โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัดโพธิ์กับความเสี่ยง ต่อการสูญเสีย คุณค่ามรดกศิลปะสถาปัตยกรรม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

วัดโพธิ์กำลังทำลายคุณค่าทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของตนเองครั้งใหญ่โดยไม่รู้ตัว

หากใครไปเยี่ยมชมวัด ณ ปัจจุบันและมีโอกาสได้เดินเข้าไปจนถึงลานรอบพระอุโบสถ คงพบเห็น “อาคารชั่วคราวแบบถาวร” 4 หลังตั้งอยู่ภายในพื้นที่ลาน ในระยะที่ประชิดแนบติดกับพระระเบียงภายใน และพระปรางค์ทั้ง 4 มุมของพระระเบียง (3 หลังสร้างเสร็จเรียบร้อย ส่วนอีก 1 หลังกำลังก่อสร้าง)

นอกจากนี้ ยังมีเต็นท์โครงสร้างเหล็กอีก 1 หลังตั้งอยู่ภายในโดยที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะรื้อย้ายออกไปเมื่อไร

จากการเดินสำรวจพบว่า อาคาร 2 หลังออกแบบเป็นศาลาสำหรับนั่งประกอบศาสนพิธีในลักษณะอเนกประสงค์ ติดเครื่องปรับอากาศพร้อม และตกแต่งภายในอย่างดีจนไม่น่าจะถูกสร้างขึ้นในลักษณะชั่วคราว

อาคาร 1 หลังออกแบบเป็นนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติมีเนื้อหาว่าด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและนวดไทย (ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ)

ส่วนอีก 1 หลังที่กำลังก่อสร้าง มีป้ายไวนิลระบุข้อความว่า “อาคารนิทรรศการ (ชั่วคราว)” แต่จากโครงสร้างเหล็กที่ปรากฏ ดูแล้วน่าเชื่อว่าจะตั้งอยู่ค่อนข้างถาวร

ส่วนเต็นท์โครงสร้างเหล็ก ในช่วงสุดสัปดาห์จะใช้จัดกิจกรรมฝึกโขนสำหรับเยาวชน

กิจกรรมทั้งหมดที่ปรากฏ ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ดีน่าสนับสนุนทั้งนั้น

แต่ปัญหาคือ วัดโพธิ์ไม่ควรนำมาใส่ไว้ภายในลานรอบพระอุโบสถเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างอาคารขนาดใหญ่ขึ้นถึง 4 หลังเพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว

ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยและนวดไทย มีจารึกและประติมากรรมที่แสดงถึงเรื่องนี้ที่เป็นของแท้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ติดตั้งอยู่หลายจุดภายในวัด ซึ่งควรให้นักท่องเที่ยวได้เดินไปสัมผัสของจริงมากกว่าการเดินมาชมนิทรรศการจำลองปลอมๆ

หรือหากวัดคิดว่าควรมีป้ายสำหรับอธิบายข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องลึกซึ้งก่อนที่จะเดินไปชมของแท้ วัดก็ควรออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับจารึกและประติมากรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาตั้งอยู่ในลานรอบพระอุโบสถ

และหากวัดตระหนักถึงคุณค่าของวัดโพธิ์อย่างแท้จริง วัดก็ควรที่จะคิดออกแบบการจัดแสดงรูปแบบใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็น VR, AR, หรือสื่อดิจิทัลมากมาย ณ ปัจจุบัน

โดยละเว้นการสร้างสิ่งปลูกสร้างแปลกปลอมขึ้นมาทำลายแผนผังที่สมบูรณ์และลงตัวอยู่แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3

ลานรอบพระอุโบสถในปัจจุบัน,ลานรอบพระอุโบสถในอดีต

ส่วนศาลาอเนกประสงค์ติดแอร์ 2 หลัง ก็น่าตั้งคำถามมากว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนถึงกับยอมแลกกับการทำลายแผนผังเดิมอันสวยงามของวัดลงจนหมดสิ้น

หากมีกิจกรรมที่ต้องรองรับคนเป็นจำนวนมากจริง พื้นที่ภายในพระอุโบสถ ภายในพระระเบียง ไปจนถึงการนำเต็นท์ชั่วคราวมาตั้งเป็นครั้งๆ ก็น่าจะรองรับความต้องการได้เพียงพอ

การซ้อมและฝึกโขนก็เช่นกัน ควรมีและเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นเลยที่ต้องแลกการมีอยู่ของกิจกรรมนี้กับคุณค่าที่ต้องเสียไป

