โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เจ้าหญิงไอโกะกับกระแสเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมรับ"จักรพรรดิหญิง"และ"สายสืบทอดจักรพรรดิหญิง"

The Better

อัพเดต 03 ธ.ค. 2568 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2568 เวลา 10.50 น. • THE BETTER

หลายคนคงทราบแล้วว่าญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่อง "ไม่มีเชื้อพระวงศ์ชายมาสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิ" เรื่องนี้นี้มีสาเหตุสองประการ คือ

หนึ่ง พระบรมวงศ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันทรงไม่มีพระโอรส หรือ "ลูกชาย"

สอง พระบรมวงศ์ที่เคยมีมาแต่เดิม ถูกถอดฐานันดรในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เหลือเพียง "สายตรง" ของจักรพรรดิที่ดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น

เรื่องนี้มีวิธีแก้เฉพาะหน้าสองทาง คือ

หนึ่งพระบรมวงศ์สายตรงจะต้องมีพระประสูติกาล "เจ้าชาย" เพิ่มเติม หาไม่แล้วสายการสืบทอดราชบัลลังก์จะจบสิ้นลง

สอง ญี่ปุ่นอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายหรือกฎมณเฑียรบาลให้พระบรมวงศ์เดิมที่ถูกถอดฐานันดรให้เป็นสามัญชนตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับมาเป็นพระวงศ์อีกครั้งซึ่งสามารถให้พระวงศ์ชายที่สืบเชื้อสายจากจักรพรรดิอื่นๆ สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ได้

แต่เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยเฉพาข้อหนึ่ง แม้แต่ข้อสองก็มีปัญหาอันยุ่งยากมากมายทั้งมิติทางสังคมและการเมือง

ยังเหลืออีกวิธี คือการสถาปนาจักรพรรดิหญิง (女性天皇)

ทางเลือกนี้ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนพอสมควร โดยผลสำรวจความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์ไมนิจิ ชิมบุนในเดือนพฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 70% สนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นจักรพรรดิ

ตัวเลขจากผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวเกียวโดพบว่าประชาชน 79% สนับสนุนจักรพรรดิหญิง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากหนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนในเดือนพฤษภาคมที่กล่าวว่าญี่ปุุ่นควรพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะมี "จักรพรรดิหญิง" หรือ "สายการสืบทอดจักรพรรดิหญิง"

หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุนได้ทำการสำรวจความคิดในช่วงกลางเดือนเมษายน และผลการสำรวจพบว่าประชาชน 76% ระบุว่าหากมีการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์เพื่อให้มีจักรพรรดิหญิง บุคคลที่ควรเป็นจักรพรรดิหญิง คือ เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดาของเจ้าชายอะกิชิโนะ

ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นไม่เคยมีจักรพรรดิหญิง แต่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้วขาดช่วงไปในช่วงที่ก่อตัวเป็นรัฐสมัยใหม่

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "จักรพรรดิหญิง" (女性天皇) คือผู้หญิงที่ขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ ต่างจาก "จักรพรรดินี" (皇后) ซึ่งหมายถึงพระมเหสีของจักรพรรดิชาย

อีกคำหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือคำว่า "สายการสืบทอดจักรพรรดิหญิง" (女系天皇)

ทั้งสองคำนี้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของดีเบตเรื่องการเชิญผู้หญิงมาเป็นจักรพรรดิญี่ปุ่น

ประเด็นแรกก็คือ แม้ญี่ปุ่นจะมี "จักรพรรดิหญิง" (女性天皇) มาแล้ว 8 พระองค์ในอดีต แต่ทั้งหมดล้วนแต่สืบทอดตำแหน่งมาและถ่ายทอดตำแหน่งไปยังสายการสืบทอดฝ่ายชาย

นั่นคือ จักรพรรดิหญิงในอดีตของญี่ปุ่นนั้นหากมิได้โสดตลอดชีวิต ไม่ก็เป็นม่ายหลังจากแต่งงานกับสมาชิกราชวงศ์มาก่อน โดยที่ไม่มีใครแต่งงานหรือให้กำเนิดโอรส/ธิดาหลังจากขึ้นครองบัลลังก์

