“ทรัมป์” ชงคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10% เขย่าหุ้นแบงก์สหรัฐ-เอกชนเตือนกระทบเศรษฐกิจ
หุ้นธนาคาร-บริษัทบัตรเครดิตสหรัฐร่วงถ้วนหน้า หลังทรัมป์เสนอจำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% ท่ามกลางความกังวลอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น กระทบการใช้จ่าย และฉุดเศรษฐกิจในวงกว้าง
วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 03.26 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผู้บริหารธนาคารสหรัฐต่างเร่งรับมือกันอย่างโกลาหลตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในช่วงดึกของคืนวันศุกร์ว่า บริษัทบัตรเครดิตของสหรัฐจะถูกกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้ไม่เกิน 10%
มาตรการดังกล่าวฉุดราคาหุ้นของธนาคารรายใหญ่ในวันจันทร์ โดยหุ้นของ Citigroup, JPMorgan Chase, Wells Fargo และ Bank of America ร่วงลงราว 1–3% ขณะที่บริษัทที่พึ่งพาธุรกิจบัตรเครดิตเป็นหลักอย่าง Visa, Mastercard และ American Express ต่างปรับตัวลงเช่นกัน ส่วน Capital One ซึ่งพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่มาจากบัตรเครดิต ราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 7%
ทรัมป์เสนอให้จำกัดเพดานดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม โดยแม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะบังคับใช้ได้อย่างไร แต่อุตสาหกรรมการเงินส่งสัญญาณชัดว่า มาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่ตั้งใจต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม
ธนาคารและนักวิเคราะห์ ระบุว่า การกำหนดเพดานดอกเบี้ย 10% จะทำให้ธุรกิจบัตรเครดิตในหลายส่วนขาดทุน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติเครดิตต่ำ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 19.7% ตามผลสำรวจรายสัปดาห์ของ Bankrate.com ขณะที่ลูกค้าซับไพรม์และบัตรร้านค้าเฉพาะแบรนด์มักเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่านั้นอีก
แทนที่จะให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ขาดทุน ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะยุติการปล่อยบัตรให้กับลูกค้าซับไพรม์ พร้อมทั้งปรับลดสิทธิประโยชน์และรางวัลต่าง ๆ ของโปรแกรมบัตรเครดิต แหล่งข่าวในอุตสาหกรรม ระบุว่า ผู้บริโภคอาจหันไปใช้จ่ายน้อยลง หรือพึ่งพาหนี้ไม่มีหลักประกันรูปแบบอื่น ซึ่งหลายกรณีมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรเครดิตเสียอีก
แหล่งข่าวระดับสูงของธนาคารรายใหญ่รายหนึ่ง กล่าวว่า“เราไม่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ที่ขาดทุนได้ ไม่มีทางที่เราจะลดทั้งพอร์ตลงมาเหลือ 10% …ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่านี่อาจฉุดเศรษฐกิจลงอย่างรวดเร็ว”
นักวิเคราะห์ของ KBW นำโดย Sanjay Sakhrani และ Chris McGratty ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 11 มกราคมว่า การใช้จ่ายที่ชะลอลงจะกระทบภาคธุรกิจอย่างสายการบิน ค้าปลีก และร้านอาหาร ซึ่งอาจต้องชดเชยรายได้ที่หายไปจากบัตรเครดิตด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ
สมาคมการค้าในอุตสาหกรรมการเงินได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันช่วงดึกวันศุกร์เพื่อคัดค้านมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าหลักฐานชี้ชัดว่าเพดานดอกเบี้ย 10% จะลดการเข้าถึงสินเชื่อ และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อครอบครัวชาวอเมริกันและผู้ประกอบการรายย่อยหลายล้านราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาตรการนี้ตั้งใจจะช่วยเหลือ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อุตสาหกรรมบัตรเครดิตต้องเผชิญกับแนวคิดควบคุมราคา เมื่อปีที่แล้ววุฒิสมาชิก Josh Hawley จากรัฐมิสซูรี และ Bernie Sanders จากรัฐเวอร์มอนต์ เคยเสนอร่างกฎหมายจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% เป็นเวลา 5 ปี แม้ร่างดังกล่าวจะยังค้างอยู่ในสภาคองเกรส
งานศึกษาที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดย Electronic Payments Coalition ระบุว่า หากกำหนดเพดานดอกเบี้ย 10% ผู้ออกบัตรอาจปิดบัญชีผู้ใช้เกือบ 90% หรือราว 175 ล้านคน โดยบัญชีส่วนใหญ่ของผู้ที่มีคะแนนเครดิตต่ำกว่า 740 จะถูกยกเลิก
อย่างไรก็ดีธนาคารยังไม่เห็นความชัดเจนว่าทรัมป์จะบังคับใช้มาตรการนี้ได้อย่างไร วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือผ่านกฎหมายในสภาคองเกรส ซึ่งไม่สามารถทำได้ทันตามกำหนดวันที่ 20 มกราคม ตามความเห็นของ Tobin Marcus หัวหน้าฝ่ายนโยบายสหรัฐของ Wolfe Research
ทางเลือกอื่นอาจเป็นการใช้หน่วยงานกำกับดูแลการเงิน เช่น Consumer Financial Protection Bureau แต่รัฐบาลทรัมป์เคยพยายามยุบหน่วยงานดังกล่าวหลายครั้ง และภาคอุตสาหกรรมก็ประสบความสำเร็จในการคัดค้านกฎของ CFPB ในศาลรัฐบาลกลางมาแล้ว
“ผมไม่เห็นอำนาจใดที่รัฐบาลจะใช้บังคับเรื่องนี้ได้ฝ่ายเดียวในวงกว้าง …การกำหนดเส้นตาย 20 มกราคม ดูเหมือนเป็นความพยายามกดดันให้ภาคเอกชนยอมทำโดยสมัครใจ”
แม้กลไกการบังคับใช้ยังไม่ชัดเจน แต่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต้องเผชิญความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยอาจถูกกดลงในรูปแบบการเจรจาประนีประนอมกับรัฐบาลในอนาคต McGratty จาก KBW กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า 10% เป็นเพียงข้อเสนอเปิดเกมหรือไม่ เพราะช่องว่างระหว่าง 10% กับอัตราที่บริษัทเรียกเก็บอยู่ในปัจจุบันยังห่างไกลมาก
ทั้งนี้ชาวอเมริกันมีหนี้บัตรเครดิตรวมกันสูงถึง 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ตามข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York โดยยอดหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคจำนวนมากใช้เงินออมที่สะสมไว้ช่วงการระบาดของโควิด-19 ไปแล้ว
อ้างอิง : www.cnbc.com