วัดโพธิ์กับความเสี่ยง ต่อการสูญเสีย คุณค่ามรดกศิลปะสถาปัตยกรรม
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
วัดโพธิ์กำลังทำลายคุณค่าทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของตนเองครั้งใหญ่โดยไม่รู้ตัว
หากใครไปเยี่ยมชมวัด ณ ปัจจุบันและมีโอกาสได้เดินเข้าไปจนถึงลานรอบพระอุโบสถ คงพบเห็น “อาคารชั่วคราวแบบถาวร” 4 หลังตั้งอยู่ภายในพื้นที่ลาน ในระยะที่ประชิดแนบติดกับพระระเบียงภายใน และพระปรางค์ทั้ง 4 มุมของพระระเบียง (3 หลังสร้างเสร็จเรียบร้อย ส่วนอีก 1 หลังกำลังก่อสร้าง)
นอกจากนี้ ยังมีเต็นท์โครงสร้างเหล็กอีก 1 หลังตั้งอยู่ภายในโดยที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะรื้อย้ายออกไปเมื่อไร
จากการเดินสำรวจพบว่า อาคาร 2 หลังออกแบบเป็นศาลาสำหรับนั่งประกอบศาสนพิธีในลักษณะอเนกประสงค์ ติดเครื่องปรับอากาศพร้อม และตกแต่งภายในอย่างดีจนไม่น่าจะถูกสร้างขึ้นในลักษณะชั่วคราว
อาคาร 1 หลังออกแบบเป็นนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติมีเนื้อหาว่าด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและนวดไทย (ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ)
ส่วนอีก 1 หลังที่กำลังก่อสร้าง มีป้ายไวนิลระบุข้อความว่า “อาคารนิทรรศการ (ชั่วคราว)” แต่จากโครงสร้างเหล็กที่ปรากฏ ดูแล้วน่าเชื่อว่าจะตั้งอยู่ค่อนข้างถาวร
ส่วนเต็นท์โครงสร้างเหล็ก ในช่วงสุดสัปดาห์จะใช้จัดกิจกรรมฝึกโขนสำหรับเยาวชน
กิจกรรมทั้งหมดที่ปรากฏ ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ดีน่าสนับสนุนทั้งนั้น
แต่ปัญหาคือ วัดโพธิ์ไม่ควรนำมาใส่ไว้ภายในลานรอบพระอุโบสถเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างอาคารขนาดใหญ่ขึ้นถึง 4 หลังเพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว
ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยและนวดไทย มีจารึกและประติมากรรมที่แสดงถึงเรื่องนี้ที่เป็นของแท้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ติดตั้งอยู่หลายจุดภายในวัด ซึ่งควรให้นักท่องเที่ยวได้เดินไปสัมผัสของจริงมากกว่าการเดินมาชมนิทรรศการจำลองปลอมๆ
หรือหากวัดคิดว่าควรมีป้ายสำหรับอธิบายข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องลึกซึ้งก่อนที่จะเดินไปชมของแท้ วัดก็ควรออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับจารึกและประติมากรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาตั้งอยู่ในลานรอบพระอุโบสถ
และหากวัดตระหนักถึงคุณค่าของวัดโพธิ์อย่างแท้จริง วัดก็ควรที่จะคิดออกแบบการจัดแสดงรูปแบบใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็น VR, AR, หรือสื่อดิจิทัลมากมาย ณ ปัจจุบัน
โดยละเว้นการสร้างสิ่งปลูกสร้างแปลกปลอมขึ้นมาทำลายแผนผังที่สมบูรณ์และลงตัวอยู่แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3
ส่วนศาลาอเนกประสงค์ติดแอร์ 2 หลัง ก็น่าตั้งคำถามมากว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนถึงกับยอมแลกกับการทำลายแผนผังเดิมอันสวยงามของวัดลงจนหมดสิ้น
หากมีกิจกรรมที่ต้องรองรับคนเป็นจำนวนมากจริง พื้นที่ภายในพระอุโบสถ ภายในพระระเบียง ไปจนถึงการนำเต็นท์ชั่วคราวมาตั้งเป็นครั้งๆ ก็น่าจะรองรับความต้องการได้เพียงพอ
