พลิกเกม “ลานีญา” : เมื่อมรสุมเป็นใจ และชัยชนะเชิงรุกในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328
พลิกเกม “ลานีญา” : เมื่อมรสุมเป็นใจ และชัยชนะเชิงรุกในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328
“อยุธยาพ่ายแพ้เพราะ ‘รอ’ ในวันที่น้ำไม่มา แต่รัตนโกสินทร์คว้าชัยเพราะ ‘รุก’ ในวันที่น้ำหลากท่วมทุ่ง”
ในรอยต่อประวัติศาสตร์สยาม น้ำคือมิตรแท้ และศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด หากยุทธศาสตร์ “รอน้ำ” คือลมหายใจที่หล่อเลี้ยงอยุธยามานานกว่า 400 ปี เหตุใดใน พ.ศ. 2310 ปราการธรรมชาติที่เคยซื่อตรงกลับทรยศราชธานีจนนำไปสู่กาลอวสาน? ทว่าในอีกเพียงไม่กี่สิบปีต่อมา เมื่อพม่ายกทัพกลับมาอีกครั้งในสงครามเก้าทัพ ผู้นำรุ่นใหม่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กลับสามารถ “บิด” วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ให้กลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่สยบกองทัพมหาอำนาจลงได้
บทความนี้จะพาย้อนไปสำรวจ “ตัวแปรลึกลับ”ที่ซ่อนอยู่ในมวลอากาศ และมหาสมุทร นั่นคือ เอลนีโญและลานีญาพยานวัตถุทางวิทยาศาสตร์ที่เผยให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ และชัยชนะของสยามอาจไม่ได้ถูกกำหนดเพียงปลายดาบ แต่ถูกจารึกไว้ในวงปีต้นไม้ และร่องรอยของมรสุมที่พัดผ่านแผ่นดิน
หากเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2310 คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 คือบทเรียนราคาแพงที่ธรรมชาติลงโทษความประมาทของการ “ตั้งรับนิ่ง” ในพระนคร เหตุการณ์ในอีก 18 ปีต่อมา ณ ต้นรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กลับกลายเป็นฉากทัศน์ที่กลับด้านอย่างสิ้นเชิง
ในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 สยามไม่ได้เผชิญความแห้งแล้งรุนแรง แต่กลับเผชิญมวลน้ำมหาศาล และฝนที่ตกชุกผิดปกติ ทว่าครั้งนี้ ผู้นำแห่งอาณาจักรใหม่ไม่ได้ทรงเลือกที่จะ “รอน้ำ” ให้มาช่วยรบ แต่ทรงเลือกที่จะ “ใช้น้ำ” และสภาพอากาศให้กลายเป็นอาวุธ เพื่อพิชิตกองทัพมหาอำนาจที่ใหญ่กว่าหลายเท่าตัว
จาก “เมกะดรอท” สู่ “มหาอุทกภัย” : อิทธิพลของลานีญารุนแรง
ข้อมูลจากดัชนีทางอุทกวิทยา และการวิเคราะห์ตะกอนดิน ระบุว่า หลังจากผ่านพ้นช่วงเอลนินโญที่ยาวนาน (Megadrought-เมกะดรอท) ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ในช่วง พ.ศ. 2328 ได้เกิดการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงสภาวะอากาศที่มีความชื้นสูงผิดปกติในระดับภูมิภาค ซึ่งในมุมมองของวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศสมัยใหม่ มีความสอดคล้องกับระบอบภูมิอากาศแบบลานีญา (La Niña–like conditions)
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแถบอินโด-แปซิฟิก อุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หอบมวลความชื้นมหาศาลเข้าสู่ไทย ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิด “น้ำท่วมใหญ่ปีมะเส็ง”ในกรุงเทพฯ จนต้องย้ายราชการไปว่าการบนพระที่นั่งสูง
นอกจากผิวน้ำในแปซิฟิกอุ่นขึ้นแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้ว่า สภาวะอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออกอาจเอื้อต่อรูปแบบที่คล้ายกับ Indian Ocean Dipole ในเชิงลบ (negative IOD–like conditions) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งเสริมกำลังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ให้หอบความชื้นเข้าสู่แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์อย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้น่าจะส่งผลให้ความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ป่าดงดิบแถบเทือกเขาตะนาวศรี และกาญจนบุรีอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่การรบที่ “ทุ่งลาดหญ้า” ที่เป็นสมรภูมิ “สงครามเก้าทัพ” กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมใหญ่มาก
