ธปท. ขยับบทบาท “ยื่นมือ ติดดิน” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เก็บข้อมูลเงินสกัดทุนเทา คุมธุรกรรมดอลลาร์ซื้อทอง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ย้ำเดินหน้าออกมาตรการ “เฉพาะจุด” เสริมจากนโยบายการเงินปกติ เพื่อเข้าไปดูแลปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน สินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง พร้อมใช้ กม. เก็บข้อมูลการไหลเวียนเงินผิดปกติของทุนเทา อธิบายความเข้าใจเรื่องค่าเงินบาทและแนวคิด QE ที่ถูกวิจารณ์ในสังคม
ในงาน Governor Connect สัญจร ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ปัจจุบัน นอกเหนือจากการดูแลเสถียรภาพภายใต้พันธกิจ ธปท. ยังจะพยายามเข้าไปดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างหลายๆ เรื่องในบริบทที่ ธปท. ควรทำควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน ให้สอดคล้องกับค่านิยม ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน ของ ธปท.
นายวิทัยระบุชัดว่า “หน้าที่เราไม่ได้มีแค่ดูเสถียรภาพให้ภาพมันนิ่งแข็งๆ ปัญหาความเสี่ยงของเราอาจจะไม่อยู่ในเรื่องเสถียรภาพมาก เราอยากจะขยายเข้าไปดูแลปัญหาเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างอื่นๆ ด้วยในบริบทที่แบงก์ชาติควรจะทำ ซึ่งสอดคล้องกับ ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน’ ค่านิยมของเรา เข้าไปอยู่ใกล้ชิดประชาชนและปัญหา ยื่นมือช่วยแก้ปัญหาเชิงสังคม ช่วยแก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแล้วก็อยู่ใกล้กับประชาชน อยู่ใกล้กับสังคมมาก ผ่านมาตรการเฉพาะจุดแบบเจาะจง”
มาตรการแรกที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ด้วยการซื้อหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC โดยใช้เงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เหลือจากโครงการคุณสู้ เราช่วย ซึ่งจะ cut off บัญชีได้ในช่วงเดือนมกราคม โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ที่จะปรับการดำเนินการให้เป็น Social AMC มากขึ้น ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยเสริมนโยบายการเงินในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ และจะทยอยมีมาตรการที่ออกมาช่วยในแต่ละจุดหรือแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่จะประกอบเป็นภาพใหญ่ขึ้น
อีกมาตรการที่จะดำเนินการ คือ มาตรการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยหดตัวต่อเนื่องนาน โดยสินเชื่อธุรกิจโดยรวมขยายตัวติดลบต่อเนื่อง 5 ไตรมาส และสินเชื่อ SMEs ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้าง
มาตรการที่ 1: โอนหนี้ NPL เข้าบริหารใน AMC ภายใต้ ธปท.
มาตรการเฉพาะจุดชุดแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งเป็น ปัญหาสังคม ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ธปท. เตรียมโอนหนี้ครัวเรือน NPL จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี ไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ที่ ธปท. ถือหุ้นทางอ้อม 100% ผ่านกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) โดยใช้เงินจากแหล่งเงิน FIDF ที่เหลือจากโครงการเดิม
โครงการนี้เริ่มเดินหน้าแล้ว มีกำหนดตัดยอดบัญชี ณ วันที่ 1 มกราคม จากนั้นจะปรับโครงสร้างภายใน AMC ใหม่ทั้งระบบ
“เราเข้าไปปรับองค์กร SAM ใส่ซอฟต์แวร์ ระบบการทำงานใหม่ เพื่อให้ดูแลหนี้ 1.6 ล้านบัญชีได้จริง หวังว่าประมาณ 5–8 แสนรายจะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย และกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง”
นายวิทัยกล่าวว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการเฉพาะจุดที่เสริมกับการดำเนินนโยบายการเงิน “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้สำเร็จด้วยการออกมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เป็นจิ๊กซอว์ที่ต้องต่อออกไปเรื่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะบรรเทา ค่อยๆ บรรเทากัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกดปุ่มทีเดียวแล้วปัญหาเชิงโครงสร้างหายไป”
มาตรการที่ 2: กลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME เป้าหมาย วงเงิน 1 แสนล้าน
ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องที่สอง คือ สินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่องกัน สินเชื่อโดยรวมติดลบต่อเนื่อง 5 ไตรมาส ส่วนสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส เดือนตุลาคมติดลบ 4% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ “เศรษฐกิจไม่สามารถกระเตื้องขึ้นได้ ถ้า SME ไม่สามารถกลับมา”
ปัญหาใหญ่ถัดมาที่ ธปท. เห็นชัดคือ สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อทั้งระบบก็ยังติดลบ ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่
สาเหตุที่สินเชื่อธุรกิจหดตัวมาจาก ความไม่แน่นอนและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ความต้องการสินเชื่อโดยเฉพาะของธุรกิจรายใหญ่ลดลง และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ จาก credit cost ที่เพิ่มขึ้น
“สาเหตุไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจชะลอจน “ความต้องการกู้ (demand) ลดลง” แต่ยังมี SME จำนวนมาก “อยากกู้แต่กู้ไม่ได้” เพราะสถาบันการเงินระมัดระวังสูง ต้นทุนความเสี่ยง (credit cost) สูง กลัวกลายเป็น NPL”
ธปท. ร่วมกับ กระทรวงการคลังและภาคธนาคารพาณิชย์ จึงอยู่ระหว่างการหารือเพื่อออกแบบกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SMEs และยกระดับศักยภาพธุรกิจ โดยมีแหล่งเงินทุนจากการนำเงินที่ได้จากการปรับลด FIDF fee
“เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด ธปท. จึงออกแบบกลไก “กองทุน/กลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME” ร่วมกับรัฐบาลและสมาคมธนาคารไทย ใช้เงินจาก FIDF ที่เหลืออยู่หรือที่จะใช้ในปีถัดไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เป็นทุนตั้งต้น เพื่อให้สามารถค้ำประกันสินเชื่อ SME ได้รวม ประมาณ 1 แสนล้านบาท”
“สิ่งที่เราพยายามทำคือ เราจะสร้างกลไก เป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME ขึ้นมา หวังว่าจะสามารถช่วยลด credit cost ต้นทุนความเสี่ยงทางด้าน credit ทำให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยสินเชื่อได้ แต่รายละเอียดอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งมีความคืบหน้าพอสมควร” นายวิทัยกล่าว
กลไกนี้ ถูกออกแบบให้