การซ้อมและฝึกโขนก็เช่นกัน ควรมีและเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นเลยที่ต้องแลกการมีอยู่ของกิจกรรมนี้กับคุณค่าที่ต้องเสียไป
มีอาคารเป็นจำนวนมากที่อยู่นอกระเบียงคดที่สามารถนำมาใช้เพื่อทำกิจกรรมนี้ วัดไม่จำเป็นเลยต้องเอากิจกรรมทุกอย่างมาสุมรวมอยู่ข้างพระอุโบสถ
หลายคนอาจสงสัยว่า อาคารทั้ง 4 หลังสร้างขึ้นโดดๆ มิได้เข้าไปเจาะทำลายหรือกระทบตัวอาคารเดิมในทางกายภาพเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไมผมจึงเน้นย้ำหลายครั้งว่าสิ่งนี้คือการทำลายคุณค่าของวัดครั้งใหญ่
คำตอบคือ การวางผังวัดตามแบบจารีต, การทิ้งพื้นที่ (space) โล่งในบางส่วน, การออกแบบจังหวะความสัมพันธ์ของตัวอาคารแต่ละหลัง, การสร้างมุมมองเฉพาะในแต่ละจุด ฯลฯ ทั้งหมดล้วนมีนัยยะและความหมายที่ช่างในอดีตได้คิดขึ้นเอาไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดโพธิ์
จากการศึกษาของนักวิชาการมากมายล้วนเห็นตรงกันว่า ผังวัดโพธิ์ออกแบบอาคารทุกหลังขึ้นอย่างละเอียดรอบคอบและละเมียดละไมในการใช้องค์ประกอบของงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมต่างๆ เพื่อจำลองสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สื่อความหมายถึงโลกและจักรวาลตามความคิดของสังคมไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าจะเป็น การจำลอง “สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนยอดเขาพระสุเมรุ” หรือ “ศีรษะแผ่นดินกลางชมพูทวีป” (ดูเพิ่มในประเด็นนี้ใน เสมอชัย พูลสุวรรณ. หนังสือ สัญลักษณ์ในงานจิตรกรรมไทย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-24, วัชรี วัชรสินธุ์. หนังสือ วัดพระเชตุพน : มัชฌิมประเทศอันวิเศษในชมพูทวีป, และ ศานติ ภักดีคำ และคณะ. พระอุโบสถวัดโพธิ์ เป็นต้น)
องค์ประกอบทั้งหมดของแผนผังคือความพอเหมาะพอดีซึ่งคนในรุ่นปัจจุบันไม่ควรสร้างสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแทรกจนก่อกวนนัยยะทางความหมายที่ลงตัวและงดงามอยู่แล้วให้เสียไป
ไม่แน่ใจว่าทางวัดทราบหรือไม่ว่า วัดโพธิ์คือวัดที่มีการออกแบบพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถที่สวยงามที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ จังหวะของพระอุโบสถที่ทิ้งระยะด้วยลานโดยรอบอย่างงดงาม ล้อมด้วยพระระเบียง 2 ชั้นที่ลดหลั่นกันอย่างตั้งใจ บริเวณมุมทั้งสี่ภายในลานปรากฏพระปรางค์ตั้งอยู่โดดเด่น ทั้งหมดเป็นไปอย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งคติความเชื่อ ฝีมือช่าง และภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม
ดังนั้น การสร้างอาคารขนาดใหญ่ 4 หลังแทรกลงไปในลานรอบพระอุโบสถที่ลงตัวอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ทำลายศิลปะและสถาปัตยกรรมในทางกายภาพแม้แต่นิดเดียว
แต่เป็นการทำลายคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่างยุคต้นรัตนโกสินทร์คิดมาอย่างดีจนหมดสิ้น
ที่น่าตกใจคือ อาคารทั้ง 4 หลังนอกจากทำลายมิติทางสัญลักษณ์แล้ว ยังทำลายมิติทางสุนทรียภาพด้วย เพราะอาคารตั้งประชิดแนวพระระเบียงจนปิดบังทัศนียภาพเกือบทั้งหมดของพระระเบียงโดยรอบ ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันงดงามและทรงคุณค่าที่รัชกาลที่ 1 อัญเชิญมาจากหัวเมืองต่างๆ
สภาพ ณ ตอนนี้ เราแทบมองไม่เห็นพระพุทธรูปในพระระเบียงจากลานรอบพระอุโบสถได้เลย เราจะต้องเดินเข้าไปในพระระเบียงเท่านั้น