ยังมีข้อมูลเสริมจากการประมวลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ (Paleoclimatology) โดยเฉพาะงานวิจัยของ Abram et al. (2020) และข้อมูลจากดัชนีภัยแล้งเอเชีย (MADA) ชี้ให้เห็นว่า ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่ในระยะที่ระบบภูมิอากาศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มของความชื้นมากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งมิใช่เหตุบังเอิญเชิงสถิติ หากแต่เป็นผลของพลวัตระดับภูมิภาคที่ดำรงอยู่ยาวหลายปี จนน่าจะอยู่ในช่วงที่พลวัตของระบบลานีญา (La Niña–like conditions) และสภาวะคล้ายอินเดียนโอเชียนไดโพลในเชิงลบ (negative IOD–like conditions) เอื้อต่อกัน
ร่องรอยจากอดีตที่ถูกบันทึกไว้ในปะการัง และวงปีไม้ บ่งชี้ว่า ช่วง พ.ศ. 2328 มหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออก (แถบทะเลอันดามัน) มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้กระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทวีกำลังแรงขึ้นอย่างมหาศาล หอบเอาความชื้น และมวลน้ำจากมหาสมุทรอินเดียเข้าปะทะกับแนวเทือกเขาตะนาวศรีอย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้อธิบายได้ว่า ทำไมสมรภูมิ “ทุ่งลาดหญ้า” ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาด่านเจดีย์สามองค์ จึงกลายเป็นพื้นที่รับน้ำมหาศาล จนกลายเป็นปลักโคลนที่กลืนกินกองทัพพม่าในสงครามเก้าทัพ
ในแง่ประวัติศาสตร์การศึก หากรัชกาลที่ 1 ทรงยึดถือตำราเดิมของกรุงศรีอยุธยา คงจะทรงเลือกปิดประตูเมืองกรุงเทพฯ และรอให้น้ำท่วมไล่ทัพพม่า 9 ทัพออกไป ทว่าบทเรียนจากคราวเสียกรุงสอนให้ทรงทราบว่า ความแปรปรวนของอากาศคือสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ การฝากชะตาไว้กับกำแพงเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ในวันที่บ้านเมืองเพิ่งสร้างเสร็จ จึงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายเกินไป
จุดเปลี่ยนสู่รัตนโกสินทร์ : จาก “กำแพงเมือง” สู่ “การเดินทัพเคลื่อนที่เร็ว”
เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่ 1) ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ บทเรียนจากการล่มสลายของอยุธยาถูกนำมา “ถอดรหัส” ใหม่ทั้งหมด ทรงตระหนักดีว่า การฝากชะตากรรมไว้กับฟ้าฝนหรือกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป
ใน “สงครามเก้าทัพ” (พ.ศ. 2328) ที่พม่ายกทัพเพื่อมาตีกรุงรัตนโกสินทร์ โจทย์สำคัญที่กลับด้านจากครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาคือสภาพอากาศเปลี่ยนจากแล้งจัด เป็น “ฝนชุกผิดปกติ” หรือปรากฏการณ์ “ลานีญา” (La Niña) รุนแรง
บันทึกจดหมายเหตุร่วมสมัยระบุถึงน้ำท่วมใหญ่ในเขตพระนครในระดับที่สูงผิดปกติอย่างยิ่ง จนต้องย้ายที่ว่าราชการไปบนที่สูง ยืนยันถึงสภาวะลานีญาในขณะนั้นที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักทั่วลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับรัชกาลที่ 1 น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้คือ “สัญญาณเตือนภัย” ทรงทราบดีว่า หากปล่อยให้พม่าหลุดรอดจากด่านชายแดนเข้ามาถึงพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ทหารฝ่ายสยามจะตกอยู่ในสภาวะลำบากเช่นกัน เพราะพื้นที่รับน้ำจะเปลี่ยนสภาพน่านน้ำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการป้องกันเมืองที่เพิ่งสร้างใหม่
