โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ทรัมป์” ชงคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10% เขย่าหุ้นแบงก์สหรัฐ-เอกชนเตือนกระทบเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 09.42 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 02.42 น.

หุ้นธนาคาร-บริษัทบัตรเครดิตสหรัฐร่วงถ้วนหน้า หลังทรัมป์เสนอจำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% ท่ามกลางความกังวลอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น กระทบการใช้จ่าย และฉุดเศรษฐกิจในวงกว้าง

วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 03.26 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผู้บริหารธนาคารสหรัฐต่างเร่งรับมือกันอย่างโกลาหลตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในช่วงดึกของคืนวันศุกร์ว่า บริษัทบัตรเครดิตของสหรัฐจะถูกกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้ไม่เกิน 10%

มาตรการดังกล่าวฉุดราคาหุ้นของธนาคารรายใหญ่ในวันจันทร์ โดยหุ้นของ Citigroup, JPMorgan Chase, Wells Fargo และ Bank of America ร่วงลงราว 1–3% ขณะที่บริษัทที่พึ่งพาธุรกิจบัตรเครดิตเป็นหลักอย่าง Visa, Mastercard และ American Express ต่างปรับตัวลงเช่นกัน ส่วน Capital One ซึ่งพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่มาจากบัตรเครดิต ราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 7%

ทรัมป์เสนอให้จำกัดเพดานดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม โดยแม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะบังคับใช้ได้อย่างไร แต่อุตสาหกรรมการเงินส่งสัญญาณชัดว่า มาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่ตั้งใจต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม

ธนาคารและนักวิเคราะห์ ระบุว่า การกำหนดเพดานดอกเบี้ย 10% จะทำให้ธุรกิจบัตรเครดิตในหลายส่วนขาดทุน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติเครดิตต่ำ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 19.7% ตามผลสำรวจรายสัปดาห์ของ Bankrate.com ขณะที่ลูกค้าซับไพรม์และบัตรร้านค้าเฉพาะแบรนด์มักเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่านั้นอีก

แทนที่จะให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ขาดทุน ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะยุติการปล่อยบัตรให้กับลูกค้าซับไพรม์ พร้อมทั้งปรับลดสิทธิประโยชน์และรางวัลต่าง ๆ ของโปรแกรมบัตรเครดิต แหล่งข่าวในอุตสาหกรรม ระบุว่า ผู้บริโภคอาจหันไปใช้จ่ายน้อยลง หรือพึ่งพาหนี้ไม่มีหลักประกันรูปแบบอื่น ซึ่งหลายกรณีมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรเครดิตเสียอีก

แหล่งข่าวระดับสูงของธนาคารรายใหญ่รายหนึ่ง กล่าวว่า“เราไม่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ที่ขาดทุนได้ ไม่มีทางที่เราจะลดทั้งพอร์ตลงมาเหลือ 10% …ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่านี่อาจฉุดเศรษฐกิจลงอย่างรวดเร็ว”

นักวิเคราะห์ของ KBW นำโดย Sanjay Sakhrani และ Chris McGratty ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 11 มกราคมว่า การใช้จ่ายที่ชะลอลงจะกระทบภาคธุรกิจอย่างสายการบิน ค้าปลีก และร้านอาหาร ซึ่งอาจต้องชดเชยรายได้ที่หายไปจากบัตรเครดิตด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ

สมาคมการค้าในอุตสาหกรรมการเงินได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันช่วงดึกวันศุกร์เพื่อคัดค้านมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าหลักฐานชี้ชัดว่าเพดานดอกเบี้ย 10% จะลดการเข้าถึงสินเชื่อ และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อครอบครัวชาวอเมริกันและผู้ประกอบการรายย่อยหลายล้านราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาตรการนี้ตั้งใจจะช่วยเหลือ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อุตสาหกรรมบัตรเครดิตต้องเผชิญกับแนวคิดควบคุมราคา เมื่อปีที่แล้ววุฒิสมาชิก Josh Hawley จากรัฐมิสซูรี และ Bernie Sanders จากรัฐเวอร์มอนต์ เคยเสนอร่างกฎหมายจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% เป็นเวลา 5 ปี แม้ร่างดังกล่าวจะยังค้างอยู่ในสภาคองเกรส

งานศึกษาที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดย Electronic Payments Coalition ระบุว่า หากกำหนดเพดานดอกเบี้ย 10% ผู้ออกบัตรอาจปิดบัญชีผู้ใช้เกือบ 90% หรือราว 175 ล้านคน โดยบัญชีส่วนใหญ่ของผู้ที่มีคะแนนเครดิตต่ำกว่า 740 จะถูกยกเลิก

อย่างไรก็ดีธนาคารยังไม่เห็นความชัดเจนว่าทรัมป์จะบังคับใช้มาตรการนี้ได้อย่างไร วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือผ่านกฎหมายในสภาคองเกรส ซึ่งไม่สามารถทำได้ทันตามกำหนดวันที่ 20 มกราคม ตามความเห็นของ Tobin Marcus หัวหน้าฝ่ายนโยบายสหรัฐของ Wolfe Research

ทางเลือกอื่นอาจเป็นการใช้หน่วยงานกำกับดูแลการเงิน เช่น Consumer Financial Protection Bureau แต่รัฐบาลทรัมป์เคยพยายามยุบหน่วยงานดังกล่าวหลายครั้ง และภาคอุตสาหกรรมก็ประสบความสำเร็จในการคัดค้านกฎของ CFPB ในศาลรัฐบาลกลางมาแล้ว

“ผมไม่เห็นอำนาจใดที่รัฐบาลจะใช้บังคับเรื่องนี้ได้ฝ่ายเดียวในวงกว้าง …การกำหนดเส้นตาย 20 มกราคม ดูเหมือนเป็นความพยายามกดดันให้ภาคเอกชนยอมทำโดยสมัครใจ”

แม้กลไกการบังคับใช้ยังไม่ชัดเจน แต่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต้องเผชิญความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยอาจถูกกดลงในรูปแบบการเจรจาประนีประนอมกับรัฐบาลในอนาคต McGratty จาก KBW กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า 10% เป็นเพียงข้อเสนอเปิดเกมหรือไม่ เพราะช่องว่างระหว่าง 10% กับอัตราที่บริษัทเรียกเก็บอยู่ในปัจจุบันยังห่างไกลมาก

ทั้งนี้ชาวอเมริกันมีหนี้บัตรเครดิตรวมกันสูงถึง 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ตามข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York โดยยอดหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคจำนวนมากใช้เงินออมที่สะสมไว้ช่วงการระบาดของโควิด-19 ไปแล้ว

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...