“ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น” คู่แข่งทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย กับความตึงเครียดที่ปะทุเป็นระยะ
แม้เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกันและกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง ทั้งข้อพิพาทหมู่เกาะ การขยายกำลังทางทหารของจีน และประเด็นไต้หวันที่ทำให้ความตึงเครียดปะทุเป็นระยะ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.46 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนและญี่ปุ่นเป็นสองประเทศทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย และเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกันและกัน แต่ความเป็นคู่แข่งที่สั่งสมยาวนานนับศตวรรษ หมายความว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่เคยมั่นคงอย่างแท้จริง
ปัจจุบันยังมีประเด็นตึงเครียดหลายด้าน ทั้งการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของจีนรอบหมู่เกาะพิพาท มาตรการจำกัดทางการค้า และความกังวลต่อสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน โดยความตึงเครียดปะทุขึ้นในเดือนพฤศจิกายน หลังนายกรัฐมนตรีซาเนะ ทาคาอิชิ ของญี่ปุ่นระบุว่า หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ก็อาจเข้าข่ายสถานการณ์คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งเปิดทางตามกฎหมายให้ญี่ปุ่นสามารถใช้กำลังทหารร่วมกับสหรัฐได้ โดยจีนกล่าวหาทาคาอิชิว่าแทรกแซงกิจการภายในและเรียกร้องให้ถอนคำพูด แต่ญี่ปุ่นยืนยันจุดยืนเดิม
ต่อมาจีนออกคำเตือนประชาชนชาวจีนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น พร้อมสื่อของรัฐระบุว่าจีนเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรมแล้ว ซึ่งอาจรวมถึงการคว่ำบาตร การระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ–การทูต–การทหาร และการจำกัดการค้า ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็เตือนประชาชนในจีนให้ระมัดระวังสถานการณ์
ประวัติความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น
จีนและญี่ปุ่นเป็นอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมหลักในเอเชียตะวันออกมานานหลายศตวรรษ ทั้งสองประเทศส่งอิทธิพลต่อกันในด้านภาษา เศรษฐกิจ และอาหาร แต่ความสัมพันธ์ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยเฉพาะการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในจีนช่วงทศวรรษ 1930 สงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่นานกิง ซึ่งยังคงเป็นแผลทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ความสัมพันธ์สองชาติตึงเครียดมาจนถึงปัจจุบัน
สาเหตุความตึงเครียดในปัจจุบัน
1) ข้อพิพาทดินแดนหมู่เกาะเซนกากุ-เตี้ยวอวี๋ ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะขนาด 7 ตร.กม. ในทะเลจีนตะวันออก จีนส่งเรือยามชายฝั่งเข้าสู่พื้นที่แทบทุกวันตั้งแต่ปี 2555 ที่ญี่ปุ่นโอนกรรมสิทธิ์หมู่เกาะบางส่วนจากเอกชนเป็นของรัฐ ตัวเลขเรือจีนที่เข้าพื้นที่ทำสถิติสูงสุดในปี 2567 ซึ่งทั้งสองชาติมีข้อพิพาทแหล่งก๊าซในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย
2) แสนยานุภาพทางทหารของจีน โดยจีนเพิ่มงบกลาโหมเป็น 2 เท่าตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ญี่ปุ่นระบุในสมุดปัญหาด้านความมั่นคงปี 2568 ว่าจีนคือความท้าทายด้านยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด ญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยการขยายกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งงบ 43 ล้านล้านเยนใน 5 ปี และเร่งให้การใช้จ่ายด้านกลาโหมแตะ 2% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2568 ด้านจีนกล่าวหาญี่ปุ่นว่าหวนกลับสู่ลัทธิทหารในอดีต
3) ความร่วมมือทางทหารจีน-รัสเซีย มีการซ้อมรบร่วมทางเรือและอากาศรอบญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ทำให้โตเกียวกังวลอย่างมาก
ไต้หวันในสมการจีน–ญี่ปุ่น
จีนยืนยันว่าตนมีสิทธิเหนือไต้หวันและพร้อมใช้กำลังหากจำเป็น แม้ญี่ปุ่นไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน แต่คัดค้านการเปลี่ยนสถานะโดยพลการ และต้องการให้แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี โดยญี่ปุ่นกังวลอย่างยิ่ง เพราะไต้หวันอยู่ห่างจากเกาะญี่ปุ่นเพียง 100 กม. ทำให้ความขัดแย้งทางทหารอาจลุกลามมาถึงญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว โดยญี่ปุ่นได้เพิ่มฐานทหาร เช่น ฐานขีปนาวุธต่อต้านเรือในหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่จีนเพิ่มการลาดตระเวนทางเรือและอากาศใกล้พื้นที่พิพาท