หากทรงใช้ยุทธศาสตร์เดิมคือตั้งรับในเมือง เพื่อให้พม่าล้อมกรุงแล้วนั้น กรุงเทพฯ ที่เพิ่งสร้างใหม่ย่อมเปราะบางเกินกว่าจะต้านทานไหว การตัดสินใจส่ง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทวังหน้าในรัชกาลของพระองค์ขึ้นไปสกัดข้าศึกที่ทุ่งลาดหญ้า จึงเป็นการเปลี่ยนความเสียเปรียบของน้ำท่วมในเมืองให้กลายเป็นความได้เปรียบ โดยการ “กักข้าศึกไว้ในเขตฝนชุก” เพื่อให้ธรรมชาติทำหน้าที่ตัดเส้นทางเสบียง แทนการใช้กำลังทหารเข้าแลกเพียงอย่างเดียว
ยุทธศาสตร์ “สกัดกั้นนอกเมือง” (Active Defense)
เมื่อพระเจ้าปดุง (Bodawpaya) แห่งราชวงศ์คองบอง ทรงรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่น และปราบปรามอาณาจักรยะไข่ได้สำเร็จ มีพระราชประสงค์จะทำตามรอยพระเจ้าบุเรงนองในการปราบสยามให้ราบคาบ จึงทรงจัดกองทัพมหาศาลถึง 144,000 นาย แบ่งเป็น 9 ทัพ เข้าตีสยามพร้อมกันจากทุกทิศทาง โดยหวังจะใช้ “จำนวน” ที่มากกว่าเกือบ 2 เท่า (ฝ่ายสยามมีกำลังเพียงประมาณ 70,000 นาย) บดขยี้กรุงเทพฯ ที่เพิ่งสร้างใหม่
รัชกาลที่ 1 และวังหน้า ทรงเปลี่ยนวิธีคิดจากการเป็น “ผู้รอ” มาเป็น “ผู้กำหนด” เกมการรบกับพม่า ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุก (Active Defense) กล่าวคือ หากชัยภูมิที่ทุ่งลาดหญ้าคือ “กรงขัง” สภาพอากาศลานีญาที่ทำให้เกิดฝนตกชุก และน้ำหลาก ก็คือ “กุญแจ” ที่สยามใช้ล็อกกองทัพมหาศาลของพม่าให้อ่อนแรงลงจนพ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้มีดังนี้
1. ยุทธวิธี “หมาป่าล้อมแกะ” : การตัดเส้นทางลำเลียงบนบกและในน้ำ
กองทัพพม่ากว่า 1.4 แสนนาย ต้องการเสบียงมหาศาลในแต่ละวัน เส้นทางส่งกำลังจากเมืองเมาะตะมะผ่านด่านเจดีย์สามองค์เข้าสู่กาญจนบุรี มีลักษณะเป็นคอขวดเลียบไปตามเชิงเขาและลำน้ำสายเล็กสายน้อย เมื่อฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่า และดินโคลนถล่ม ขบวนเกวียน และช้างบรรทุกเสบียงของพม่าต้องเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงจัดตั้ง “กองโจรอาสาสมัคร” ซึ่งมีความชำนาญพื้นที่ป่าเขา และร่องน้ำ ทรงไม่ใช้กองทัพใหญ่เข้าปะทะตรงๆ แต่ใช้หน่วยขนาดเล็กซุ่มโจมตีขบวนเสบียงพม่าตามจุดอับ ทำลายขีดความสามารถการลำเลียง (Logistical Attrition) เส้นทางลำเลียงเสบียงของพม่าจากเมืองเมาะตะมะกลายเป็นโคลนตม พม่าต้องแบกเสบียงผ่านสันเขาที่เปียกแฉะ ทำให้ทหารนับแสนนายตกอยู่ในสภาวะอดอยาก
กระแสพระราชดำรัสที่ว่า “จะให้พม่าอดตาย” ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะทหารสยามอาศัยความได้เปรียบที่รู้แหล่งเสบียงในท้องถิ่น และสามารถถอยร่นเข้าหาค่ายใหญ่ได้รวดเร็ว ทิ้งให้พม่าต้องเผชิญกับความหิวโหยท่ามกลางความเปียกชื้นของลานีญา
2. “เรือเพรียวเรือเร็ว” : ยุทธศาสตร์น่านน้ำหลาก
ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแม่กลองมีระดับน้ำสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง ทัพพม่าซึ่งใช้เรือขนาดใหญ่หรือแพขนาดหนักมักจะประสบปัญหาการทวนน้ำที่เชี่ยวกราก และการเกยตื้นในจุดที่เป็นสันดอนใต้น้ำ ฝ่ายสยามจึงเปลี่ยนจากการใช้เรือปืนใหญ่หนัก ๆ มาใช้ “เรือเล็ก” (Light Watercraft) เช่น เรือเพรียว เรือมาด หรือเรือเร็ว ทำงานผสานกับกองทัพม้า และกองโจรเคลื่อนที่เร็ว (Mobile Warfare) ซุ่มโจมตีขบวนเสบียงในจุดที่พม่าเคลื่อนไหวลำบากที่สุด
ความคล่องตัวในทุ่งน้ำ : เมื่อน้ำท่วมทุ่งกว้างรอบลาดหญ้าและกาญจนบุรี เรือเล็กเหล่านี้สามารถ “ลัดทุ่ง” เข้าไปโจมตีค่ายพม่าหรือขบวนลำเลียงน้ำได้ในจุดที่เรือรบขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง
การเคลื่อนย้ายกำลังข้ามคืน : ขณะที่พม่าติดหล่มบนบก ฝ่ายไทยใช้เรือเล็กเหล่านี้ลำเลียงพล และอาวุธยุทโธปกรณ์เคลื่อนที่ผ่านร่องน้ำเล็ก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถ “รวมกำลัง” (Massing of forces) เข้าตีจุดอ่อนของข้าศึกในเวลาอันสั้น แล้วถอยร่นกลับเข้าที่ตั้งได้ก่อนพม่าจะจัดกระบวนทัพรับมือ
3. น้ำหลากคือแนวร่วม : การทำลายทางจิตวิทยา
สภาพน้ำหลากที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์ลานีญาไม่ได้ส่งผลเพียงแค่การส่งเสบียง แต่ยังสร้างสภาวะ “ขวัญเสีย” ให้พม่า สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ ทรงใช้สภาพอากาศที่ทัศนวิสัยปิดมืดในช่วงฝนชุก ทำกลอุบายถอยทัพออกตอนกลางคืน และยกเข้าตอนกลางวัน เพื่อให้พม่าเห็นว่าสยามมีกำลังเสริมมหาศาล
กลการศึกนี้ยิ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจทหารพม่าที่หนาวเหน็บ และหิวโหยให้พังทลายลง การเห็นเรือสยามปรากฏตัวขึ้นจากม่านฝน และพงหญ้าที่น้ำท่วมขัง พลางระดมยิงปืนนกสับแล้วล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พม่ารู้สึกเหมือนสู้กับ “กองทัพผี” ที่มากับสายน้ำ กำลังพลของพม่าที่เคยเป็นต่อด้านจำนวนจึงถูกบั่นทอนลงด้วยความเหนื่อยล้า โรคระบาดที่มากับความชื้น (เช่น ไข้ป่า ท้องร่วง) และการขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง
ยุทธวิธีตัดเสบียงด้วยเรือเล็กใน พ.ศ. 2328 โดยกองเรือเล็ก และยุทธการ “ตัดกระเพาะ” ข้าศึก คือการพิสูจน์ว่า “เทคโนโลยีทหารที่ก้าวหน้าที่สุด คือเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่สุด” พม่าอาจมีจำนวนพล และปืนใหญ่ที่เหนือกว่า แต่ในวันที่ลานีญาทำให้น้ำหลากท่วมทุ่ง กองเรือเล็ก และยุทธโธปกรณ์ขนาดเบาของสยาม กลับกลายเป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพที่พลิกโฉมหน้าสงคราม จากการ “ถูกล้อม” ในอดีต มาเป็นการ “ล้อมข้าศึกด้วยสภาพแวดล้อม” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์
บทสรุปเชิงวิเคราะห์ : ปรัชญาการรบที่เปลี่ยนไป
สงครามเก้าทัพคือประจักษ์พยานของการ “เอาชนะธรรมชาติด้วยความเข้าใจธรรมชาติ” สยามสามารถกอบกู้ และรักษาเอกราชไว้ได้ เพราะเลิกเป็นฝ่าย “รอ” และเริ่มเป็นฝ่าย “รุก” โดยใช้สภาพน้ำ และอากาศที่แปรปรวนเป็นแรงขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
ความแตกต่างระหว่างชัยชนะใน พ.ศ. 2328 และความพ่ายแพ้ใน พ.ศ. 2310 ไม่ได้อยู่ที่ใครมีกำลังพลมากกว่า (ซึ่งพม่ามีมากกว่าทั้ง 2 ครั้ง) แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพลวัตของโลก (Adaptability)
กรุงศรีอยุธยา (เสียกรุง พ.ศ. 2310) : ฝากชีวิตไว้กับ “กำแพงเมือง” และ “น้ำที่หวังว่าจะหลากมา” เป็นยุทธศาสตร์ที่แข็งทื่อ (Static) เมื่ออากาศแปรปรวนเป็นเอลนีโญ ปราการธรรมชาติจึงกลายเป็นกรงขัง การล่มสลายใน พ.ศ. 2310 สอนให้บรรพชนไทยรู้ว่า “ธรรมชาติไม่ใช่ปราการที่ถาวร” ยุทธศาสตร์ที่ฝากชีวิตไว้กับลมฟ้าอากาศ (Passive Defense) ย่อมพังทลาย เมื่อเกิดความแปรปรวนระดับโลกอย่างเอลนีโญ
รัตนโกสินทร์ (ศึกใหญ่ พ.ศ. 2328) : ในทางกลับกัน ชัยชนะในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 คือประจักษ์พยานของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุก (Active Defense) ที่ฝากชีวิตไว้กับ “ข่าวสาร” และ “การเคลื่อนไหวที่ฉับไว” และมีความเข้าใจในกลไกของโลกมากขึ้น
รัชกาลที่ 1 และวังหน้า ไม่ได้ทรง “รอน้ำ” เพื่อให้ข้าศึกถอย แต่ทรง “ใช้น้ำ” และสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจริงในห้วงเวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การศึก โดยอาศัยประสบการณ์ ข่าวสาร และความเข้าใจฤดูกาลอย่างลึกซึ้ง ทำการตัดเสบียงข้าศึกในป่า และไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่งในพระนคร บีบให้พม่าต้องพ่ายแพ้ต่อความหิวโหย และความเจ็บป่วย