อีกทั้งบรรยากาศภายในพระระเบียงก็ถูกทำลายเช่นกัน เพราะแทบมองออกมาที่ลานรอบพระอุโบสถไม่ได้เช่นกัน มองไปก็จะเห็นแต่ผนังอาคารทั้ง 4 หลัง และคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ตั้งเรียงอยู่ตลอดแนวอาคาร
บรรยากาศของแสงจากภายนอกที่ทอดทับลงมาสู่พื้นที่ภายในพระระเบียง และสะท้อนขึ้นมายังองค์พระพุทธรูป ถูกทำลายลงจนสิ้นเชิง
ไม่ใช่เพียงแค่อาคารใหม่ 4 หลัง บริเวณหน้าต่างด้านยาวทั้งสองด้านของพระอุโบสถ วัดได้ทำการติดตั้งระบบปรับอากาศในทุกช่องหน้าต่างเพื่อทำให้พื้นที่ภายในพระอุโบสถเย็นสบาย แม้เรื่องนี้จะพอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่เข้าใจไม่ได้เลยคือ วิธีการออกแบบที่ขาดความตระหนักถึงคุณค่าทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง
ท่อปล่อยอากาศเย็นทั้งหมดที่ต่อตรงใส่ทุกช่องหน้าต่างนั้นช่างปราศจากการออกแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับโบราณสถานอย่างไม่น่าเชื่อ
หากมองข้ามมิติทางสุนทรียภาพ และมองเฉพาะมิติการท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมแบบโลกสมัยใหม่ที่เน้นการมองเห็นตัวชิ้นงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สวยงามมีค่าอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้มาชมซึมซับถึงฝีมือช่างอันวิจิตรอลังการอย่างเต็มที่
สิ่งที่วัดได้ทำไปก็คือการสร้างอาคารและท่อปล่อยอากาศเย็นแบบไร้ชั้นเชิงขึ้นมาบดบังมุมมองต่อชิ้นงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าอย่างน่าเสียดาย
หรือหากจะมองง่ายๆ แบบนักท่องเที่ยวที่ไม่คิดอะไรมาก แค่ต้องการเพียงมาเช็กอิน (check-in) ด้วยการถ่ายภาพโดยมีวัดโพธิ์เป็นฉากหลัง อาคารทั้ง 4 หลังก็คือการทำลายมุมถ่ายภาพอันงดงามของวัด และบั่นทอนความเป็นแลนด์มาร์ก (landmark) ของวัดโดยไม่จำเป็น
ที่น่าประหลาดใจต่อมาก็คือ หน่วยงานมากมายที่มีหน้าที่ดูแลโบราณสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมศิลปากร ทำไมถึงปล่อยให้วัดโพธิ์ก่อสร้างสิ่งที่ทำลายคุณค่ามรดกที่สำคัญของชาติได้มากมายขนาดนี้ หรือว่าสิ่งที่วัดโพธิ์ทำในครั้งนี้ไม่ขัดต่อหลักการอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรและสังคมไทยยึดถือ โบราณสถานแห่งอื่นๆ สามารถก่อสร้างอะไรเช่นนี้แทรกลงไปในโบราณสถานได้แล้วใช่หรือไม่ ผมคิดว่ากรมศิลปากรจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามนี้แก่สังคม
ในทัศนะผม ซึ่งไม่กล้าอ้างตัวว่าเป็นนักอนุรักษ์ แต่เป็นคนหนึ่งที่มีความห่วงใยต่อมรดกทางวัฒนธรรม ผมคิดว่าสิ่งที่วัดโพธิ์ได้ทำไป (รวมถึงการที่กรมศิลปากรทำตัวเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น) คืออันตรายอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ศิลปะและสถาปัตยกรรมของชาติ แม้โครงการทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากเจตนาดี แต่ผลลัพธ์กลับสร้างผลเสียมหาศาล
สุดท้ายนี้ ผมอยากเรียกร้องให้วัดโพธิ์ทบทวนสิ่งที่ทำไปทั้งหมดอีกครั้งอย่างเร่งด่วนและรีบแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดก่อนที่คุณค่าที่สำคัญที่สุดของวัดจะถูกลดทอนลงจนยากจะฟื้นคืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดโพธิ์กับความเสี่ยง ต่อการสูญเสีย คุณค่ามรดกศิลปะสถาปัตยกรรม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly