โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลิกเกม “ลานีญา” : เมื่อมรสุมเป็นใจ และชัยชนะเชิงรุกในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ม.ค. เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. เวลา 03.19 น.
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 กับ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

พลิกเกม “ลานีญา” : เมื่อมรสุมเป็นใจ และชัยชนะเชิงรุกในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328

“อยุธยาพ่ายแพ้เพราะ ‘รอ’ ในวันที่น้ำไม่มา แต่รัตนโกสินทร์คว้าชัยเพราะ ‘รุก’ ในวันที่น้ำหลากท่วมทุ่ง”

ในรอยต่อประวัติศาสตร์สยาม น้ำคือมิตรแท้ และศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด หากยุทธศาสตร์ “รอน้ำ” คือลมหายใจที่หล่อเลี้ยงอยุธยามานานกว่า 400 ปี เหตุใดใน พ.ศ. 2310 ปราการธรรมชาติที่เคยซื่อตรงกลับทรยศราชธานีจนนำไปสู่กาลอวสาน? ทว่าในอีกเพียงไม่กี่สิบปีต่อมา เมื่อพม่ายกทัพกลับมาอีกครั้งในสงครามเก้าทัพ ผู้นำรุ่นใหม่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กลับสามารถ “บิด” วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ให้กลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่สยบกองทัพมหาอำนาจลงได้

บทความนี้จะพาย้อนไปสำรวจ “ตัวแปรลึกลับ”ที่ซ่อนอยู่ในมวลอากาศ และมหาสมุทร นั่นคือ เอลนีโญและลานีญาพยานวัตถุทางวิทยาศาสตร์ที่เผยให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ และชัยชนะของสยามอาจไม่ได้ถูกกำหนดเพียงปลายดาบ แต่ถูกจารึกไว้ในวงปีต้นไม้ และร่องรอยของมรสุมที่พัดผ่านแผ่นดิน

หากเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2310 คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 คือบทเรียนราคาแพงที่ธรรมชาติลงโทษความประมาทของการ “ตั้งรับนิ่ง” ในพระนคร เหตุการณ์ในอีก 18 ปีต่อมา ณ ต้นรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กลับกลายเป็นฉากทัศน์ที่กลับด้านอย่างสิ้นเชิง

ในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 สยามไม่ได้เผชิญความแห้งแล้งรุนแรง แต่กลับเผชิญมวลน้ำมหาศาล และฝนที่ตกชุกผิดปกติ ทว่าครั้งนี้ ผู้นำแห่งอาณาจักรใหม่ไม่ได้ทรงเลือกที่จะ “รอน้ำ” ให้มาช่วยรบ แต่ทรงเลือกที่จะ “ใช้น้ำ” และสภาพอากาศให้กลายเป็นอาวุธ เพื่อพิชิตกองทัพมหาอำนาจที่ใหญ่กว่าหลายเท่าตัว

จาก “เมกะดรอท” สู่ “มหาอุทกภัย” : อิทธิพลของลานีญารุนแรง

ข้อมูลจากดัชนีทางอุทกวิทยา และการวิเคราะห์ตะกอนดิน ระบุว่า หลังจากผ่านพ้นช่วงเอลนินโญที่ยาวนาน (Megadrought-เมกะดรอท) ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ในช่วง พ.ศ. 2328 ได้เกิดการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงสภาวะอากาศที่มีความชื้นสูงผิดปกติในระดับภูมิภาค ซึ่งในมุมมองของวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศสมัยใหม่ มีความสอดคล้องกับระบอบภูมิอากาศแบบลานีญา (La Niña–like conditions)

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแถบอินโด-แปซิฟิก อุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หอบมวลความชื้นมหาศาลเข้าสู่ไทย ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิด “น้ำท่วมใหญ่ปีมะเส็ง”ในกรุงเทพฯ จนต้องย้ายราชการไปว่าการบนพระที่นั่งสูง

นอกจากผิวน้ำในแปซิฟิกอุ่นขึ้นแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้ว่า สภาวะอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออกอาจเอื้อต่อรูปแบบที่คล้ายกับ Indian Ocean Dipole ในเชิงลบ (negative IOD–like conditions) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งเสริมกำลังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ให้หอบความชื้นเข้าสู่แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์อย่างต่อเนื่อง

สิ่งนี้น่าจะส่งผลให้ความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ป่าดงดิบแถบเทือกเขาตะนาวศรี และกาญจนบุรีอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่การรบที่ “ทุ่งลาดหญ้า” ที่เป็นสมรภูมิ “สงครามเก้าทัพ” กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมใหญ่มาก