ตรงจุด คือ เน้นการให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ใน sector ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม wellness) และผู้ประกอบการที่ยกระดับศักยภาพธุรกิจทั้งของตนเอง และธุรกิจใน supply chain หรืออื่นๆ ที่เราต้องการส่งเสริมและเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ที่มีความสามารถในการแข่งขัน เช่น ปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green transition)
กระจาย โดยจะพิจารณากำหนดวงเงินสูงสุดต่อราย เพื่อกระจายให้กับผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50-100 ล้านบาท
เกิดผลชัดเจน ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินออกไม่ช้า เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทันการณ์ รวมทั้งการที่ช่วย SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ก็จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้มากขึ้น
คล่องตัว โดยมีกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อน สะดวกต่อการเบิกจ่าย และวงเงินชดเชยที่เพียงพอรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-30% สำหรับ max claim โดย SMEs ทั่วไปมีความเส่ี่ยงที่ 20%) เพื่อช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน
นายวิทัยกล่าวเพิ่มเติมว่า กลไกค้ำประกันจะออกแบบให้ “ง่าย ไม่ซับซ้อน” ต่างจากระบบค้ำแบบเดิม ตัวอย่างแนวคิดที่อยู่ระหว่างหารือ คือ สินเชื่อที่มีหลักประกัน อาจค้ำประกัน 10% ส่วนสินเชื่อไม่มีหลักประกัน อาจค้ำประกันได้สูงถึง 30% ซึ่งตัวเลขนี้ประเมินจากความเสี่ยงโดยรวมโดยเฉลี่ยของ SME ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20% แต่จะต้องหารือเพิ่มเติมกับสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม
“โจทย์เราคือ ลด credit cost ประมาณ 20% ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงของ SME จำนวนมาก ทำให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ เพราะรู้ว่ามีโควตาคุ้มครองความเสียหายที่สามารถเคลมได้”
การจัดสรรจะใช้หลัก First Come First Serve ควบคู่กับการออกแบบโควตาให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้บางธนาคาร “ได้โควตาแต่ไม่ปล่อยสินเชื่อจริง”
โครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียด แต่ ธปท. ประเมินว่า โครงหลักวางไว้แล้วราว 50–70% และตั้งเป้าให้กองทุน/กลไกนี้เริ่มทำงานได้ในปีหน้า เพื่อให้สินเชื่อ SME ผ่านจุดต่ำสุด และเริ่มฟื้นตัว
เพิ่มบทบาทสกัดทุนเทา–ธุรกรรมผิดปกติ ใช้กฎหมายเก่าให้ทำงานจริง
นายวิทัยยังได้อธิบายในประเด็นที่แบงก์ชาติถูกตั้งคำถามหนักคือ “ทุนเทา–ทุนผิดกฎหมาย” และการไหลเวียนเงินที่เกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์ หลอกลวง และอาชญากรรมทางไซเบอร์ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ธปท. “เห็นทุกอย่างแต่ไม่ทำอะไร ไม่ควบคุมกระแสเงิน”
โดยอธิบายว่า ตามกฎหมายปัจจุบัน ข้อมูลธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
- โอนเงินเกิน 500,000 บาท
- ฝากเงินสดเกิน 2 ล้านบาท
- ธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Transaction Report หรือ STR)
ถูกส่งตรงไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไม่ได้ส่งให้ ธปท. จึงทำให้ ธปท. “ไม่มีข้อมูลการไหลเวียนเงินทุกอย่างอย่างที่คนเข้าใจ”
อย่างไรก็ตาม นายวิทัยยอมรับว่า ธปท. “อยู่เฉยไม่ได้” เพราะปัญหากระทบประชาชนจำนวนมาก จึงเตรียม “กลับมาใช้” อำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน ในการกำกับดูแล
“เราไม่มีข้อมูลจริงในวันนี้ แต่เรามีอำนาจที่จะทำให้ได้ข้อมูล และจะใช้มันเข้าไปช่วยเสริมการทำงานของหน่วยงานอื่น ไม่ได้ไปทับซ้อน แต่ไปช่วยปกป้องผู้ฝากเงินและประชาชน” นายวิทัยกล่าว