มีอาคารเป็นจำนวนมากที่อยู่นอกระเบียงคดที่สามารถนำมาใช้เพื่อทำกิจกรรมนี้ วัดไม่จำเป็นเลยต้องเอากิจกรรมทุกอย่างมาสุมรวมอยู่ข้างพระอุโบสถ

หลายคนอาจสงสัยว่า อาคารทั้ง 4 หลังสร้างขึ้นโดดๆ มิได้เข้าไปเจาะทำลายหรือกระทบตัวอาคารเดิมในทางกายภาพเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไมผมจึงเน้นย้ำหลายครั้งว่าสิ่งนี้คือการทำลายคุณค่าของวัดครั้งใหญ่

คำตอบคือ การวางผังวัดตามแบบจารีต, การทิ้งพื้นที่ (space) โล่งในบางส่วน, การออกแบบจังหวะความสัมพันธ์ของตัวอาคารแต่ละหลัง, การสร้างมุมมองเฉพาะในแต่ละจุด ฯลฯ ทั้งหมดล้วนมีนัยยะและความหมายที่ช่างในอดีตได้คิดขึ้นเอาไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดโพธิ์

พระระเบียงปัจจุบัน ถูกบดบังด้วยอาคาร 4 หลัง และเต็มไปด้วยคอมเพรสเซอร์แอร์, พระระเบียงในอดีต เปิดโล่งมองเห็นพระพุทธรูปภายในอย่างชัดเจน

จากการศึกษาของนักวิชาการมากมายล้วนเห็นตรงกันว่า ผังวัดโพธิ์ออกแบบอาคารทุกหลังขึ้นอย่างละเอียดรอบคอบและละเมียดละไมในการใช้องค์ประกอบของงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมต่างๆ เพื่อจำลองสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สื่อความหมายถึงโลกและจักรวาลตามความคิดของสังคมไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าจะเป็น การจำลอง “สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนยอดเขาพระสุเมรุ” หรือ “ศีรษะแผ่นดินกลางชมพูทวีป” (ดูเพิ่มในประเด็นนี้ใน เสมอชัย พูลสุวรรณ. หนังสือ สัญลักษณ์ในงานจิตรกรรมไทย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-24, วัชรี วัชรสินธุ์. หนังสือ วัดพระเชตุพน : มัชฌิมประเทศอันวิเศษในชมพูทวีป, และ ศานติ ภักดีคำ และคณะ. พระอุโบสถวัดโพธิ์ เป็นต้น)

องค์ประกอบทั้งหมดของแผนผังคือความพอเหมาะพอดีซึ่งคนในรุ่นปัจจุบันไม่ควรสร้างสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแทรกจนก่อกวนนัยยะทางความหมายที่ลงตัวและงดงามอยู่แล้วให้เสียไป

ไม่แน่ใจว่าทางวัดทราบหรือไม่ว่า วัดโพธิ์คือวัดที่มีการออกแบบพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถที่สวยงามที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ จังหวะของพระอุโบสถที่ทิ้งระยะด้วยลานโดยรอบอย่างงดงาม ล้อมด้วยพระระเบียง 2 ชั้นที่ลดหลั่นกันอย่างตั้งใจ บริเวณมุมทั้งสี่ภายในลานปรากฏพระปรางค์ตั้งอยู่โดดเด่น ทั้งหมดเป็นไปอย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งคติความเชื่อ ฝีมือช่าง และภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม

ดังนั้น การสร้างอาคารขนาดใหญ่ 4 หลังแทรกลงไปในลานรอบพระอุโบสถที่ลงตัวอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ทำลายศิลปะและสถาปัตยกรรมในทางกายภาพแม้แต่นิดเดียว

แต่เป็นการทำลายคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่างยุคต้นรัตนโกสินทร์คิดมาอย่างดีจนหมดสิ้น

ที่น่าตกใจคือ อาคารทั้ง 4 หลังนอกจากทำลายมิติทางสัญลักษณ์แล้ว ยังทำลายมิติทางสุนทรียภาพด้วย เพราะอาคารตั้งประชิดแนวพระระเบียงจนปิดบังทัศนียภาพเกือบทั้งหมดของพระระเบียงโดยรอบ ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันงดงามและทรงคุณค่าที่รัชกาลที่ 1 อัญเชิญมาจากหัวเมืองต่างๆ

