โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฐนิวรรณ กุลมงคล โยมอุปัฏฐายิกา สมโภช 338 ปี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ธ.ค. 2566 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2566 เวลา 08.03 น.

ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่ ช่างภาพ : ชลาธิป รุ่งบัว

นับแต่ก่อตั้ง 338 ปี เป็นครั้งแรกที่ “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์” จะมีงานสมโภชใหญ่ พร้อมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับศักราชใหม่ 27 ธันวาคม 2566-2 มกราคม 2567 ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มจิตอาสาซึ่งเป็นบุคคลในแวดวงนักธุรกิจและสังคม นำโดย “เหมียว-ฐนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย โยมอุปัฏฐายิกา บ้านเลขที่ 1 แห่งถนนพระจันทร์ ที่มีความผูกพันกับวัดมหาธาตุฯ ซึ่งอยู่เลขที่ 2 มาตลอดชีวิต

“เหมียว-ฐนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย และกรรมการอำนวยการฝ่ายฆราวาสการจัดงานสมโภชพระอาราม 338 ปี เล่ากับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สนามหลวง เลขที่ประจำวัดคือเลขที่ 2 ถนนพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร โดยในทะเบียนบ้านและใบเกิดของเธอนั้นอยู่บ้านเลขที่ 1 ถนนพระจันทร์ มีความเชื่อมโยงกับวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพราะเป็นอาคารพาณิชย์ที่เช่ากับวัด

เธอจึงมีความคุ้นชินและความผูกพันกับวัด คุณยายก็พักอยู่บ้านหลังนี้ แม้ตอนเธอเกิดและเมื่อจำความได้จะไปเป็นคนฝั่งธนบุรีแล้ว แต่ก็ยังใช้ทะเบียนบ้านนี้ในการสมัครเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2528

แม้หลังจากนั้น ชีวิตจะห่างหายจากย่านท่าพระจันทร์ไปนานเพราะเข้าสู่วัยทำงาน จนกระทั่งได้เวียนกลับมาใกล้ชิดกับวัดอีกครั้งเมื่อปี 2559 ในฐานะสมาคมภัตตาคารไทยและจิตอาสาเพื่อทำอาหารพระราชทานแจกประชาชนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้รับความเมตตาจากวัดให้เข้ามาใช้สถานที่

ในที่สุดเมื่อเดือนมีนาคม 2566 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์และผู้ใหญ่ก็ขอให้มาช่วยผลักดันเรื่องการท่องเที่ยวของวัด เนื่องจากเธอเองก็อยู่ในแวดวงนี้ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาจึงได้ทำพิธีบวงสรวง โดยมี “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในขณะนั้น เป็นประธาน

“ปีนี้เป็นปีที่มหัศจรรย์มาก ตั้งแต่มาช่วยวัดช่วงสงกรานต์ก็ได้มาเกือบทุกวัน หลังจากนั้นก็ได้ทำเรื่องการห่มผ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอายุ 205 ปี รวมไปถึงเชิญบริษัททัวร์มานั่งรถรางเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และมีการสวดธรรมจักร”

วัดมหาธาตุฯ ในความทรงจำ

ฐนิวรรณเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของวัดมหาธาตุฯ และพื้นที่โดยรอบผ่านความทรงจำของเธอ ว่า เมื่อครั้งอายุ 10 ขวบ วัดนี้เป็นตลาดนัด รอบด้านโรงเรียนวัดมหาธาตุเป็นตลาดพระ รวมถึงพื้นที่รอบ ๆ ถนนพระจันทร์จะวางขายวัตถุมงคลทั้งหลาย

ตอนนั้นยังมีตลาดนัดสนามหลวงอยู่ แต่ตัวเองจำได้ว่าชอบมาซื้อของกินในวัดมหาธาตุฯ มีแต่ของอร่อย อัฐิบรรพบุรุษทั้งคุณยายทวด คุณยาย และญาติฝั่งแม่ก็อยู่ใต้พระระเบียงที่นี่ ความผูกพันคือช่วงสงกรานต์ก็จะมาทำบุญกระดูกกัน แต่ก็ไม่ได้ทำมาประมาณ 20 ปีแล้ว เพราะคุณแม่ก็อายุ 93 ปีแล้ว

เวลาพูดถึงวัดมหาธาตุฯ บางคนตั้ง Google Map ไปโผล่อยุธยายังมีเลย พระในวัดนั่งแท็กซี่ บอกไปวัดมหาธาตุฯ ก็พาท่านไปวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ต้องบอกวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สนามหลวง