การค้าและเศรษฐกิจ ความร่วมมือท่ามกลางการแข่งขัน
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ในจีนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงยุคที่จีนเริ่มเปิดประเทศ บริษัทญี่ปุ่นตั้งโรงงานผลิต ตั้งแต่ Panasonic, Toyota ไปจนถึง Uniqlo จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของจีนรองจากสหรัฐ แต่โครงสร้างความสัมพันธ์เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตจีนแข่งขันกับญี่ปุ่นในเทคโนโลยีระดับสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และแบรนด์จีน เช่น Shein ขยายตลาดในญี่ปุ่น รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน เช่น BYD กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Toyota และ Nissan ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นลดการลงทุนในจีน เหตุเพราะความไม่แน่นอนด้านกฎหมายและการเมือง บริษัทญี่ปุ่นบางแห่งถอนตัวออกจากจีน เช่น Mitsubishi Motors และ Nippon Steel
นอกจากนี้กฎหมายต่อต้านจารกรรมของจีนที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการจับกุมชาวญี่ปุ่นบางราย ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจระวังมากขึ้น ขณะที่บริษัทญี่ปุ่นเช่น Tokyo Electron และ Nikon ยังถูกจำกัดไม่ให้ส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูงไปจีน ตามแรงกดดันจากสหรัฐ
ความเสี่ยงหากความตึงเครียดจีน–ญี่ปุ่นปะทุรุนแรงขึ้น
แม้การพบกันระหว่างนายกฯ ซาเนะ ทาคาอิชิ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อเดือนตุลาคมจะส่งสัญญาณบวกต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจีนออกคำเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น เตือนนักศึกษาถึงความปลอดภัย และฮ่องกงปรับระดับคำแนะนำการเดินทาง ซึ่งสร้างความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายในหลายมิติ ดังนี้
1.) ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว จีนเป็นตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น คิดเป็น 25% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด และ 27% ของการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวทั้งหมด หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านเยน การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนอาจกระทบรายได้ของญี่ปุ่นทันที ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ
2.) ผลกระทบต่อการศึกษาระหว่างประเทศ ชาวจีนเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จำนวน 123,485 คน ในปี 2567 คิดเป็น 36.7% ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด หากความกังวลด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น อาจทำให้จำนวนนักศึกษาชาวจีนลดลง กระทบรายได้ของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น และลดแรงงานทักษะสูงที่มักทำงานในญี่ปุ่นหลังเรียนจบ
3.) ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน แม้บริษัทญี่ปุ่นเริ่มลดการลงทุนในจีน แต่จีนยังคงเป็นตลาดสำคัญสำหรับ เครื่องจักรญี่ปุ่น รถยนต์ และเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกันจีนก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงจากญี่ปุ่น เช่น อุปกรณ์ผลิตชิปและสารเคมีเฉพาะทาง หากสถานการณ์เลวร้ายลง อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี และธุรกิจที่ทำการค้าข้ามพรมแดนของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ยังแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมตอบโต้ด้านเศรษฐกิจ เช่น การคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นในปี 2555 ที่กระทบการค้าอย่างรุนแรง สะท้อนว่าความตึงเครียดรอบนี้อาจสร้างความเสียหายได้เช่นเดียวกันหากยกระดับไปสู่มาตรการทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
อ้างอิง : www.bloomberg.com
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “จีน” ส่งสัญญาณตอบโต้ “ญี่ปุ่น” รุนแรงขึ้น ขู่ตอบโต้ทางเศรษฐกิจ-การทูต-การทหารเต็มรูปแบบ
- “ไต้หวัน” เตรียมแจกคู่มือป้องกันภัยพลเรือนหลายล้านฉบับทั่วประเทศ รับมือฉุกเฉิน–ความเสี่ยงถูกจีนโจมตี
- “จีน” เตือนนักศึกษาจีนในญี่ปุ่น ระวังความปลอดภัย เหตุพิพาทไต้หวัน
- “จีน” เตือนพลเมืองงดเดินทางไปญี่ปุ่น หลังญี่ปุ่นส่งสัญญาณแทรกแซงหากมีความขัดแย้งไต้หวัน