หมายความว่า จักรพรรดิหญิงในอดีตไม่ใช่ผู้ส่งต่อบัลลังก์ให้กับพระโอรสที่เกิดจากบุคคลอื่นนอกสายสืบทอดชายสายตรง แต่เป็นผู้รักษาบัลลังก์ชั่วคราวให้กับโอรสที่เกิดจากสายสืบทอดชายสายตรงเท่านั้น

สายสืบทอดชายสายตรงที่ว่านี้ คือ ผู้ชายที่เป็นสายเลือดโดยตรงจากจักรพรรดิองค์แรก คือ จักรพรรดิจิมมู เรียกว่า "สายเลือดจักรพรรดิ" (皇統)

ดังนั้น จักรพรรดิหญิงจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ "สายเลือดจักรพรรดิ" แต่เป็นคนคั่นกลางระหว่างสายหลวงเมื่อเกิดกรณีจำเป็นทางประวัติศาสตร์ แม้ว่าพระนางจะทรงสมรสหรือมีพระโอรสกับผู้ใดในเวลาที่ครองราชย์ก็ไม่นับว่าเป็น "สายเลือดจักรพรรดิ"

ยกตัวอย่างเช่น

กรณีของจักรพรรดิหญิงซุยโกะ ทรงเป็นพระราชธิดาของจักรพรรดิคินเม และต่อมาทรงเป็นพระจักรพรรดินีในจักรพรรดิบิดัตสึ หลังจากการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิบิดัตสึ จักรพรรดิโยเม และจักรพรรดิซูชุนติดต่อกัน คาดว่าเในเวลานั้นจะเกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่สมาชิกราชวงศ์เกี่ยวกับการเลือกผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เพื่อระงับความขัดแย้งนี้ พระนางได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างให้ขึ้นเป็น "จักรพรรดิ" และแต่งตั้งเจ้าชายอุมายาโดะ (หรือที่รู้จักกันในชื่อเจ้าชายโชโตกุ) พระราชของพระนางซึ่งเป็นพระโอรสของจักรพรรดิโยเม เป็นมกุฎราชกุมารผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (เจ้าชายโชโกตุสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน) ต่อมาเจ้าชายทามูระ พระราชนัดดาของจักรพรรดิบิดัตสึ ได้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นจักรพรรดิโจเม

อีกกรณี คือ จักรพรรดิหญิงโคเกียวคุ พระนางเป็นเหลนของจักรพรรดิบิดัตสึและต่อมาเป็นจักรพรรดินีแห่งจักรพรรดิโจเม หลังจากจักรพรรดิสวรรคต เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ ดังนั้นเพื่อเป็นการประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ พระนางจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ โดยไม่มีมกุฎราชกุมาร ต่อมาพระนางทรงสละราชสมบัติ แล้วเจ้าชายคารุ พระอนุชาของพระนางได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิโคเกียวคุ

นี่คือลักษณะที่ผู้หญิงเป็นจักรพรรดิชั่วคราวเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางการเมือง โดยที่ยังมี "สายเลือดจักรพรรดิ" คอยที่จะเป็นจักรพรรดิหลายคนอยู่แล้ว แต่เกิดความขัดแย้งกัน เพื่อยุติความขัดแย้งจึงให้ผู้หญิงขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ไปพลางๆ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย "ผู้ชายสายเลือดจักรพรรดิ" จึงรับช่วงต่อไปได้