ยังมีข้อมูลเสริมจากการประมวลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ (Paleoclimatology) โดยเฉพาะงานวิจัยของ Abram et al. (2020) และข้อมูลจากดัชนีภัยแล้งเอเชีย (MADA) ชี้ให้เห็นว่า ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่ในระยะที่ระบบภูมิอากาศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มของความชื้นมากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งมิใช่เหตุบังเอิญเชิงสถิติ หากแต่เป็นผลของพลวัตระดับภูมิภาคที่ดำรงอยู่ยาวหลายปี จนน่าจะอยู่ในช่วงที่พลวัตของระบบลานีญา (La Niña–like conditions) และสภาวะคล้ายอินเดียนโอเชียนไดโพลในเชิงลบ (negative IOD–like conditions) เอื้อต่อกัน

ร่องรอยจากอดีตที่ถูกบันทึกไว้ในปะการัง และวงปีไม้ บ่งชี้ว่า ช่วง พ.ศ. 2328 มหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออก (แถบทะเลอันดามัน) มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้กระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทวีกำลังแรงขึ้นอย่างมหาศาล หอบเอาความชื้น และมวลน้ำจากมหาสมุทรอินเดียเข้าปะทะกับแนวเทือกเขาตะนาวศรีอย่างต่อเนื่อง

สิ่งนี้อธิบายได้ว่า ทำไมสมรภูมิ “ทุ่งลาดหญ้า” ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาด่านเจดีย์สามองค์ จึงกลายเป็นพื้นที่รับน้ำมหาศาล จนกลายเป็นปลักโคลนที่กลืนกินกองทัพพม่าในสงครามเก้าทัพ

ในแง่ประวัติศาสตร์การศึก หากรัชกาลที่ 1 ทรงยึดถือตำราเดิมของกรุงศรีอยุธยา คงจะทรงเลือกปิดประตูเมืองกรุงเทพฯ และรอให้น้ำท่วมไล่ทัพพม่า 9 ทัพออกไป ทว่าบทเรียนจากคราวเสียกรุงสอนให้ทรงทราบว่า ความแปรปรวนของอากาศคือสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ การฝากชะตาไว้กับกำแพงเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ในวันที่บ้านเมืองเพิ่งสร้างเสร็จ จึงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายเกินไป

จุดเปลี่ยนสู่รัตนโกสินทร์ : จาก “กำแพงเมือง” สู่ “การเดินทัพเคลื่อนที่เร็ว”

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่ 1) ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ บทเรียนจากการล่มสลายของอยุธยาถูกนำมา “ถอดรหัส” ใหม่ทั้งหมด ทรงตระหนักดีว่า การฝากชะตากรรมไว้กับฟ้าฝนหรือกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป

ใน “สงครามเก้าทัพ” (พ.ศ. 2328) ที่พม่ายกทัพเพื่อมาตีกรุงรัตนโกสินทร์ โจทย์สำคัญที่กลับด้านจากครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาคือสภาพอากาศเปลี่ยนจากแล้งจัด เป็น “ฝนชุกผิดปกติ” หรือปรากฏการณ์ “ลานีญา” (La Niña) รุนแรง

บันทึกจดหมายเหตุร่วมสมัยระบุถึงน้ำท่วมใหญ่ในเขตพระนครในระดับที่สูงผิดปกติอย่างยิ่ง จนต้องย้ายที่ว่าราชการไปบนที่สูง ยืนยันถึงสภาวะลานีญาในขณะนั้นที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักทั่วลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สำหรับรัชกาลที่ 1 น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้คือ “สัญญาณเตือนภัย” ทรงทราบดีว่า หากปล่อยให้พม่าหลุดรอดจากด่านชายแดนเข้ามาถึงพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ทหารฝ่ายสยามจะตกอยู่ในสภาวะลำบากเช่นกัน เพราะพื้นที่รับน้ำจะเปลี่ยนสภาพน่านน้ำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการป้องกันเมืองที่เพิ่งสร้างใหม่

หากทรงใช้ยุทธศาสตร์เดิมคือตั้งรับในเมือง เพื่อให้พม่าล้อมกรุงแล้วนั้น กรุงเทพฯ ที่เพิ่งสร้างใหม่ย่อมเปราะบางเกินกว่าจะต้านทานไหว การตัดสินใจส่ง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทวังหน้าในรัชกาลของพระองค์ขึ้นไปสกัดข้าศึกที่ทุ่งลาดหญ้า จึงเป็นการเปลี่ยนความเสียเปรียบของน้ำท่วมในเมืองให้กลายเป็นความได้เปรียบ โดยการ “กักข้าศึกไว้ในเขตฝนชุก” เพื่อให้ธรรมชาติทำหน้าที่ตัดเส้นทางเสบียง แทนการใช้กำลังทหารเข้าแลกเพียงอย่างเดียว