1) เพิ่มการมองเห็นข้อมูลเส้นทางเงินต้องสงสัย ด้วยการใช้กฎหมาย/เกณฑ์ที่มีอยู่ (พ.ร.บ.สถาบันการเงิน และ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน) เข้าไปกำกับ ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมตามเงื่อนไขที่ ธปท. กำหนด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันไม่ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นช่องทำทุจริต เช่น กรณีมีเงินก้อนใหญ่ถูกโอนเข้าและออกเกือบจะทันที หรือบัญชีที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์พนันออนไลน์ เพื่อดำเนินการต่อหรือส่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของ ปปง. ในการดำเนินการต่อไป
โดย
- กำหนดให้สถาบันการเงิน ต้องรายงานธุรกรรมที่มีรูปแบบผิดปกติให้ ธปท. ตัวอย่างเช่น บัญชีค้าขายปกติรับยอด 800–2,000 บาทต่อวัน แต่จู่ๆ มีเงินโอนเข้าล้านบาทแล้วโอนออกทันที หรือมีเงินเข้าแล้วออกทันทีเป็นก้อนใหญ่ถี่ๆ ซึ่งสะท้อนธุรกรรมผิดธรรมชาติ
- ธปท. จะกำหนดประเภทธุรกรรมต้องสงสัยอย่างชัดเจน ว่าต้องรายงานและดำเนินการอย่างไรต่อไป
2) ยกระดับการกำกับดูแลและการรู้จักลูกค้าของผู้ใต้กำกับ เช่น สำหรับ ธพ. และสถาบันการเงินเฉพาะกิจโดยจะออกหลักเกณฑ์ยกระดับการทำความรู้จักลูกค้า (KYC/CDD) ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อจับจุดเสี่ยงและจัดการได้เร็ว รวมทั้งนำมาใช้ยกระดับการป้องกันต่อไปสำหรับผู้ให้บริการ e-wallet และ money transfer agentยกระดับการกำกับดูแลเทียบเท่า ธพ. เช่น มี customer profiling ตรวจสอบระบบการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และ enforce เมื่อพบว่าผู้ให้บริการเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย
- ผู้ให้บริการ e-wallet โดยเฉพาะด้าน KYC (know your customer กระบวนการเพื่อพิสูจน์ตัวตนของลูกค้า) และกำหนดเพดานวงเงินกรณีไม่พบตัวตน
- ร้านรับแลกเงิน ยกระดับมาตรฐาน กรองผู้เล่นให้มีคุณภาพ
กำกับธุรกรรมซื้อขายดอลลาร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายทอง
นายวิทัยกล่าวต่อถึงการดำเนินการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำว่า ธุรกรรมทองปัจจุบันมีผลกระทบต่อค่าเงินค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วง
การซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินบาทส่งผลให้ร้านทองต้องบริหารความเสี่ยง (square position) ทั้งการทำธุรกรรมทองคำกับต่างประเทศ และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX)
โดยปัจจุบัน ธปท. มีข้อมูลของร้านทองเฉพาะกรณีที่ร้านทองทำ FX กับ ธนาคารพาณิชย์ในประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลหากร้านทองซื้อขายทองคำกับตลาดต่างประเทศ การทำธุรกรรม FX ผ่านบริษัทในเครือในต่างประเทศ รวมทั้งกรณีทำธุรกรรมด้วยคริปโตเคอร์เรนซี
ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้น เพื่อติดตามผลกระทบต่อค่าเงิน และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ตรงจุดต่อไป
“แบงก์ชาติไม่มีอำนาจในการกำกับการซื้อขายทอง แต่ผมคิดว่าเราก็จะต้องเป็นหน่วยงานที่ยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ปัญหา แบงก์ชาติจะใช้ พ.ร.บ.แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นฐานในการเรียกข้อมูล เพื่อให้เข้าใจภาพรวมในระบบ และกำกับธุรกรรมการซื้อขายดอลลาร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายทอง ” นายวิทัยกล่าว
อธิบายค่าเงินบาท–ทุนไหลเข้า–เกณฑ์ Currency Manipulator
นายวิทัยยังได้อธิบายการแข็งตัวของค่าเงินบาท ที่แข็งค่าตั้งแต่ช่วงต้นปี ว่ามาจากดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทั่วโลก