วัดมหาธาตุฯ เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ท่ามกลางแลนด์มาร์กสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งพระบรมมหาราชวัง ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร สนามหลวง ฯลฯ

วัดพระแก้วเคยมีคนมาเที่ยวสูงสุดวันละ 3 หมื่นคน แต่ทำไมวัดมหาธาตุฯถึงไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่วัดมหาธาตุฯไม่มีใครไม่รู้จัก ทำไมคนทำทัวร์ไม่เคยเข้าวัดมหาธาตุฯ และก็ไม่รู้ว่าวัดมหาธาตุฯคืออะไร รถทัวร์จอดด้านหน้าตรงท้องสนามหลวงแล้วนักท่องเที่ยวก็เดินผ่านไป

งานสมโภช 338 ปี

ด้วยโชคชะตาหรือใครลิขิตก็ตาม ทำให้ฐนิวรรณได้กลับมาเป็นอุปัฏฐายิกาของวัดแห่งนี้ ในฐานะกรรมการอำนวยการฝ่ายฆราวาสการจัดงานสมโภชพระอาราม 338 ปี เพื่อทำให้วัดกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังถูกลืมมานานหลายร้อยปี พร้อมสร้างความเข้าใจใหม่ว่าวัดนี้ไม่ใช่วัดปิด พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปมากราบไหว้สักการะบูชาและท่องเที่ยว

ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มจิตอาสา ซึ่งเป็นบุคคลในแวดวงนักธุรกิจและสังคม อาทิ กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บมจ.บัตรกรุงไทย หรือ KTC, อัยย์ วีรานุกูล ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง, ปริศนา รัตนเกื้อกูล อดีตคอลัมนิสต์นิตยสารสกุลไทย, นิศานาถ กาญจนวรรณ เจ้าของร้านกาแฟและต้นไม้เศรษฐีนำโชค ที่สำคัญ ยังมีซีอีโอหญิง “มรกต ยิบอินซอย” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อพระอารามหลวงมาโดยตลอด

“ความสำเร็จในปีนี้คือการผลักดันให้เกิดงานสมโภช เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2566-2 มกราคม 2567 รวม 7 วัน มีนิทรรศการเรื่องการศึกษา วิปัสสนา เรื่องการเผยแผ่พระธรรมทูต การแสดง ดนตรี มีการจัดไลติ้งแสงแห่งปัญญา และตลาดวัฒนธรรม อยากให้วัดแห่งนี้ท่องเที่ยวกลางคืนได้ นักท่องเที่ยวสามารถห่มผ้าต้นโพธิ์ได้ตอนกลางคืน มาสวดธรรมจักรได้”

วัดมหาธาตุฯ ถ้าเทียบชั้นของการเป็นพระอารามหลวงที่เป็นเอกอุพิเศษ ทั้งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์), วัดอรุณราชวราราม และวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารทั้ง 3 วัดมีการสมโภชไปหมดแล้ว แต่วัดมหาธาตุฯ อายุ 338 ปี ยังไม่เคยได้ทำเลย ท่านเจ้าอาวาสจึงปรารภว่าอยากจะให้มีการสมโภชวัดสักครั้ง

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เดิมชื่อ “วัดสลัก” อยู่ในพระนครฝั่งตะวันออก สันนิษฐานว่าแต่ก่อนมีพระภิกษุเป็นช่างฝีมือแกะสลักอยู่จำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านเรียกว่า “วัดสลัก” เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี จึงทรงยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ย้ายพระนครมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีวัดอยู่ใกล้พระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ 2 วัด คือ วัดโพธาราม และวัดสลัก

วัดโพธาราม อยู่ชิดกับพระบรมมหาราชวังข้างด้านใต้ รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาและพระราชทานนามว่า “วัดพระเชตุพน” ส่วนวัดสลักอยู่ข้างเหนือพระบรมมหาราชวัง แต่ชิดด้านใต้พระราชวังบวรฯ สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงทรงสถาปนาและขนานนามใหม่ ว่า “วัดนิพพานาราม” “วัดพระศรีสรรเพชญ” “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ” จนสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เพิ่มสร้อยนามของวัดเป็น “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์”

27 ธันวาคม 2566-2 มกราคม 2567 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 338 ปี ที่จะมีสมโภชใหญ่ วัดจะเปิดถึง 22.00 น. และจะเปิดเลยเที่ยงคืนในวันสิ้นปี จะมีการเจริญสมาธิพร้อมกัน โดยวัดมหาธาตุฯเป็นศูนย์กลางชวนนั่งสมาธิพร้อมกันทั่วประเทศไทยและทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...