ยุทธศาสตร์ “สกัดกั้นนอกเมือง” (Active Defense)

เมื่อพระเจ้าปดุง (Bodawpaya) แห่งราชวงศ์คองบอง ทรงรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่น และปราบปรามอาณาจักรยะไข่ได้สำเร็จ มีพระราชประสงค์จะทำตามรอยพระเจ้าบุเรงนองในการปราบสยามให้ราบคาบ จึงทรงจัดกองทัพมหาศาลถึง 144,000 นาย แบ่งเป็น 9 ทัพ เข้าตีสยามพร้อมกันจากทุกทิศทาง โดยหวังจะใช้ “จำนวน” ที่มากกว่าเกือบ 2 เท่า (ฝ่ายสยามมีกำลังเพียงประมาณ 70,000 นาย) บดขยี้กรุงเทพฯ ที่เพิ่งสร้างใหม่

รัชกาลที่ 1 และวังหน้า ทรงเปลี่ยนวิธีคิดจากการเป็น “ผู้รอ” มาเป็น “ผู้กำหนด” เกมการรบกับพม่า ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุก (Active Defense) กล่าวคือ หากชัยภูมิที่ทุ่งลาดหญ้าคือ “กรงขัง” สภาพอากาศลานีญาที่ทำให้เกิดฝนตกชุก และน้ำหลาก ก็คือ “กุญแจ” ที่สยามใช้ล็อกกองทัพมหาศาลของพม่าให้อ่อนแรงลงจนพ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้มีดังนี้

1. ยุทธวิธี “หมาป่าล้อมแกะ” : การตัดเส้นทางลำเลียงบนบกและในน้ำ

กองทัพพม่ากว่า 1.4 แสนนาย ต้องการเสบียงมหาศาลในแต่ละวัน เส้นทางส่งกำลังจากเมืองเมาะตะมะผ่านด่านเจดีย์สามองค์เข้าสู่กาญจนบุรี มีลักษณะเป็นคอขวดเลียบไปตามเชิงเขาและลำน้ำสายเล็กสายน้อย เมื่อฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่า และดินโคลนถล่ม ขบวนเกวียน และช้างบรรทุกเสบียงของพม่าต้องเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงจัดตั้ง “กองโจรอาสาสมัคร” ซึ่งมีความชำนาญพื้นที่ป่าเขา และร่องน้ำ ทรงไม่ใช้กองทัพใหญ่เข้าปะทะตรงๆ แต่ใช้หน่วยขนาดเล็กซุ่มโจมตีขบวนเสบียงพม่าตามจุดอับ ทำลายขีดความสามารถการลำเลียง (Logistical Attrition) เส้นทางลำเลียงเสบียงของพม่าจากเมืองเมาะตะมะกลายเป็นโคลนตม พม่าต้องแบกเสบียงผ่านสันเขาที่เปียกแฉะ ทำให้ทหารนับแสนนายตกอยู่ในสภาวะอดอยาก

กระแสพระราชดำรัสที่ว่า “จะให้พม่าอดตาย” ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะทหารสยามอาศัยความได้เปรียบที่รู้แหล่งเสบียงในท้องถิ่น และสามารถถอยร่นเข้าหาค่ายใหญ่ได้รวดเร็ว ทิ้งให้พม่าต้องเผชิญกับความหิวโหยท่ามกลางความเปียกชื้นของลานีญา

2. “เรือเพรียวเรือเร็ว” : ยุทธศาสตร์น่านน้ำหลาก

ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแม่กลองมีระดับน้ำสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง ทัพพม่าซึ่งใช้เรือขนาดใหญ่หรือแพขนาดหนักมักจะประสบปัญหาการทวนน้ำที่เชี่ยวกราก และการเกยตื้นในจุดที่เป็นสันดอนใต้น้ำ ฝ่ายสยามจึงเปลี่ยนจากการใช้เรือปืนใหญ่หนัก ๆ มาใช้ “เรือเล็ก” (Light Watercraft) เช่น เรือเพรียว เรือมาด หรือเรือเร็ว ทำงานผสานกับกองทัพม้า และกองโจรเคลื่อนที่เร็ว (Mobile Warfare) ซุ่มโจมตีขบวนเสบียงในจุดที่พม่าเคลื่อนไหวลำบากที่สุด

