โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เคาะแล้วโครงสร้างราคาก๊าซฯใหม่ เดินหน้าโซลาร์ชุมชน 1.5 พัน MW

The Better

อัพเดต 28 พ.ย. 2568 เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2568 เวลา 11.20 น. • THE BETTER
กพช.ไฟเขียว 5 มาตรการชุดใหญ่หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศเดินหน้าปรับโครงสร้างก๊าซใหม่ ลุยโซลาร์ฟาร์มชุมชนเคาะราคารับซื้อหน่วยละ 2.1 บาท พร้อมส่วนลดค่าไฟครัวเรือน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2568 (ครั้งที่ 174) โดยนายยอรรถพลฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ โดยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซ รวมถึงก๊าซที่ใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ใช้ต้นทุนเท่ากับราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรม จะใช้ราคา Pool Price ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของก๊าซจาก 3 แหล่ง ได้แก่ อ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า โดยราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่เข้าโรงแยกก๊าซจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่นำมาคำนวณใน Pool Price ร้อยละ 10 ซึ่งโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นผู้รับภาระส่วนต่างราคา โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

รวมถึงเปิดโอกาสให้สามารถทบทวนโครงสร้างราคาได้ หากสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนี้เห็นชอบให้บริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside หรืออุปกรณ์สูบถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากเรือขนส่ง LNG เข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จังหวัดระยอง วงเงินลงทุน 3,385 ล้านบาท ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2571 พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาการส่งผ่านภาระการลงทุนไปยังผู้ใช้พลังงานเฉพาะเท่าที่จำเป็น

ปัจจุบัน สถานี LNG แห่งที่ 2 มีอุปกรณ์ Topside ติดตั้งอยู่เฉพาะท่าเทียบเรือที่ 1 ขณะที่ท่าเทียบเรือที่ 2 เป็นท่าเรือเปล่าที่ก่อสร้างรองรับการติดตั้งไว้ตามแผนเดิม อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่สถานีเปิดให้บริการในปี 2565 ปริมาณเรือ LNG ที่เข้ามาเทียบท่าที่ 1 สูงกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้ต้องมีการซ่อมบำรุงใหญ่เร็วกว่ากำหนด กพช. จึงเห็นควรเร่งติดตั้งอุปกรณ์ Topside ที่ท่าเทียบเรือที่ 2 เพื่อรองรับการให้บริการในช่วงซ่อมบำรุงท่าเทียบเรือที่ 1 และเพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

ขณะเดียวกันที่ประชุมกพช.ได้มีมติเห็นชอบกรอบหลักการโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน (Community-based Solar Power Generation Project) รวมถึงอัตรารับซื้อไฟฟ้าและแนวทางการกำหนดส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ที่เข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยรูปแบบโครงการจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง รวมกำลังการผลิตไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ (MW)โดย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ด้วยอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีระยะเวลา 25 ปี ในรูปแบบ Non-Firm

ทางกฟภ. เป็นผู้นำส่งและจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการฯ ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยซึ่งอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่โครงการตั้งอยู่ โดย กฟภ. จะให้ส่วนลดไฟฟ้ากับครัวเรือนที่มีสถานะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ในชุมชนที่มีโรงไฟฟ้าได้รับการคัดเลือกมาแล้วมากกว่า 1 เดือน โดยมีสูตรการคำนวณส่วนลดค่าไฟฟ้าซึ่งได้คำนึงถึงอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโครงข่ายระบบไฟฟ้าแล้ว

สำหรับการกำหนดพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินโครงการฯ นายอรรถพลฯ ย้ำว่า จะต้องคำนึงถึงศักยภาพด้านพื้นที่ที่ใช้ในการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับขนาดกำลังการผลิต ปริมาณและรูปแบบการใช้ไฟฟ้า (Load Profile) ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ในพื้นที่ชุมชนให้สอดคล้องกับรูปแบบการผลิตไฟฟ้าของโครงการ และต้องคำนึงการกระจายประโยชน์จากโครงการให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง (มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน) เป็นสำคัญ ในส่วนของการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการในแต่ละพื้นที่ชุมชนจะพิจารณาจากความพร้อมด้านคุณสมบัติและเทคนิค โดยใช้หลักการยื่นข้อเสนอก่อนได้สิทธิ์การพิจารณาก่อน (First Come First Served: FCFS) เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่าเอกชนที่ได้รับคัดเลือกจะมีความสามารถในการพัฒนาโครงการให้สำเร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามแผนที่กำหนดไว้ ตลอดจนสามารถดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพได้ตลอดอายุสัญญา

