“RRP Semiconductor” หุ้น AI พุ่งแรงสุดในโลก 55,000% สะท้อนความเสี่ยงฟองสบู่ในอินเดีย
“RRP Semiconductor” หุ้น AI พุ่งแรงสุดในโลก 55,000% ในเวลาไม่ถึงสองปีจากกระแส AI และโซเชียลมีเดีย เริ่มเผชิญแรงกดดันหลังหน่วยงานกำกับดูแลเข้าตรวจสอบ
วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในโลกกำลังกลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักลงทุนที่ไล่ล่าผลตอบแทนมหาศาลจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย RRP Semiconductor Ltd. บริษัทที่แทบไม่มีใครรู้จักมาก่อน แม้แต่ในตลาดบ้านเกิดอย่างอินเดีย กลายเป็นกระแสฮือฮาในโซเชียลมีเดีย หลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 55,000% ภายในเวลาเพียง 20 เดือนจนถึงวันที่ 17 ธ.ค. นับเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลกในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงนี้เกิดขึ้นทั้งที่บริษัทมีผลประกอบการล่าสุดขาดทุน รายงานรายได้ติดลบ มีพนักงานประจำเพียง 2 คนตามรายงานประจำปีล่าสุด และมีความเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เพียงเล็กน้อย หลังเพิ่งเปลี่ยนจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาเน้นด้านชิปในช่วงต้นปี 2567 กระแสเชียร์หุ้นทางออนไลน์ จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดที่ต่ำมาก และฐานนักลงทุนรายย่อยในอินเดียที่ขยายตัวรวดเร็ว ส่งผลให้หุ้น RRP ปรับตัวขึ้นชนเพดานต่อเนื่องถึง 149 วันทำการ แม้ทั้งตลาดหลักทรัพย์และบริษัทเองจะออกมาเตือนความเสี่ยงแก่นักลงทุนแล้วก็ตาม
ขณะนี้การปรับขึ้นดังกล่าวเริ่มแสดงสัญญาณสะดุด และหน่วยงานกำกับดูแลกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของอินเดีย (SEBI) ได้เริ่มตรวจสอบความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับการพุ่งขึ้นของหุ้น RRP ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิด ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ หุ้นมูลค่าตลาดราว 1.7 พันล้านดอลลาร์ ถูกตลาดจำกัดการซื้อขายเหลือเพียงสัปดาห์ละครั้ง และราคาปรับตัวลงแล้วราว 6% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน
แม้กรณีของ RRP จะไม่น่ากระทบต่อภาพรวมการลงทุนใน AI ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความร้อนแรงผิดปกติในบางส่วนของตลาด โดยเฉพาะในอินเดีย ที่ยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตชิปจดทะเบียนในตลาด ทำให้นักลงทุนรายย่อยแห่เข้าลงทุนในหุ้นที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกระแสชิปโลก ขณะเดียวกันกรณีนี้ยังตอกย้ำความท้าทายของหน่วยงานกำกับดูแลในการปกป้องนักลงทุนจากพฤติกรรมเก็งกำไรเกินจริง
โสนัม ศรีวัสตวะ ผู้ก่อตั้ง Wryght Research & Capital กล่าวว่า “เซมิคอนดักเตอร์เป็นธีมที่ร้อนแรงมาก และนักลงทุนก็พร้อมจะซื้อหุ้นแทบทุกชื่อ เพราะอินเดียมีตัวเลือกจำกัด” พร้อมเสริมว่า ท่ามกลางความกังวลด้านมูลค่าหุ้น AI ทั่วโลก กรณีแบบ RRP อาจทำให้นักลงทุนไม่กล้าไล่ซื้อหุ้นเหล่านี้มากนัก
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์และบริษัทชิปในเอเชียเริ่มออกมาเตือนความเสี่ยงของการไล่ซื้อหุ้น AI เช่น ในจีน หุ้น Moore Threads Technology บริษัทสตาร์ทอัพชิป AI ที่เพิ่งเข้าตลาด ร่วงลง 13% เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. หลังออกมาเตือนความเสี่ยงการซื้อขาย แม้ราคายังเพิ่มขึ้นกว่า 500% นับตั้งแต่เข้าตลาด ส่วนในเกาหลีใต้ หุ้น SK Hynix ปรับตัวลงหลังตลาดหลักทรัพย์ยกระดับการเตือนความเสี่ยง เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่าสามเท่าในปี 2568
โฆษกของตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ (BSE) ระบุว่า มาตรการกำกับดูแลหุ้น RRP ทั้งหมดได้มีการสื่อสารผ่านประกาศตลาดแล้ว ขณะที่ RRP Electronics ซึ่งเป็นของราชเอนทรา โชดันการ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม RRP ปฏิเสธให้ความเห็นต่อคำถามของ Bloomberg News โดยอ้างถึงการอุทธรณ์ทางกฎหมายที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา
การเปลี่ยนแปลงของ RRP เริ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2567 เมื่อโชดันการ์ ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจเฉพาะทางอย่างระบบถ่ายภาพความร้อนและกล้องโดรนอาวุธ เข้าซื้อกิจการ G D Trading and Agencies Ltd. ด้วยการชำระหนี้เงินกู้ 80 ล้านรูปีเพื่อแลกกับหุ้น ต่อมาในเดือนเมษายน คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการขายหุ้นให้เขาในราคา 12 รูปี ต่ำกว่าราคาตลาด 40% ส่งผลให้เขาถือหุ้นเพิ่มเป็น 74.5% และลดสัดส่วนผู้ก่อตั้งเดิมเหลือต่ำกว่า 2% พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น RRP Semiconductor
สองเดือนก่อนหน้านั้น โชดันการ์ได้จัดตั้ง RRP Electronics Pvt. เพื่อพัฒนาโรงงานประกอบและทดสอบชิปในรัฐมหาราษฏระ ซึ่งความเชื่อมโยงดังกล่าวถูกนำมาใช้สร้างเรื่องราวว่าบริษัทจดทะเบียนอาจได้อานิสงส์จากกระแสเซมิคอนดักเตอร์
ในงานเปิดหน่วยงานใหม่ของ RRP Electronics เมื่อเดือนกันยายน 2567 ที่นาวีมุมไบ โชดันการ์กล่าวกับสื่อว่า “อินเดียกำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจเหนือมนุษย์ และเรื่องนี้พิสูจน์แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย” โดยมีมุขมนตรีรัฐมหาราษฏระและซาชิน เทนดุลการ์ ตำนานคริกเก็ตอินเดียเข้าร่วมงานด้วย
นโยบายผลักดันอุตสาหกรรมชิปของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งมีแพ็กเกจจูงใจมูลค่า 760,000 ล้านรูปี ดึงดูดการลงทุนที่ประกาศแล้วกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์จาก Micron, Tata Group, Foxconn และ HCL Technologies
แม้ RRP Semiconductor จะระบุว่า RRP Electronics เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน แต่บริษัทไม่ได้ถือหุ้นโดยตรงในกิจการดังกล่าว อย่างไรก็ตามนักลงทุนบางส่วนยังมอง RRP Semiconductor เป็นหุ้นเล่นธีมชิป ทั้งที่หุ้นกว่า 98% อยู่ในมือของโชดันการ์และกลุ่มใกล้ชิด ทำให้ปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำมาก
ในเดือนเมษายนปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้ถอนการอนุมัติการขายหุ้นของบริษัท ซึ่ง RRP อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ขณะที่ในเดือนตุลาคม ตลาดได้ออกคำเตือนนักลงทุน หลังจากนำหุ้นเข้ามาตรการกำกับดูแลสูงสุดต่อเนื่องเป็นปี
ก่อนหน้านั้น SEBI เคยเตือนในเดือนกันยายน 2567 ว่าบริษัทถูกห้ามเข้าตลาดทุน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อตั้งของ Shree Vindhya Paper Mills ซึ่งถูกเพิกถอนออกจากตลาดในปี 2560 และถูกห้ามเข้าตลาดเป็นเวลา 10 ปี
ด้านผลประกอบการ RRP รายงานรายได้ติดลบ 68.2 ล้านรูปี และขาดทุนสุทธิ 71.5 ล้านรูปี ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนกันยายน โดยรายได้ติดลบเกิดจากการย้อนกลับการรับรู้รายได้จากคำสั่งซื้อ 4.4 พันล้านรูปีที่ถูกยกเลิกจากข้อพิพาททางสัญญา
ท่ามกลางกระแส AI ที่เริ่มซาลง และการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ความเสี่ยงขาลงของหุ้น RRP จึงตกอยู่กับนักลงทุนที่แห่เข้าซื้อ รวมถึงตัวผู้ก่อตั้งเอง ซึ่งครอบครองหุ้นแทบทั้งหมดในตลาด
อ้างอิง : www.bloomberg.com