ความคล่องตัวในทุ่งน้ำ : เมื่อน้ำท่วมทุ่งกว้างรอบลาดหญ้าและกาญจนบุรี เรือเล็กเหล่านี้สามารถ “ลัดทุ่ง” เข้าไปโจมตีค่ายพม่าหรือขบวนลำเลียงน้ำได้ในจุดที่เรือรบขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง

การเคลื่อนย้ายกำลังข้ามคืน : ขณะที่พม่าติดหล่มบนบก ฝ่ายไทยใช้เรือเล็กเหล่านี้ลำเลียงพล และอาวุธยุทโธปกรณ์เคลื่อนที่ผ่านร่องน้ำเล็ก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถ “รวมกำลัง” (Massing of forces) เข้าตีจุดอ่อนของข้าศึกในเวลาอันสั้น แล้วถอยร่นกลับเข้าที่ตั้งได้ก่อนพม่าจะจัดกระบวนทัพรับมือ

3. น้ำหลากคือแนวร่วม : การทำลายทางจิตวิทยา

สภาพน้ำหลากที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์ลานีญาไม่ได้ส่งผลเพียงแค่การส่งเสบียง แต่ยังสร้างสภาวะ “ขวัญเสีย” ให้พม่า สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ ทรงใช้สภาพอากาศที่ทัศนวิสัยปิดมืดในช่วงฝนชุก ทำกลอุบายถอยทัพออกตอนกลางคืน และยกเข้าตอนกลางวัน เพื่อให้พม่าเห็นว่าสยามมีกำลังเสริมมหาศาล

กลการศึกนี้ยิ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจทหารพม่าที่หนาวเหน็บ และหิวโหยให้พังทลายลง การเห็นเรือสยามปรากฏตัวขึ้นจากม่านฝน และพงหญ้าที่น้ำท่วมขัง พลางระดมยิงปืนนกสับแล้วล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พม่ารู้สึกเหมือนสู้กับ “กองทัพผี” ที่มากับสายน้ำ กำลังพลของพม่าที่เคยเป็นต่อด้านจำนวนจึงถูกบั่นทอนลงด้วยความเหนื่อยล้า โรคระบาดที่มากับความชื้น (เช่น ไข้ป่า ท้องร่วง) และการขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง

ยุทธวิธีตัดเสบียงด้วยเรือเล็กใน พ.ศ. 2328 โดยกองเรือเล็ก และยุทธการ “ตัดกระเพาะ” ข้าศึก คือการพิสูจน์ว่า “เทคโนโลยีทหารที่ก้าวหน้าที่สุด คือเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่สุด” พม่าอาจมีจำนวนพล และปืนใหญ่ที่เหนือกว่า แต่ในวันที่ลานีญาทำให้น้ำหลากท่วมทุ่ง กองเรือเล็ก และยุทธโธปกรณ์ขนาดเบาของสยาม กลับกลายเป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพที่พลิกโฉมหน้าสงคราม จากการ “ถูกล้อม” ในอดีต มาเป็นการ “ล้อมข้าศึกด้วยสภาพแวดล้อม” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์

บทสรุปเชิงวิเคราะห์ : ปรัชญาการรบที่เปลี่ยนไป

สงครามเก้าทัพคือประจักษ์พยานของการ “เอาชนะธรรมชาติด้วยความเข้าใจธรรมชาติ” สยามสามารถกอบกู้ และรักษาเอกราชไว้ได้ เพราะเลิกเป็นฝ่าย “รอ” และเริ่มเป็นฝ่าย “รุก” โดยใช้สภาพน้ำ และอากาศที่แปรปรวนเป็นแรงขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

ความแตกต่างระหว่างชัยชนะใน พ.ศ. 2328 และความพ่ายแพ้ใน พ.ศ. 2310 ไม่ได้อยู่ที่ใครมีกำลังพลมากกว่า (ซึ่งพม่ามีมากกว่าทั้ง 2 ครั้ง) แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพลวัตของโลก (Adaptability)

กรุงศรีอยุธยา (เสียกรุง พ.ศ. 2310) : ฝากชีวิตไว้กับ “กำแพงเมือง” และ “น้ำที่หวังว่าจะหลากมา” เป็นยุทธศาสตร์ที่แข็งทื่อ (Static) เมื่ออากาศแปรปรวนเป็นเอลนีโญ ปราการธรรมชาติจึงกลายเป็นกรงขัง การล่มสลายใน พ.ศ. 2310 สอนให้บรรพชนไทยรู้ว่า “ธรรมชาติไม่ใช่ปราการที่ถาวร” ยุทธศาสตร์ที่ฝากชีวิตไว้กับลมฟ้าอากาศ (Passive Defense) ย่อมพังทลาย เมื่อเกิดความแปรปรวนระดับโลกอย่างเอลนีโญ