นายอรรถพล กล่าวว่า ผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละราย มีสิทธิได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้พัฒนาโครงการ ได้สูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ โดย กฟภ. จะเป็นผู้พิจารณาคำเสนอขายไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด

ขณะเดียวกันในส่วนการดำเนินการเพื่อให้มีการกำกับดูแลให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และมีการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อโครงข่ายระบบไฟฟ้าและการให้บริการของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายตลอดอายุสัญญา เอกชนผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการต้องมีการเข้าร่วมทุนกับบริษัทในเครือของ กฟภ. ก่อนลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โดยถือว่ามีคุณสมบัติเป็นผู้ร่วมทุนของบริษัทในเครือของ กฟภ. โดยไม่ต้องพิจารณาคุณสมบัติอื่นอีก ทั้งนี้ บริษัทในเครือของ กฟภ. จะถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนด้วยสัดส่วน ร้อยละ 10 ตลอดอายุสัญญา

นอกจากนี้ที่ประชุม กพช. เห็นชอบ แนวทางการดำเนินการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองหรือเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชน (IPS) เพื่อตอบรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่ม IPS โดยนายอรรถพลฯ เปิดเผย รายละเอียดแนวทางการดำเนินการสำหรับกลุ่ม IPS ที่ กพช. เห็นชอบแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้ กลุ่มที่สามารถพิจารณาอนุญาตได้ต่อเนื่องครอบคลุม กลุ่มที่สามารถพิจารณาอนุญาตได้อย่างต่อเนื่องทันที ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Self-Consumption) ทุกเชื้อเพลิงที่ประกอบกิจการในพื้นที่ผู้ใช้ไฟฟ้า (On-site) โครงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Private PPA) เฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)

และกลุ่มที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาต ครอบคลุมโครงการ Self-Consumption ทุกเชื้อเพลิงนอกพื้นที่ผู้ใช้ไฟฟ้า (Off-site) โครงการ Private PPA ทุกเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ Solar Rooftop (ทั้ง On-site และ Off-site) ผู้รับใบอนุญาตรายเดิมที่ยื่นขอต่ออายุ/ เปลี่ยนแปลง (ลด/เท่าเดิม) / โอน-ควบรวมกิจการในภายหลังโดยในกลุ่ม 2 นี้ จะพิจารณาอนุญาตเฉพาะกรณีที่ สำนักงาน กกพ. ได้รับคำขออนุญาตตาม พรบ. กกพ. พ.ศ. 2550 มาตรา 47 และ 48 แล้ว หรือเป็นโครงการได้รับอนุมัติ/อนุญาต/สิทธิจากรัฐ (เช่น CoP ขั้นต้น, BOI, อ.1, ร.ง.4) ก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2568

กลุ่มชะลอการรับคำขออนุญาตชั่วคราว ครอบคลุมโครงการที่มีลักษณะเดียวกับกลุ่มที่ 2.1 และ 2.2 แต่เป็นโครงการที่สำนักงาน กกพ. ยังไม่ได้รับคำขออนุญาต และโครงการ ยังไม่ได้รับอนุมัติ/อนุญาต/สิทธิจากรัฐ ก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2568 จะถูกชะลอการรับคำขอไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์หรือนโยบายใหม่ที่ชัดเจน โดยกพช. อนุมัติตามแนวทาง 3 กลุ่ม ดังกล่าวไปก่อนจนกว่าจะมีหลักเกณฑ์หรือนโยบายใหม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มีมติมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ดำเนินการร่วมกันเพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในด้านนโยบายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลกลุ่ม IPS ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...