ในบางกรณี การสถาปนาจักรพรรดิหญิงก็เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างราชสำนักกับรัฐบาลโชกุน (ราชสำนักเป็นประมุขแต่ในนาม ส่วนรัฐบาลโชกุนหรือรัฐบาลทหารคือผู้ปกครองประเทศที่แท้จริงตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ลงมา) เช่นกรณี จักรพรรดิโกมิซุโนซึ่งขัดแย้งกับรัฐบาลโชกุนตระกูลโทกุงาวะเกี่ยวกับ "กรณีจีวรม่วง" (ความขัดแย้งเรื่องราชสำนักและรัฐบาลใครมีอำนาจประทานจีวรม่วงอันเป็นสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ญี่ปุ่น) จักรพรรดิโกมิซุโนจึงได้สละราชสมบัติโดยไม่ได้แจ้งต่อรัฐบาลโชกุนแล้วมอบตำแหน่งจักรพรรรดิหญิงให้เจ้าหญิงโอกิชิซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการแต่งงานกับรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ การมอบตำแหน่งจักรพรรดิหญิงให้ญาติของรัฐบาลโชกุนก็เพื่อที่จะบีบให้พระนางเป็นโสดไปตลอดชีวิตและเพื่อกำจัด "สายเลือดจักรพรรดิ" ที่จะมีเชื้อสายของหญิงจากตระกูลโชกุนเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก เจ้าหญิงโอกิชิจึงได้เป็นจักรพรรดิหญิงเมโช โดยไม่มีอำนาจปกครองที่แท้จริงเพราะอำนาจยังอยู่ในมืออดีตจักรพรรดิโกมิซุโน และ 14 ปีต่อมา จักรพรรดิหญิงเมโช ได้สละราชสมบัติให้แก่เจ้าชายโชฮิโตะ (จักรพรรดิโกโคเมียว) พระอนุชาต่างมารดาของพระนาง

กรณีเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมีจักรพรรดิหญิงเป็นตัวคั่นกลาง ไม่มีใครที่จะแทรกแซง "สายเลือดจักรพรรดิ" ได้เลย

อย่างไรก็ตาม เพราะภาวะขาดแคลน "สายเลือดจักรพรรดิ" ในปัจจุบัน จึงเริ่มมีการพูดถึง "สายการสืบทอดจักรพรรดิหญิง" (女系天皇)

"สายการสืบทอดจักรพรรดิหญิง" พูดสั้นๆ ก็คือ ให้ผู้หญิงเป็นจักรพรรดิแม้พระนางสมรสมาก่อนหรือหลังครองราชย์ก็ดี โดยที่พระสวามีจะเป็นคนในพระราชวงศืหรือนอกพระราชวงศ์ก็ดี พระราชโอรสและธิดาย่อมมีสิทธิ์สืบทอดราชบัลบังก์ได้

ลักษณะนี้คล้ายกับการสืบทอดราชบัลลังก์ในยุคโรปยุคปัจจุบัน ซึ่งแม้สตรีจะเป็นกษัตริย์หรือพระราชินีนาถเมื่อสวรรคตแล้ว พระโอรสหรือธิดาก็สืบทอดตำแหน่งต่อไป โดยไม่ต้องยึดมั่นอยู่กับความเป็นผู้ชาย ความเป็นผู้หญิง ความเป็นเชื้อสายตรงของปฐมกษัตริย์

วิธีการแก้ปัญหานี้อาจจะง่ายสำหรับประเทศอื่น แแต่ไม่ใช่สำหรับญี่ปุ่น

ความยึดมั่นใน "สายเลือดจักรพรรดิ" หรือการสืบทอดสายเลือดของจักรพรรดิจิมมูของญี่ปุ่นแข็งแกร่งอย่างมาก เรื่องนี้ถือเป็น "ลักษณะแห่งชาติ" อย่างหนึ่ง หากพิจารณาว่าสถาบันจักรพรรดิคือศูนย์รวมจิตใจของชาติมาแต่โฐราณนาลกัลป์

อีกลักษณะหนึ่งของสถาบันจักรพรรดิ คือ มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาชินโตอย่างแยกไม่ออก โดยต้นสายของจักรพรรดินั้นมิใช่แค่จักพรรดิจิมมูแต่ยังมีเทพเจ้าที่คนญี่ปุ่นนับถือแต่โบราณอันถือเป็นผู้ให้กำเนิดประเทศด้วย พิธีกรรมของศาสนาชินโตกับพระราชพิธีของราชสำนักนั้นก็เกี่ยวข้องกับหลักการนี้อย่างเหนียวแน่น

ดังนั้น หากจะใช้ "สายการสืบทอดจักรพรรดิหญิง" ที่จะตัดขาด "สายเลือดจักรพรรดิ" โดยสิ้นเชิงก็จะเท่ากับทำให้ตัดขาดจากสายเลือดขององค์จิมมูและเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดประเทศญี่ปุ่น ยังไม่นับการที่ศาสนาชินโตถือคติเรื่อง "ความบริสุทธิ์" อย่างยิ่ง เมื่อสายการสืบทอดจากเทพเจ้าและจักรพรรดิที่สืบทอดจากเทพเจ้าถูกตัดขาดลง ก็เท่ากับทำให้ "สถาบันจักรพรดิและสถาบันศาสนา" หมดความชอบธรรมลงไปด้วย

กระนั้นก็ตาม ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่อาจประนีประนอมความขัดแย้งนี้ได้

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายหรือกฎมณเฑียรบาลให้พระบรมวงศ์เดิมที่ถูกถอดฐานันดรให้เป็นสามัญชนตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับมาเป็นพระวงศ์อีกครั้งซึ่งสามารถให้พระวงศ์ชายที่สืบเชื้อสายจากจักรพรรดิอื่นๆ สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ได้

อีกกรณีคือ หาก "เชื้อพระวงศ์รื้อฟื้นใหม่" ไม่อาจเป็นจักรพรรดิได้โดยตรง ก็อาจเป็นพระสวามีของจักรพรรดิหญิงได้ โดยที่พระราชโอรสหรือธิดาของทั้งคู่ก็มัศักดิ์ที่จะเป็นรัชทายาทสืบต่อไป

เรื่องนี้มีตัวอย่างในร่าง “กฎมณเฑียรบาล” ในรัชกาลเมจิ ซึ่งกำหนดให้จักรพรรดิหญิงสืบราชสันตติวงศ์ได้และให้พระราชโอรสธิดาสืบทอดตำแหน่งได้ ในมาตรา 13 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “พระสวามีของจักรพรรดิหญิงพึงเป็นบุคคลที่มีเชื้อสายจักรพรรดินีซึ่งกลายเป็นสามัญชนและมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์”

นี่เท่ากับยอมให้ผู้หญิงเป็นจักรพรรดิได้ มีพระสวามีได้ และมีพระโอรสธิดาได้ระหว่างการครองราชย์ซึ่งต่างจากยุคโบราณ เพียงแต่พระสวามีจะต้องเป็น "สายเลือดจักรพรรดิ" แม้ว่าสายเลือดจักรพรรดิผู้นี้จะมีศักดิ์ลดลงไปเป็นสามัญชนตามลำดับของกฎมณเฑียรบาล แต่ก็ยังถือเป็นสายเลือดโดยตรงของจักรพรรดิจิมมูอยู่นั่นเอง

ดังนั้น หากถามว่า เจ้าหญิงไอโกะจะสามารถเป็นจักรพรรดิหญิงได้หรือไม่? คำตอบก็คือย่อมเป็นได้ แต่ "เพื่อความสบายใจ" ของคนญี่ปุ่นในแง่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ก็อาจจะต้องแก้ไขกฎหมายเรื่องฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์เสียก่อน เพื่อให้พระบรมวงศ์ที่เป็น "สายเลือดจักรพรรดิ" แต่ถูกถอดสถานะไปตั้งแต่หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถกลับมาเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงไอโกะได้

หรือถ้าไม่แก้ไขกฎหมายนั้น ก็อาจแก้ไขกฏมณเฑียรบาลให้ "สายเลือดจักรพรรดิ" ที่เป็นสามัญชนสามารถสมรสกับเจ้าหญิงไอโกะได้

ปัญหาก็คือ ในยุคที่ไม่มีการ "คลุมถุงชน" ในพระราชวงศ์อีกต่อไปแล้ว การทำเช่นนี้จะยังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่? ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องคู่ครองนั้น ย่อมเป็นไปตามพระประสงค์ของเจ้าหญิงไอโกะแต่ผู้เดียว

เว้นแต่ว่าพระองค์จะมีพระดำริเป็นประการอื่น

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo by Shuji Kajiyama / POOL / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...