สภาพ ณ ตอนนี้ เราแทบมองไม่เห็นพระพุทธรูปในพระระเบียงจากลานรอบพระอุโบสถได้เลย เราจะต้องเดินเข้าไปในพระระเบียงเท่านั้น

อีกทั้งบรรยากาศภายในพระระเบียงก็ถูกทำลายเช่นกัน เพราะแทบมองออกมาที่ลานรอบพระอุโบสถไม่ได้เช่นกัน มองไปก็จะเห็นแต่ผนังอาคารทั้ง 4 หลัง และคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ตั้งเรียงอยู่ตลอดแนวอาคาร

บรรยากาศของแสงจากภายนอกที่ทอดทับลงมาสู่พื้นที่ภายในพระระเบียง และสะท้อนขึ้นมายังองค์พระพุทธรูป ถูกทำลายลงจนสิ้นเชิง

ไม่ใช่เพียงแค่อาคารใหม่ 4 หลัง บริเวณหน้าต่างด้านยาวทั้งสองด้านของพระอุโบสถ วัดได้ทำการติดตั้งระบบปรับอากาศในทุกช่องหน้าต่างเพื่อทำให้พื้นที่ภายในพระอุโบสถเย็นสบาย แม้เรื่องนี้จะพอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่เข้าใจไม่ได้เลยคือ วิธีการออกแบบที่ขาดความตระหนักถึงคุณค่าทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง

ท่อปล่อยอากาศเย็นทั้งหมดที่ต่อตรงใส่ทุกช่องหน้าต่างนั้นช่างปราศจากการออกแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับโบราณสถานอย่างไม่น่าเชื่อ

หากมองข้ามมิติทางสุนทรียภาพ และมองเฉพาะมิติการท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมแบบโลกสมัยใหม่ที่เน้นการมองเห็นตัวชิ้นงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สวยงามมีค่าอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้มาชมซึมซับถึงฝีมือช่างอันวิจิตรอลังการอย่างเต็มที่

สิ่งที่วัดได้ทำไปก็คือการสร้างอาคารและท่อปล่อยอากาศเย็นแบบไร้ชั้นเชิงขึ้นมาบดบังมุมมองต่อชิ้นงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าอย่างน่าเสียดาย

หรือหากจะมองง่ายๆ แบบนักท่องเที่ยวที่ไม่คิดอะไรมาก แค่ต้องการเพียงมาเช็กอิน (check-in) ด้วยการถ่ายภาพโดยมีวัดโพธิ์เป็นฉากหลัง อาคารทั้ง 4 หลังก็คือการทำลายมุมถ่ายภาพอันงดงามของวัด และบั่นทอนความเป็นแลนด์มาร์ก (landmark) ของวัดโดยไม่จำเป็น

ที่น่าประหลาดใจต่อมาก็คือ หน่วยงานมากมายที่มีหน้าที่ดูแลโบราณสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมศิลปากร ทำไมถึงปล่อยให้วัดโพธิ์ก่อสร้างสิ่งที่ทำลายคุณค่ามรดกที่สำคัญของชาติได้มากมายขนาดนี้ หรือว่าสิ่งที่วัดโพธิ์ทำในครั้งนี้ไม่ขัดต่อหลักการอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรและสังคมไทยยึดถือ โบราณสถานแห่งอื่นๆ สามารถก่อสร้างอะไรเช่นนี้แทรกลงไปในโบราณสถานได้แล้วใช่หรือไม่ ผมคิดว่ากรมศิลปากรจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามนี้แก่สังคม

ในทัศนะผม ซึ่งไม่กล้าอ้างตัวว่าเป็นนักอนุรักษ์ แต่เป็นคนหนึ่งที่มีความห่วงใยต่อมรดกทางวัฒนธรรม ผมคิดว่าสิ่งที่วัดโพธิ์ได้ทำไป (รวมถึงการที่กรมศิลปากรทำตัวเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น) คืออันตรายอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ศิลปะและสถาปัตยกรรมของชาติ แม้โครงการทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากเจตนาดี แต่ผลลัพธ์กลับสร้างผลเสียมหาศาล

สุดท้ายนี้ ผมอยากเรียกร้องให้วัดโพธิ์ทบทวนสิ่งที่ทำไปทั้งหมดอีกครั้งอย่างเร่งด่วนและรีบแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดก่อนที่คุณค่าที่สำคัญที่สุดของวัดจะถูกลดทอนลงจนยากจะฟื้นคืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดโพธิ์กับความเสี่ยง ต่อการสูญเสีย คุณค่ามรดกศิลปะสถาปัตยกรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...