5 พรรค เปิดศึกนโยบาย ‘ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า-รถเมล์อีวี’ มัดใจฐานเสียง
วันนี้ (7 มกราคม 2569) สภาองค์กรผู้บริโภคได้เปิดเวทีผู้บริโภคขยับนโยบายพรรคการเมืองขยายต่อ โดยมีพรรคการเมือง 5 พรรค ที่แสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายด้านระบบขนส่งสาธารณะที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพการเดินทางของประชาชน
นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทยและอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ปัญหาหลักของกรุงเทพฯ และประเทศไทยในปัจจุบัน คือ ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่มีเพียงพอ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาอุบัติเหตุจากการเดินทางและฝุ่น PM 2.5
ทั้งนี้กุญแจสู่การแก้ปัญหาเมือง ในปัจจุบัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีประชากร 14 ล้านคน แต่มีผู้ใช้ขนส่งสาธารณะเพียง 10% เท่านั้น
ขณะที่เมืองใหญ่ทั่วโลกมีสัดส่วนการใช้สูงถึง 50%-80% เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายหลักที่เน้นการดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น สำหรับนโยบายแรก คือ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย
ในปัจจุบันพบว่า มีการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ระยะทาง 250 กม. และจะเพิ่มรถไฟฟ้ารวมเป็น 500 กม. ในอนาคต
ปัญหาการใช้ระบบขนส่งสาธารณธะน้อย เนื่องจากค่าเดินทางรถไฟฟ้ามีราคาแพง หากเดินทางไป-กลับสุดสาย อาจมีค่าโดยสารสูงถึง 100 กว่าบาทต่อวัน ทำให้ขณะนี้มีผู้ใช้บริการใช้เพียง 1 ล้านคนต่อวัน
นายกฤชนนท์ กล่าวต่อว่า แนวทางแก้ไข คือ การกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ไม่จำกัดเส้นทาง, จำนวนสาย, สี หรือจำนวนครั้งในการต่อสาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยมักอาศัยอยู่ชานเมืองและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเดินทางที่สูง
ด้านนโยบายที่สอง คือ การยกเลิกรถเมล์ร้อนและใช้รถเมล์ไฟฟ้าแทนเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยกำหนดอัตราค่าโดยสาร 10 บาทต่อเที่ยว เมื่อรวมการเดินทางรถเมล์เชื่อมต่อรถไฟฟ้า จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป-กลับ อยู่ที่ 60 บาทต่อวัน หรือ 30 บาทต่อเที่ยว
ซึ่งสอดคล้องกับค่าแรงขั้นต่ำของกรุงเทพฯ ประมาณ 400 บาท ที่กำหนดให้ค่าใช้จ่ายเดินทางไม่ควรเกิน 15% ของรายได้ขั้นต่ำ ตามมาตรฐาน UN
“หากมีการเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาสำคัญของเมือง โดยเฉพาะการจราจรติดขัด ส่งผลให้คนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะสามารถกำหนดเวลาและลดเวลาในการเดินทางได้ ลดการใช้รถส่วนตัว ตลอดจนการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5” นายกฤชนนท์ กล่าว
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาขนส่งระบบรางในต่างจังหวัดนอกจากกรุงเทพฯ โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการพัฒนาขนส่งระบบรางในต่างจังหวัด เนื่องจากเป็นระบบที่ปลอดภัยและตรงเวลาที่สุด
ปัจจุบันรถไฟทางคู่มีการพัฒนาไปแล้ว 900 กม. ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มระยะทางรถไฟทางคู่เป็น 1,100 กม. เพื่อขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางทั่วประเทศ
นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับแนวคิดการควบคุมค่าใช้จ่ายการเดินทางไม่ให้เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ แต่มีแนวทางที่แตกต่างในการกำหนดราคาค่าโดยสารแบบ Zoning โดยเสนอค่าโดยสาร 5 - 30 บาท
สำหรับหลักการโซนนิ่ง (Zoning) เพื่อสร้างความเท่าเทียมและความเหมาะสมให้กับคนเดินทางใกล้ควรจ่ายน้อย คนเดินทางไกลควรจ่ายให้เหมาะสมแต่ไม่สูงเกินไป และกำหนดเพดานสูงสุดที่ 30 บาท ทั้งระบบ
โดยนโยบายนี้จะรวมทั้งระบบรถไฟฟ้าและรถเมล์ ให้เป็นระบบขนส่งสาธารณะเดียวกัน
ทั้งนี้เพื่อยุติการแบ่งแยกผู้โดยสารตามรูปแบบการขนส่ง เช่น รถเมล์สำหรับคนรายได้น้อย หรือรถไฟฟ้าสำหรับคนรายได้สูง โดยเป้าหมายเป็นการกระจายเมือง ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนตัวและการกระจายตัวของเมือง (Movement) รวมถึงแหล่งงานให้กระจายออกไปอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ
ขณะเดียวกันพรรคฯมีความพร้อมพัฒนาระบบรางในรูปแบบรถไฟฟ้าจตุรทิศ ที่เน้นย้ำถึงการลงทุนที่เหมาะสมและยั่งยืน โดยต่อยอดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเดิม ที่เชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ สู่หัวเมืองรอบนอก เช่น อยุธยา, นครปฐม, ฉะเชิงเทรา, มหาชัย, แม่กลอง
สำหรับการลงทุนแบบ Electrify แทนที่จะลงทุนสร้างทางรถไฟใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากปริมาณการเดินทางไม่สูงพอ ซี่งพรรคฯ จะเน้นการพัฒนารถไฟทางคู่เดิมให้เป็นระบบไฟฟ้า (Electrify) ทั่วประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้สูงสุด
นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า พรรคฯ มีนโยบายปรับปรุงรถเมล์ในกรุงเทพฯ ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ทั้งหมด แต่มีการตั้งข้อสังเกตและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการลงทุนถึงข้อกังวลโครงการเช่ารถเมล์ EV ของ ขสมก. ที่เพิ่งดำเนินการไป