รัตนโกสินทร์ (ศึกใหญ่ พ.ศ. 2328) : ในทางกลับกัน ชัยชนะในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 คือประจักษ์พยานของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุก (Active Defense) ที่ฝากชีวิตไว้กับ “ข่าวสาร” และ “การเคลื่อนไหวที่ฉับไว” และมีความเข้าใจในกลไกของโลกมากขึ้น

รัชกาลที่ 1 และวังหน้า ไม่ได้ทรง “รอน้ำ” เพื่อให้ข้าศึกถอย แต่ทรง “ใช้น้ำ” และสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจริงในห้วงเวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การศึก โดยอาศัยประสบการณ์ ข่าวสาร และความเข้าใจฤดูกาลอย่างลึกซึ้ง ทำการตัดเสบียงข้าศึกในป่า และไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่งในพระนคร บีบให้พม่าต้องพ่ายแพ้ต่อความหิวโหย และความเจ็บป่วย

บทเรียนจากเอลนีโญ พ.ศ. 2310 และลานีญา พ.ศ. 2328 ยังคงทำหน้าที่เป็นกระจกเงาเตือนใจว่า ความมั่นคงของอาณาจักรไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของกองทัพหรือความสูงของกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ปรับเปลี่ยนความเชื่อเดิม” ให้ทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

เพราะท้ายที่สุด ธรรมชาติอาจเป็นได้ทั้งปราการที่คุ้มภัยหรือเพชฌฆาตที่ลงทัณฑ์ อยู่ที่ว่าเราจะเลือก “นิ่งงัน” หรือ “ก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

รายการบรรณานุกรม (References)

กลุ่มงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ (Climate Science & Paleoclimatology)

Abram, N. J., Wright, N. M., Ellis, B., Dixon, B. C., Wurtzel, J. B., England, M. H., … & Gagan, M. K. (2020). Coupling of Indo-Pacific climate variability over the last millennium. Nature, 579(7799), 385-392. [อ้างอิงถึงความผันแปรของ IOD ในรอบสหัสวรรษ]

Cook, E. R., Anchukaitis, K. J., Buckley, B. M., D’Arrigo, R. D., Jacoby, G. C., & Wright, W. E. (2010). Asian monsoon failure and megadrought during the last millennium. Science, 328(5977), 486-489. [อ้างอิงถึงดัชนี MADA และสภาวะฝนชุกในภูมิภาคอุษาคเนย์]

Saji, N. H., Goswami, B. N., Vinayachandran, P. N., & Yamagata, T. (1999). A dipole mode in the tropical Indian Ocean. Nature, 401(6751), 360-363. [อ้างอิงหลักการทำงานของ Indian Ocean Dipole]

Ummenhofer, C. S., Sen Gupta, A., Li, Y., Taschetto, A. S., & England, M. H. (2011). Multi-decadal modulation of the El Niño–Indian Ocean Dipole relationship. Environmental Research Letters, 6(3), 034006. [อ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่าง ENSO และ IOD ที่ส่งผลต่อปริมาณฝน]

กลุ่มเอกสารประวัติศาสตร์และพงศาวดาร (Historical Sources)

กรมศิลปากร. (2542). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). (2531). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. [บันทึกรายละเอียดการรบที่ทุ่งลาดหญ้าและการขาดแคลนเสบียงของพม่า]

ประชุมจดหมายเหตุโหร ภาคที่ 1-2. (2548). กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. [อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีมะเส็ง พ.ศ. 2328]

สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ. (2542). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39: จดหมายเหตุคณะบาดหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กลุ่มบทวิเคราะห์ร่วมสมัย (Contemporary Analysis)

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2550). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: มติชน. [วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ทหารหลังยุคอยุธยา]

สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). (2547). สงครามเก้าทัพ: พม่ารบไทย. กรุงเทพฯ: มติชน. [บทวิเคราะห์เรื่องชัยภูมิและอิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อผลสงคราม]

สุเนตร ชุตินธรานนท์. (2544). สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310): พิจารณาจากเอกสารพม่า. กรุงเทพฯ: มติชน. [การปรับยุทธศาสตร์ของพม่าตามสภาพน้ำ]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มกราคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลิกเกม “ลานีญา” : เมื่อมรสุมเป็นใจ และชัยชนะเชิงรุกในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...