ตั้งแต่ต้นปี 2568 เงิน USD ปรับอ่อนค่าราว 7% (ณ วันที่ 21 พ.ย.) จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้านค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเทียบ USD ที่ร้อยละ 5% โดยนอกจากเป็นผลของเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าแล้ว ยังมีปัจจัยเฉพาะ ได้แก่
ดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงกว่าคาดตั้งแต่ไตรมาส 1 จากการส่งออกที่เติบโตได้ดี
เงินลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งการเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร และการลงทุนโดยตรง (FDI)
การซื้อขายทองคำของคนไทย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะในปีนี้ ที่ราคาทองคำปรับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อราคาทองสูงขึ้น ลูกค้ามักจะขายทองในสกุลเงินบาทกับร้านทอง ร้านทองจึงต้องไปขายทองคำกับคู่ค้าในต่างประเทศ พร้อมกับทำธุรกรรม FX เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาท
นายวิทัยย้ำว่า ปัจจัยพื้นฐานจากเศรษฐกิจทำให้เงินบาทแข็งขึ้น “เราเกินดุลบัญชีเดือนสะพัดต้นปี 11.2 พันล้านดอลลาร์ ค่าเงินบาทก็แข็งค่า ต้นปีจาก 34.1 มาเป็น 33.91 ต่อดอลลาร์ จากนั้นแข็งค่าต่อเป็น 32.51 แข็งค่าภายใน 1 ไตรมาส 1.50 บาท หลังจากนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เกินดุลลดลงจาก 17.2 พันล้านดอลลาร์เหลือ 0.92 พันล้านดอลลาร์ ค่าเงินบาทก็เลยหยุดนิ่งที่ประมาณ 32.5 เพราะฉะนั้น ค่าเงินบาทแข็งค่าจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ ”
ที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับหลายสกุลเงินEM โดยมีบางประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่าจากปัจจัยเฉพาะ เช่น เวียดนาม ที่ผู้ส่งออกบางส่วนไม่แปลงรายได้จากดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินดอง และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น
“แบงก์ชาติอยากเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนเหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจจริงของเราอยู่ในแคมป์เดียวกัน อยู่ในซีกเดียวกัน” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัยชี้แจงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า ถ้าอยากเห็นบาทออ่อน แล้วทำไมแบงก์ชาติไม่แทรกแซง ว่า
สหรัฐฯ มีการประเมินการดูแลค่าเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่งรวมถึงไทย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศต่างๆ จะไม่ดูแลค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. ดูแลความผันผวนของค่าเงินเป็นหลักอยู่แล้ว ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาของ US Treasury (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็น currency manipulator ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่
- เกินดุลการค้าและบริการกับสหรัฐฯ มากกว่า 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- เกินดุลบัญชีเดินสะพัด (current account หรือ CA) มากกว่า 3% ของ GDP
- แทรกแซงค่าเงินด้านซื้อ FX สุทธิรวม มากกว่า 2% ของ GDP
นายวิทัยกล่าวว่า ไทยเข้าเกณฑ์ข้อ 1 และ 2 ไปแล้ว เหลือเพียงเกณฑ์ข้อ 3 ที่ “จำกัดวงเงินการแทรกแซง” ทำให้ ธปท. สามารถลดความผันผวนได้ แต่ไม่สามารถตรึงค่าเงินบาทไว้ระดับหนึ่งอย่างถาวร
“ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงินสำรอง เราซื้อได้มากกว่านี้เยอะ แต่เราถูกจำกัดด้วยเกณฑ์ระหว่างประเทศ ถามว่าวันหนึ่งเกิดภาวะจำเป็นจริงๆ มีการโจมตีค่าเงิน เราพร้อมจะนำเงินสำรองมาสาดไหม เราพร้อมเต็มที่ในการป้องกัน แต่ ณ ภาวะอย่างนี้ หน้าที่เราคือลดความผันผวน แบงก์ชาติลดความผันผวนได้ “
ตอบข้อเสนอ “ทำ QE แบบประเทศพัฒนาแล้ว”: โครงสร้างไทยต่าง
