โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

แอ๊บบอต ชี้ คนไทยเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แนะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต-เลือกโภชนาการที่ดี สู่ภาวะเบาหวานสงบ

The Reporters

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 05.49 น.

แอ๊บบอต (Abbott) ส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคเบาหวานเนื่องในวันเบาหวานโลก มุ่งยกระดับการป้องกัน การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรก และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างรอบด้าน ส่งเสริมสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

คนไทยกว่า 6.5 ล้านคน กำลังเผชิญกับโรคเบาหวาน และต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขมากกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลจาก IDF Diabetes Atlas ปี 2025 ระบุว่า ความชุกของโรคเบาหวานในคนไทยอายุ 20-79 ปี อยู่ที่ 11.7% สูงเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 11.1% ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ และโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญ

ทพญ.ดร.อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้โรคเบาหวานเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยง แต่วิถีชีวิตคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความรุนแรงของโรค รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา

“ประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียกำลังเผชิญกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรมีแนวโน้มของการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง และการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานในเอเชียมากถึง 3 ใน 4 คน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการดูแลโภชนาการตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” ทพญ.ดร.อรุณี กล่าว

จากข้อมูลของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ภาวะเบาหวานสงบ (Remission) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ให้อยู่ต่ำกว่า 6.5% (48 mmol/mol) ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยารักษาเบาหวานโดยตรง

ทพญ.ดร.อรุณี ย้ำว่า แม้ภาวะเบาหวานสงบจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ป่วยหลายคนคาดหวัง แต่นี่ไม่ใช่การหายขาดจากโรค ต้นเหตุสำคัญอย่างภาวะดื้อต่ออินซูลิน และปัจจัยทางพันธุกรรมยังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาภาวะสงบนี้ไว้

อย่างไรก็ตาม การนำผลิตภัณฑ์อาหารสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมาใช้แทนมื้ออาหารบางส่วน หรือทั้งหมดในแต่ละวัน อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วนร่วมกับโรคเบาหวาน และกำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

“การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทนมื้ออาหาร เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสผสมผสานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลายเข้ามาในแผนการรับประทานของตน ซึ่งอาจส่งผลให้สามารถปฏิบัติตามแผนโภชนาการได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น” ทพญ.ดร.อรุณี กล่าว

การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ผลต้องอาศัยความตั้งใจและการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต ซึ่งการเตรียมแผนสำหรับมื้ออาหาร รวมถึงของว่าง เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน อาจพิจารณาใช้อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น กลูเซอนา ซึ่งให้สารอาหารที่หลากหลายที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ การเข้าใจเรื่องดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index: GI) จะช่วยให้เลือกอาหารได้ดียิ่งขึ้น อาหารที่มีค่า GI ต่ำจะย่อยช้ากว่า ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าลง

การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากร่างกายจะดึงกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์มากขึ้น และช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น กรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ควรออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำ เปลี่ยนมาใช้บันไดแทนลิฟต์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะภาวะขาดน้ำอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น

“การเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต และดูแลโภชนาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อช่วยให้การดูแลโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมโรคจนเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบได้”พญ.ดร.อรุณี กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...