โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

อัยการลุยฟ้อง‘เฮียม้อ-สมนึก’ คดีหุ้น ‘MORE’ หาก 16 ก.พ. ไร้เงา ล่าสุดศาลไม่ให้ประกัน "พรประภา"

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 12.59 น.

“ดีเอสไอ” รุกคืบส่งฟ้องผู้ต้องหาคดีทุจริต “หุ้นมอร์” ชุดใหญ่ ล่าสุดคุมตัว “กลุ่มพรประภา” ส่งศาลอาญาแล้ว หลังออกหมายจับเหตุเบี้ยวนัด พร้อมเตรียมส่งตัวกลุ่มผู้บริหารคนดัง “สมนึก ตงฮั้ว-เฮียม้อ” เข้าสู่กระบวนการศาล 16 ก.พ. นี้ เผยบทเรียน “โมเดลปล้นโบรก” เขย่าเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

ความคืบหน้าคดีทุจริตการซื้อขายหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE เดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของกระบวนการยุติธรรม หลังพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและควบคุมตัวผู้ต้องหากลุ่มสำคัญเข้าสู่ชั้นศาล ท่ามกลางการติดตามใกล้ชิดจากนักลงทุนและตลาดทุน ถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและมาตรการป้องกันเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต

เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 3 เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าคดีหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ว่า ช่วงเที่ยงวานนี้ (13 ม.ค.) พนักงานอัยการได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวรวม 3 ราย ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา นายอธิภัทร พรประภา และ นางอรพินธุ์ พรประภา ส่งฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว ล่าสุดศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว 3 ผู้ต้องหาตระกูล "พรประภา"

โดย นายเอกภัทร พรประภา หรือ คิม หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการ เพื่อรับทราบความคืบหน้า และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยมีผู้ต้องหาอีก 2 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว เดินทางมารายงานตัวพร้อมกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยภายหลังการเข้าพบอัยการ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางไปยังศาลอาญา เพื่อยื่นฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดในการซื้อขายหุ้น MORE อย่างเป็นทางการตามกระบวนการยุติธรรม

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนหลังจากการยื่นฟ้อง รวมถึงการพิจารณาในชั้นศาล ยังอยู่ระหว่างดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนในคดีดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีนี้รวมทั้งหมด 42 คน ซึ่งมีการส่งตัวไปยังพนักงานอัยการแล้ว 28 คน

ส่วนความคืบหน้าของผู้ต้องหา 3 คนสำคัญในกลุ่ม “พรประภา” ที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา นายอธิภัทร พรประภา และ นางอรพินธุ์ พรประภา ซึ่งทางพนักงานอัยการได้ทำหนังสือแจ้งมายัง DSI เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินการนำตัวผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าวมาส่งฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางมาตามกำหนดนัดพนักงานอัยการเมื่อ 5 ม.ค.2569

ทาง DSI จึงได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับเมื่อ 12 ม.ค.2569 ขณะนี้ได้ติดตามตัว และประสานงานเพื่อส่งผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มาส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการตามขั้นตอนกฎหมาย

สำหรับกระแสข่าวที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาบางรายอาจหลบหนีออกนอกประเทศ หากมีการหลบหนีจริงกระบวนการหลังจากที่อัยการสั่งฟ้องแล้ว จะเป็นขั้นตอนของการใช้ กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดี

นอกจากนี้ 16 ก.พ. 2569 จะมีนัดส่งตัวผู้ต้องหาอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ (สมนึก ตงฮั้ว), นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ (เฮียม้อ) และ นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ เข้าสู่กระบวนการศาลเช่นกัน หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มี ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีโอกาสนำหลักฐานมาหักล้าง เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำพิพากษาต่อไป

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า หุ้น MORE เป็นหนึ่งในบทเรียนที่รุนแรงซับซ้อนที่สุดตลาดทุนไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะของคดีดังกล่าวแตกต่างจากคดีหุ้นฉาวในอดีต และถือเป็นการยกระดับกลโกงขึ้นไปอีกขั้น

โดยความน่ากลัวกรณี MORE อยู่ที่การผสมผสานระหว่างการใช้ “เครดิต” และ “ช่องว่างของระบบ” อย่างแยบยล ผู้กระทำผิดอาศัยความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือชื่อเสียงตระกูล เพื่อสร้างความมั่นใจเป็นกลุ่มคนที่ไม่น่าจะโกง ขณะเดียวกันยังใช้ช่องว่างของกฎหมาย กลไกตลาด และเทคโนโลยี รวมถึงการใช้เครดิตในการกู้เงิน เพื่อนำเงินออกจากระบบโบรกเกอร์ในวงกว้าง

กรณี MORE ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าขาดประสิทธิภาพ การลงโทษที่เกิดขึ้นหลังผู้กระทำผิดหลบหนี หรือใช้เวลานานหลายปี ไม่สามารถช่วยเยียวยาความเสียหายได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากคดีหุ้นฉาว อย่าง MORE รวมถึง กรณีอื่น ๆ เช่น STARK, EARTH และ JKN ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับภาวะ “ความไม่เชื่อมั่น” ทั้งในแง่สภาพคล่องที่ลดลง นักลงทุนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ เลือกย้ายเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ความน่าสนใจตลาดหุ้นไทยโดยรวมก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ให้มุมมองว่า คดีนี้จะนำไปสู่การ “จัดระเบียบใหม่” ในฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการอนุมัติวงเงินซื้อขายขนาดใหญ่ ระดับ 50-100 ล้านบาท ที่ต่อจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินและสินทรัพย์อย่างเข้มงวดมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบตลาดทุนในอนาคต

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการพิเศษในการควบคุมบัญชีและตรวจสอบกระแสเงิน เพื่อสร้างเกราะป้องกันความปลอดภัยและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...