สำหรับเสียงวิจารณ์ว่า ทำไม ธปท. ไม่ใช้นโยบาย QE อัดฉีดสภาพคล่องขนาดใหญ่เหมือนประเทศพัฒนาแล้ว นายวิทัยอธิบายอย่างละเอียดว่า QE คือ การทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเรา โดยในต่างประเทศใช้ QE โดยซื้อพันธบัตรระยะยาว 10–30 ปี ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลง กระตุ้นภาคจริง เพราะดอกเบี้ยกู้บ้าน ดอกเบี้ยหุ้นกู้บริษัทเอกชน ผูกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเหล่านั้น
การทำ QE โดยการเข้าซื้อพันธบัตรอาจจะไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสม และไม่ได้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยได้มากนัก เนื่องจากภาคธุรกิจไทยระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แม้จะมีบางส่วนออกหุ้นกู้ แต่ส่วนใหญ่เป็นระยะไม่เกิน 5 ปี ดอกเบี้ยระยะยาวก็ต่ำอยู่แล้ว ดังนั้น การซื้อพันธบัตรที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับลดลง จึงไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจมากนัก ผล QE ต่อเศรษฐกิจจริงจึงจำกัด
“ที่สำคัญ หาก ธปท. พิมพ์เงินเข้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาวในระบบ เงินไหลเข้าในระบบ แต่ภาคเอกชน “ไม่ต้องการกู้เพิ่ม” เงินส่วนเกินในจำนวนนั้นจะไหลกลับมาเข้าตลาดซื้อคืนพันธบัตรหรือ RP ที่มีอัตราดอกเบี้ย 1.5% ปริมาณเงินสุทธิไม่ได้เพิ่มอย่างที่คิด”
“การแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือการให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันต้องอาศัยการลดต้นทุนความเสี่ยง ซึ่งเชื่อมโยงกลับไปยังโครงการแก้หนี้ครัวเรือนและกลไกค้ำสินเชื่อ SME ที่กำลังดำเนินการอยู่
ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ “ผ่อนคลาย ” มีช่องลดเพิ่มหากจำเป็น
ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกหรือไม่ ว่า ภาวะเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างจะโตช้า คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงได้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาประมาณ 1% ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จุดยืนของนโยบายสนับสนุนและอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายช่วยประคองเศรษฐกิจไป
“มองไปข้างหน้า อีก 2-3 อาทิตย์ คณะกรรมการก็จะพิจารณาข้อมูลล่าสุดอีกครั้งเพื่อประเมินว่า ความเหมาะสมจุดยืนที่ผ่อนคลายอยู่แล้ว จำเป็นต้องมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมหรือไม่” ดร.ปิติกล่าวและว่า แต่แนวโน้มคณะกรรมการนโยบายการเงินเห็นร่วมกันว่า นโยบายการเงินไม่เป็นอุปสรรคของการขยายตัว
สำหรับปัญหาหลักในด้านสินเชื่อ เป็นเรื่องของ credit cost มากกว่าต้นทุนทางการเงิน เศรษฐกิจที่โตช้าแล้วก็ต่ำกว่าศักยภาพในระยะปีหน้า ต้นตอของกิจกรรมที่โตช้าไม่ได้มีเพียงดอกเบี้ย จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการประมาณ 800 รายของประจำทุกปีพบว่า ต้นทุนทางการเงิน ไม่ได้เป็นปัจจัยต้นๆ ของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของโอกาสที่มองไปข้างหน้า ความไม่แน่นอน การลงทุน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น กติกาภาครัฐ เป็นปัจจัยที่สำคัญและแก้ยากกว่าพอสมควร
นายวิทัยปิดท้ายว่า ความจริงคือประเด็นและปัญหาเชิงโครงสร้างมีค่อนข้างมาก เช่น ขีดความสามารถการแข่งขัน กฎระเบียบภาครัฐ โครงสร้างประชากรสูงวัย และความไม่แน่นอนด้านการลงทุน มากกว่าจะเป็นเรื่อง “ต้นทุนการเงิน” เพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยมีผลในการเปลี่ยนแปลงพวกนี้จำกัด “ลดดอกเบี้ยช่วยได้ในบางมิติ เช่น ลดภาระดอกเบี้ยลูกหนี้ ลดแรงกดดัน NPL
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายการเงินยังเปิดช่องพร้อมพิจารณาปรับนโยบายให้ผ่อนคลายมากขึ้นหากข้อมูลเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าบ่งชี้ว่าจำเป็น