รักชนกถามกลับมีพรรคไหนอยู่เคียงข้างทหารชั้นผู้น้อยถูกกระทำ ย้ำเลิกพูดแก้ ม.112 แล้ว แต่ถูกแปะป้าย
วันนี้ (5 มกราคม) ที่บริเวณแยกสายไหม 56 รักชนก ศรีนอก และ น.ท. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 11 พรรคประชาชน
รักชนกกล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนสอบถาม รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์จุดยืนของพรรคประชาชน ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง โดยระบุว่า เพื่อน สส. ทุกวันนี้ที่ไปลงพื้นที่ก็จะเจอเหตุการณ์แบบนี้แทบทั้งหมด คำถามที่ตอบยาก หรือการแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร แต่มองว่า เป็นเรื่องปกติของการหาเสียง ไม่ใช่แค่พรรคประชาชน เชื่อว่าทุกพรรคก็ต้องเจอเหมือนกัน แต่ความรุนแรงอาจจะแตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตาม ที่ชัดเจนคือ คำถามเมื่อวานนี้ว่า ในสภาฯ เราทำงานบ้างหรือเปล่า ทำไมถึงแก้แต่มาตรา 112 ยังจะเอาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือไม่ ซึ่งต้องยืนยันว่า เรื่องมาตรา 112 ที่เราถูกโจมตี อยู่ในสภาฯ แทบไม่มีใครพูดถึงเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่เริ่มการเลือกตั้งมา ไม่ใช่แค่พรรคประชาชนที่เลิกพูดเรื่องนี้ด้วยซ้ำ มีแต่คนอื่นเอาป้ายนี้มาแปะเรา ในสภาฯ นี้พวกเราผลักดันตั้งแต่การคุ้มครองแรงงาน เพิ่มวันลาคลอดจาก 90 วัน เป็น 180 วัน ซึ่งสุดท้ายก็ได้มา 120 วัน และอนุญาตให้ผู้ชายสามารถลาไปช่วยเลี้ยงลูกได้ รวมถึง พ.ร.บ. อีกมากมายที่เราผลักดัน
“แต่สิ่งที่หลายท่านโจมตีเรา เป็นกระบวนการข้อมูลข่าวสาร ที่เขาทำสำเร็จจริงๆ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า เราแก้แต่มาตรา 112 และด้อยค่าทหาร ทั้งที่พรรคประชาชนแทบจะเป็นพรรคเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อมีทหารชั้นผู้น้อยโดนซ้อม โดนกระทำ ลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ เราออกมายืนเคียงข้างผู้ถูกกระทำและญาติผู้เสียชีวิต มีพรรคการเมืองไหนบ้างในวันที่ทหารชั้นผู้น้อยถูกซ้อม ถูกซ่อม แล้วออกมายืนเคียงข้างเขา ดิฉันก็เห็นมีอยู่วันนี้แหละ ที่หลายพรรคออกมาโจมตีพรรคประชาชน ดิฉันขอย้อนถามว่า ในวันที่ทหารชั้นผู้น้อยโดนกระทืบ โดนซ่อม หลายคนเสียชีวิต ล่าสุดอาจเป็นการอำพรางด้วยซ้ำ ท่านอยู่ที่ไหน” รักชนกกล่าว
ด้าน น.ท. กิตติพงษ์กล่าวว่า ตนเองเคยทำงานในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการการทหาร ทำให้มีโอกาสเข้าไปรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพี่น้องทหารหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะกรณีที่พลทหารถูกทำร้ายร่างกายและถูกทารุณ เราดำเนินการเรื่องนี้มาตลอด บอกได้เลยว่า ทหารส่วนมากให้การสนับสนุนพรรคประชาชน เพราะเราช่วยมาตลอด อย่างน้อยที่สุดเห็นได้จากผลการเลือกตั้งปี 2566 ในพื้นที่ทหารส่วนมากก็ลงคะแนนให้ความไว้วางใจกับพรรคก้าวไกล มีเพียงบางส่วนที่พยายามสร้างกระแส สร้างความแตกแยก ระหว่างพรรคประชาชนกับพี่น้องทหารและพี่น้องประชาชน
สำหรับคำถามที่ว่าทหารมีไว้ทำไม เราตอบได้ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาเราสนับสนุนกองทัพมาตลอดและเห็นว่าทหารมีความจำเป็นในการปกป้องรักษาอธิปไตยของประเทศไทย นโยบายของเราก็สนับสนุนเรื่องนี้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องการดูแลสวัสดิการของพี่น้องทหาร การยกระดับขีดความสามารถกองทัพ การพัฒนากองทัพด้วย Offset Policy การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นโยบายเหล่านี้ เรายังไม่เห็นพรรคอื่นที่นำเสนออย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าสิ่งที่เราเสนอจะเป็นการยกระดับกองทัพ และสามารถทำได้ เพราะเราดูทุกมิติ ทั้งงบประมาณ โครงสร้าง และกฎหมาย
“ดังนั้น ในข้อกล่าวหาที่ว่า พรรคประชาชนเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพ เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงเลย สามารถดูข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้จากการทำงานของกรรมาธิการการทหาร และนโยบายของพรรคประชาชน” น.ท. กิตติพงษ์กล่าว
รักชนกเสริมว่า ถ้าจะดูความจริงใจของพรรคการเมืองหรือนักการเมือง เวลาเขาพูดว่ารักชาติ รักพ่อแม่พี่น้องทหาร ท่านดูได้จากตอนที่เขาโหวตกฎหมาย พรรคประชาชนเรายื่นกฎหมายที่จะทำให้การทุจริตคอรัปชั่นในกองทัพ หรือการทำทารุณกรรมในกองทัพ ต้องมาขึ้นศาลพลเรือน เพราะทุกวันนี้หากขึ้นศาลทหาร ท่านนำเพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกันหรือพวกพ้องมาตัดสิน ทำให้การลงโทษไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น พวกเราเสนอกฎหมายให้การกระทำเหล่านี้ขึ้นศาลพลเรือน ให้ถูกพิพากษาแบบที่พลเรือนควรจะโดน ท่านไปดูว่านักการเมืองทุกวันนี้ออกมาโจมตีพวกเราว่า ไม่เอาทหาร พวกเขาโหวตอย่างไร
ส่วนพรรคประชาชนรักทหารหรือไม่นั้น รักชนกตอบว่า “หากถามว่าดิฉันรักทหารไหม ก็เหมือนคำถามอื่นๆ ว่า ดิฉันรักสื่อมวลชนไหม ดิฉันรักอาชีพหมอหรือพยาบาลไหม แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ดีและไม่ดีอยู่ในแต่ละอาชีพ แต่ดิฉันยืนอยู่เคียงข้างพ่อแม่พี่น้องทหารที่ถูกกระทำ และทหารชั้นผู้น้อยมาตลอด ไม่จำเป็นว่าจะต้องรักหรือไม่รักกัน แต่ดิฉันยืนอยู่เคียงข้างผู้ถูกกระทำ อยู่เคียงข้างความเป็นธรรม แล้วถ้าใครที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ดิฉันก็พร้อมยืนเคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะรักหรือไม่รักดิฉันก็ตาม”