
- YLG เผยทองคำ…ยังแพงได้อีก ปี 2026 ลุ้นทะยานเหนือ 70,000 บาท