"ตายหรือยัง?" แอปสุดฮิตในจีน เช็กชื่อว่า ยัง(มีชีวิต)อยู่ไหม? รับสังคมคนโสดพุ่ง
ปัจจุบัน “ความเหงา” กลายเป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อมูลว่า ความเหงาสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ประมาณ 100 คนต่อชั่วโมง หรือมากกว่า 871,000 คนต่อปีทั่วโลก และมีประชากรถึง 1 ใน 6 ที่กำลังเผชิญกับภาวะความรู้สึกโดดเดี่ยวนี้
ที่สำคัญ คือ ปัญหาความเหงาเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย ไม่เฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยเพียงลำพังอย่างที่เคยเข้าใจกัน เพราะแม้กระทั่งคนหนุ่มสาว ที่กลางวันออกไปทำงาน น่าจะมีเพื่อน มีสังคม ก็ยังเผชิญวิกฤติความเหงากับเขาด้วย
เกิดเป็นปรากฏการณ์ล่าสุด คือ คนรุ่นใหม่จีนพากันดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นใหม่ ชื่อว่าสื่อ เลอ เมอ (Sile Me - 死了么) ที่แปลเป็นไทยก็คือ “ตายหรือยัง?” จนขึ้นแท่นแอปแบบเสียเงินที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดใน App Store บนแดนมังกรตอนนี้
ถ้าเทียบกับการส่งรูป “สวัสดีวันจันทร์” ที่ผู้สูงอายุใช้ส่งเพื่อบอกว่า “ฉันยังสบายดีนะ” แอป “สื่อ เลอ เมอ” ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน
Photo Credit : ChinaReportASEAN
สวัสดีวันจันทร์ แบบคนรุ่นใหม่
หน้าที่ของมันก็ตรงตัวตามชื่อแอป ว่า ตายหรือยัง? นั่นก็คือ การคอยตรวจเช็กความเป็นไปของผู้ที่พักอาศัยอยู่คนเดียว โดยกำหนดให้ผู้ใช้ต้อง "เช็กอิน" ด้วยการกดปุ่ม และหากผู้ใช้ไม่ได้กดปุ่มติดต่อกันเกิน 2 วัน แอปจะส่งข้อความไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินที่ผู้ใช้ระบุไว้
แอป "Are You Dead?" กลายเป็นกระแสไวรัลในขณะที่คนรุ่นใหม่ชาวจีนจำนวนมากขึ้นเลือกที่จะใช้ชีวิตตัวคนเดียว แทนการแต่งงานและมีครอบครัว ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุจำนวนมากก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวในบ้านโดยไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
Wei-Jun Jean Yeung ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์สังคมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าวว่า การเกิดขึ้นของแอปดังกล่าว ถือว่า ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย นั่นก็คือ “คนที่อยู่คนเดียว” ได้อย่างแท้จริง
"เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์ลดลง อายุขัยยืนยาวขึ้น การแต่งงานลดน้อยลง และอัตราการหย่าร้างพุ่งสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดครัวเรือนที่อยู่คนเดียวมากขึ้น ความกังวลนี้คือเรื่องจริง" Yeung กล่าว
Photo Credit : Unsplash@anthonytran
วิกฤติประชากรและทางเลือกของคนรุ่นใหม่
จีนบันทึกสถิติประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่สามในปี 2024 และในปี 2023 จีนได้เสียตำแหน่งประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้แก่ประเทศอินเดีย
ผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยอยู่ตามลำพังในขณะที่มีคนรุ่นใหม่คอยดูแลน้อยลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งประชากรวัยทำงานส่วนใหญ่ได้ย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่
ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากขึ้นเลือกที่จะเป็นโสดและอยู่คนเดียว หรือแต่งงานช้าลงและมีลูกน้อยลง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า สัดส่วนครัวเรือนที่อยู่อาศัยคนเดียวในจีนพุ่งสูงขึ้นเป็น 19.5% ในปี 2024 เมื่อเทียบกับ 7.8% เมื่อสองทศวรรษก่อน
Lyu หนึ่งในสามผู้ร่วมสร้างแอปดังกล่าว เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า กลุ่มเป้าหมายของแอป คือ คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตคนเดียวในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงอายุประมาณ 25 ปี
"คนกลุ่มนี้มักจะรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างรุนแรงเนื่องจากขาดผู้ที่จะพูดคุยด้วย… ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีใครล่วงรู้" Lyu กล่าว
ภาพสะท้อนความสิ้นหวัง
Biao Xiang จากสถาบัน Max Planck เพื่อมานุษยวิทยาสังคม กล่าวว่า คนหนุ่มสาวชาวจีนถูกเลี้ยงดูมาให้เชื่อว่าหากมุ่งมั่นเดินตามเป้าหมายเพียงอย่างเดียวจะประสบความสำเร็จ แต่ทัศนคตินี้กลับถูกทำลายลงด้วยเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและโอกาสในการทำงานที่ลดน้อยลง
การสมัครใช้แอปนี้เป็นวิธีการแสดงออกถึง "ความมองโลกในแง่ร้ายอย่างเงียบๆ" คล้ายกับกระแสอื่นๆ ที่แพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ เช่น เทรนด์ "ถั่งผิง" (Tang Ping) หรือการนอนราบ และ “ป่ายล่าน” (Bailan) หรือปล่อยให้มันเน่าเฟะ ที่คนรุ่นใหม่ยอมแพ้โชคชะตา และปล่อยให้ชีวิตเน่าไปเสียดีกว่า ซึ่งล้วนสื่อถึงการหยุดดิ้นรนเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง
Photo Credit : Unsplash@Vladislav Muslakov
"เมื่อพวกเขาดาวน์โหลดแอปนี้ มองว่ามันเป็นเหมือนงานศิลปะการจัดวางเชิงสัญลักษณ์ (Installation Art) ของกลุ่มคน ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากำลังแสดงถึงความสับสนและความวิตกกังวลบางอย่าง" Xiang กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์หลายคนมองว่าแอปนี้อาจมีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติมากกว่าสำหรับผู้สูงอายุ แม้ว่าผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกลในชนบทอาจจะใช้งานได้ยากก็ตาม
Yeung จาก NUS เสริมว่า แอปนี้และแอปที่คล้ายคลึงกัน (เช่น เซนเซอร์ตรวจจับที่ตู้เย็นหรือโทรทัศน์ที่สามารถรับรู้ได้ว่าไม่มีการใช้งานและส่งสัญญาณเตือนไปยังญาติ) จะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อประชากรในจีนและประเทศอื่นๆ เข้าสู่สังคมสูงวัย
"การอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าคนต้องเหงาเสมอไป แต่มีความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากสังคม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้คนเชื่อมต่อและมีส่วนร่วมกับชุมชน"
นักวิจารณ์ท้องถิ่นชื่นชมแอปนี้ แต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้คำว่า "ตาย" ในชื่อภาษาจีน โดยใน App Store นอกประเทศจีน แอปนี้จดทะเบียนในชื่อ "Demumu"
ทั้งนี้ มีความเห็นจาก Hu Xijin คอลัมนิสต์สายชาตินิยมที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชื่อแอปว่า ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็น 'ยังอยู่ไหม?' จะช่วยให้กำลังใจทางจิตใจแก่ผู้สูงอายุที่ใช้งานได้มากกว่าไหมนั้น
คำตอบจาก Lyu ผู้สร้างแอป ให้เหตุผลของการตั้งชื่อ “ตายหรือยัง” ว่า เพราะอยากให้มันทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราเห็น “คุณค่าของปัจจุบัน” ต่างหาก