บทเรียนจากเอลนีโญ พ.ศ. 2310 และลานีญา พ.ศ. 2328 ยังคงทำหน้าที่เป็นกระจกเงาเตือนใจว่า ความมั่นคงของอาณาจักรไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของกองทัพหรือความสูงของกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ปรับเปลี่ยนความเชื่อเดิม” ให้ทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
เพราะท้ายที่สุด ธรรมชาติอาจเป็นได้ทั้งปราการที่คุ้มภัยหรือเพชฌฆาตที่ลงทัณฑ์ อยู่ที่ว่าเราจะเลือก “นิ่งงัน” หรือ “ก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง” นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
รายการบรรณานุกรม (References)
กลุ่มงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ (Climate Science & Paleoclimatology)
Abram, N. J., Wright, N. M., Ellis, B., Dixon, B. C., Wurtzel, J. B., England, M. H., … & Gagan, M. K. (2020). Coupling of Indo-Pacific climate variability over the last millennium. Nature, 579(7799), 385-392. [อ้างอิงถึงความผันแปรของ IOD ในรอบสหัสวรรษ]
Cook, E. R., Anchukaitis, K. J., Buckley, B. M., D’Arrigo, R. D., Jacoby, G. C., & Wright, W. E. (2010). Asian monsoon failure and megadrought during the last millennium. Science, 328(5977), 486-489. [อ้างอิงถึงดัชนี MADA และสภาวะฝนชุกในภูมิภาคอุษาคเนย์]
Saji, N. H., Goswami, B. N., Vinayachandran, P. N., & Yamagata, T. (1999). A dipole mode in the tropical Indian Ocean. Nature, 401(6751), 360-363. [อ้างอิงหลักการทำงานของ Indian Ocean Dipole]
Ummenhofer, C. S., Sen Gupta, A., Li, Y., Taschetto, A. S., & England, M. H. (2011). Multi-decadal modulation of the El Niño–Indian Ocean Dipole relationship. Environmental Research Letters, 6(3), 034006. [อ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่าง ENSO และ IOD ที่ส่งผลต่อปริมาณฝน]
กลุ่มเอกสารประวัติศาสตร์และพงศาวดาร (Historical Sources)
กรมศิลปากร. (2542). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). (2531). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. [บันทึกรายละเอียดการรบที่ทุ่งลาดหญ้าและการขาดแคลนเสบียงของพม่า]
ประชุมจดหมายเหตุโหร ภาคที่ 1-2. (2548). กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. [อ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีมะเส็ง พ.ศ. 2328]
สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ. (2542). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39: จดหมายเหตุคณะบาดหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
กลุ่มบทวิเคราะห์ร่วมสมัย (Contemporary Analysis)
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2550). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: มติชน. [วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ทหารหลังยุคอยุธยา]
สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). (2547). สงครามเก้าทัพ: พม่ารบไทย. กรุงเทพฯ: มติชน. [บทวิเคราะห์เรื่องชัยภูมิและอิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อผลสงคราม]
สุเนตร ชุตินธรานนท์. (2544). สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310): พิจารณาจากเอกสารพม่า. กรุงเทพฯ: มติชน. [การปรับยุทธศาสตร์ของพม่าตามสภาพน้ำ]
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มกราคม 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พลิกเกม “ลานีญา” : เมื่อมรสุมเป็นใจ และชัยชนะเชิงรุกในสงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com