'สมาคมกู้ชีพร่วมใจตรัง' จำใจยุติบทบาท เหตุ สพฉ.-สสจ.ค้างค่าเคส 16 เดือน หวั่นปีใหม่ไร้คนทำงาน
ซ้ำซาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ค้างค่าเคสงานอุบัติเหตุและผู้ป่วยฉุกเฉินนานนับปี ทำกู้ชีพกู้ภัยทั่วประเทศขาดสภาพคล่อง “สมาคมกู้ชีพร่วมใจ” ตรัง จำใจยุติบทบาทชั่วคราว ทวงถาม “สสจ.ตรัง” ได้คำตอบเพราะระบบล่ม หวั่นปีใหม่ ไร้คนทำงานทั่วประเทศ วุ่นแน่!
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่สมาคมกู้ชีพร่วมใจ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายจารุ สุนทรนนท์ รองนายกเทศมนตรีตำบลย่านตาขาว ในฐานะนายกสมาคมกู้ชีพร่วมใจ เปิดเผยว่า ตนได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กของ “สมาคมกู้ชีพร่วมใจ” แจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ รับผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบ้ติเหตุและผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 เป็นต้นไป เนื่องจากที่ผ่านมาทางสมาคมกู้ชีพร่วมใจมิได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ จากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง (สสจ.ตรัง) เป็นเวลานานนับปี คือ ตั้งแต่เดือน ก.ย.2565 ถึง ก.พ.2566 และจากเดือน มิ.ย.2566 จนถึงปัจจุบัน (รวมระยะเวลาปฏิบัติงานทั้งหมด 16 เดือน ได้รับเงินสนับสนุนแค่ 3 เดือน คือ เดือน มี.ค.-พ.ค.เท่านั้น ยังคงค้างจ่าย 13 เดือน หรือรวมปีเศษ
จึงทำให้สมาคมกู้ชีพร่วมใจ ขาดสภาพคล่องในการบริหารงาน เช่น ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันในการออกรับผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติเหตุ ค่าบำรุงรักษารถ และค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยสมาคมกู้ชีพร่วมใจ จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เมื่อได้รับการตอบรับ และดูแลค่าตอบแทนที่คงค้างจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง (สสจ.ตรัง)
นายจารุกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบสนับสนุนการปฏิบัติงานของกู้ชีพกู้ภัยต่างๆ ซึ่งเป็นเครือข่ายของ สพฉ. เคสละ 350 บาทเท่านั้น ซึ่งตนและสมาคมกู้ชีพร่วมใจเปิดทำการและช่วยเหลือสังคมมานานกว่า 6 ปีแล้ว แต่ในการทำงานนั้นประสบปัญหาเรื่องรายรับจากองค์กรที่รับผิดชอบ ทั้ง สพฉ.และ สสจ.ตรัง
ซึ่งจำนวนเงินที่สนับสนุนต่อเคส ส่วนตัวไม่ได้ติดใจเรื่องนั้น และไม่ได้อยากมาเรียกร้องค่าเคสเลย แต่ สพฉ. และ สสจ.ตรัง ไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกู้ชีพกู้ภัย ในที่นี้ กู้ชีพกู้ภัยที่ทำงานด้วยจิตอาสา ตั้งใจทำเพื่อสังคมและอยากเป็นคนดี ไม่มีองค์กรเป็นเจ้าของ อาศัยเงินบริจาคจากประชาชน ผู้มีจิตศรัทธาที่ตั้งใจมาทำบุญสนับสนุนเท่านั้น เมื่อเงินสนับสนุนจาก สพฉ.ไม่จ่ายมา และเงินบริจาคช่วยเหลือหมด ก็จำเป็นต้องหยุดออกทำงาน ที่ผ่านมาเราใช้เงินผู้บริจาคและเงินสนับสนุนจากชาวบ้านมาปฏิบัติออกเหตุ แต่มาถึงเวลานี้เห็นว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เพิกเฉย ละเลยในการรับผิดชอบต่อองค์กรของพวกเรา จนกระทั่งตอนนี้ไม่สามารถจะช่วยเหลือสังคมต่อไปได้
“รถตู้ 2 คัน ที่ใช้ในการออกเหตุ รวมทั้งอุปกรณ์ภายในรถตู้ทั้งหมด ทั้งม้านั่ง เปล เตียง เครื่องตัดถ่าง มูลค่ารวมประมาณคันละ 1 ล้านบาท เราก็ซื้อได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชน ผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันทำบุญมา ไม่ใช่เป็นเงินราชการแม้แต่บาทเดียว ต่อเดือนเฉพาะค่าน้ำมันรถในการออกเหตุคันละประมาณ 8,000 บาท 2 คัน รวม 16,000 บาท เมื่อก่อนค่าน้ำมันลิตรละ 10 กว่าบาท แต่ตอนนี้ลิตรละ 40 กว่าบาท และตอนนี้ สพฉ.และ สสจ.ค้างจ่ายค่าออกเคสรวมหลายหมื่นบาท สมาคมกู้ชีพร่วมใจก็หมดเงินบริจาค คงจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่เฉพาะสมาคมกู้ชีพร่วมใจเท่านั้น แต่ประสบปัญหาเหมือนกันหมดทั่วประเทศ
สมาคมเราต้องรับผิดชอบ 3 อำเภอ คือ อ.ย่านตาขาว, อ.ปะเหลียน และ อ.หาดสำราญ ต่อเดือนต้องออกเหตุนับร้อยเคส เนื่องจากกู้ชีพกู้ภัย ทั้งจิตอาสา และที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต., เทศบาล) สนับสนุน ก็ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจาก สพฉ.เช่นกัน ก็ยุติออกเหตุเช่นกัน บางแห่งออกเหตุเฉพาะเวลาราชการ เพราะท้องถิ่นไม่มีงบประมาณ เป็นแบบนี้เหมือนกันหมดทั่วประเทศ หลายแห่งจึงยุติไปแล้ว” นายกสมาคมกู้ชีพร่วมใจกล่าว
นายจารุกล่าวว่า จากการสอบถาม สสจ.ตรัง ถึงสาเหตุที่ค้างจ่ายค่าเคส ได้รับคำตอบว่า เป็นเพราะระบบล่ม ระบบไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยหรือค่าตอบแทนให้แก่องค์กรกู้ชีพกู้ภัยทั่วประเทศได้ แต่เท่าที่ตนทราบข้อมูล หากเราใส่ข้อมูลเข้าไปใหม่ ก็สามารถได้รับค่าชดเชยจาก สพฉ.ได้ ปัญหานี้เป็นเหมือนกันหมด สพฉ.ค้างจ่ายทั่วประเทศ หากกู้ชีพกู้ภัยเดินหน้าต่อไม่ได้ ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ จะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน อยากให้ สพฉ.และ สสจ.จังหวัดทุกจังหวัดเร่งแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามปัญหานี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือน ก.ค.2566 โดย สพฉ.ชี้แจงปัญหาจ่ายเงินอาสาสมัครหน่วยกู้ชีพกู้ภัยล่าช้าว่าเกิดจากระบบเบิกจ่าย ยืนยันมีงบประมาณเพียงพอ แต่มาเกิดซ้ำขึ้นอีกทั่วประเทศในครั้งนี้ ก่อนเทศกาลปีใหม่ด้วย