โดยตั้งข้อสังเกตว่า อัตราค่าเช่าเมื่อเทียบกับค่าซื้อมีความผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนระยะยาว (Long Run) และภาระการอุดหนุน (Subsidy) ในอนาคต
ทั้งนี้ได้เสนอการปรับปรุงรูปแบบสัญญาการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมราคาได้ดีขึ้น และลดภาระ Subsidy ที่อาจใหญ่มากในระยะยาวPPP Net Cost เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่ยกให้เอกชนดำเนินการและควบคุมค่าโดยสาร ทำให้รัฐต้องอุดหนุนส่วนต่าง
ขณะที่การลงทุน PPP Gross Cost ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยภาครัฐจ้างเอกชนเดินรถและรัฐเป็นผู้กำหนดราคา ทำให้ใช้เงินอุดหนุนของรัฐน้อยกว่า
นอกจากนี้ยังมีการกระจายอำนาจและกองทุนขนส่งท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) ผ่านกองทุน 10 จังหวัดนำร่อง โดยพรรคฯ จะจัดตั้งกองทุนขนส่งเพื่อพัฒนาการเดินรถเมล์ในท้องถิ่น เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีการกระจายตัวของเมืองที่แตกต่างกัน
ซึ่งจะให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดเส้นทาง (route) ให้เหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ เพื่อให้มีเงินทุนในการพัฒนาเองรถไฟชานเมือง 10 เมือง
โดยใช้ประโยชน์จากรางรถไฟเดิมที่ถูกใช้เพียง 5%-10% ของศักยภาพสูงสุด (Capacity) เพื่อพัฒนาเป็นรถไฟชานเมือง เช่น เส้นทางเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งไม่ต้องลงทุนระบบไฟฟ้าใหม่ เพื่อขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่เมืองและต่อรถเมล์ภายในเมืองต่อไป
นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center พรรคประชาชน กล่าวว่า ทางพรรคฯเห็นด้วยกับแนวคิดการให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสาธารณะ
เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่อย่างเหมาะสม ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเคยเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกระจายอำนาจนี้เข้าสู่สภาฯ มาแล้ว และหวังให้พรรคการเมืองอื่นร่วมกันผลักดันกฎหมายนี้ต่อไป
ขณะเดียวกันพรรคประชาชนมีการประเมินการใช้งบประมาณที่จำเป็นในการสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะทั่วประเทศในลักษณะที่เข้าถึงได้นี้ วงเงิน 37,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาประมาณ 8 ปี โดยใช้รูปแบบการลงทุนในลักษณะกองทุนร่วมกับท้องถิ่นและจังหวัด เช่น อบจ. หรือเทศบาล
นายเดชรัต กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเห็นว่าการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งสาธารณะจะช่วยแก้ปัญหาหลายมิติพร้อมกัน ทั้งมลภาวะ และความผันผวนของราคาน้ำมันขนาดอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดบริการที่เข้าถึงได้ คาดการณ์ว่าจำเป็นต้องใช้รถ EV ประมาณ 5,600 คัน ทั่วประเทศ
ส่วนการจัดซื้อรถ EV จำนวนมากนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อน (Driver) หรือสะพานในการสร้างและผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตขึ้น
นอกจากขนส่งภายในเมืองแล้ว ยังเน้นย้ำความสำคัญของการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะใน 15 เมืองหลักของประเทศ ทั้งระบบรางและทางถนนด้วย
ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้แทนของพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคฯ มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขวิกฤตความปลอดภัยทางถนนและระบบขนส่งสาธารณะในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงเจตจำนงทางการเมือง (Political View) ที่ชัดเจนในการลดอัตราการบาดเจ็บเสียชีวิต โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับกลุ่มเด็กนักเรียนและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเดินทางที่มีคุณภาพ
ส่วนของพรรคการเมืองได้มีการนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาผ่านการขยายหน่วยแพทย์ฉุกเฉินระดับชุมชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยชีวิต และการผลักดันระบบขนส่งทางเลือกเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น
ผู้แทนจากพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคฯได้นำเสนอแนวคิดการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
สำหรับพื้นที่เมืองหลวง พรรคสนับสนุนการอุดหนุนงบประมาณโดยรัฐเพื่อลดค่าโดยสารให้ถูกลง ส่วนแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
อย่างไรก็ดีพรรคฯมีโมเดลสำหรับต่างจังหวัด โดยผลักดันขอนแก่นโมเดล เป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างท้องถิ่นและเอกชนในการระดมทุนและบริหารจัดการเอง
โดยรัฐมีหน้าที่หลักในการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและค้ำประกันเงินกู้แทนการจ่ายงบประมาณโดยตรง เพื่อสร้างระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนทั่วประเทศด้วยวิธีการที่สามารถปฏิบัติได้จริงและเห็นผลรวดเร็ว