โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าน่ะหรือสตรีน่ารังเกียจแห่งต้าหยวน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 ม.ค. 2567 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2567 เวลา 03.11 น. • ชาไทยเย็น
จากแอร์โฮสเตรสสาวและอดีตคุณหมอต้องข้ามภพไปเจอกับองค์ชายหมอที่ทั้งหยิ่ง เย็นชาและรังเกียจนาง แต่เกลียดยังไงถึงได้เอาแต่จับผิดจนตามติดไม่เลิก ไหนว่ารังเกียจข้าไงทำไมตามตื๊อไม่เลิกล่ะองค์ชายแปด

ข้อมูลเบื้องต้น

จากแอร์โฮสเตรสสาวที่พึ่งได้ทำตามความฝันหลังจากที่แม่ของเธอตาย….

คิดว่าจะทำเพื่อความฝันตัวเองสักครั้งกลับต้องมาตายเพราะเครื่องบินตกลงไปในมหาสมุทรแปซิฟิกและข้ามไปอีกโลกหนึ่ง

"ว่านเยว่เฟย" ชื่อเดียวกันกบเจ้าของร่างเดิมตื่นมาพร้อมกับยุคสมัยที่ย้อนกลับไปเป็นพันปี อีกทั้งยังรู้ทีหลังว่าผู้คนในโลกนี้เรียกเจ้าของร่างเดิมนี้ว่า "สตรีที่น่ารังเกียจแห่งต้าหยวน" โดยเฉพาะเขา….

"ฮ่าวจื่อหรง" องค์ชายแปด พระโอรสบุญธรรมของฮ่องเต้ เขาขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจในวิชาแพทย์แต่เกลียดนางเป็นที่สุดเพราะก่อนหน้านี้นางเอาแต่ตามตื๊อเขาและทำสารพัดเพื่อจะได้ครอบครองเขา….

“อย่างไรเจ้ายังน่ารังเกียจเช่นเดิมเมื่อใดจะเลิกใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้เสียที ข้าบอกเจ้าไปหลายครั้งแล้วว่าถึงอย่างไรงานหมั้นหมายระหว่างเราก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ต่อให้เจ้าจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม”

“เขาพูดอะไรของเขากันน่ะ ใครจะหมั้นกับเขากันตาขี้เก๊กเอ๊ย”

“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะว่านเยว่เฟย!!”

“เป็นอะไร เจ้ากำลังเปลี่ยนไปเล่นบทใสซื่อบริสุทธิ์อยู่งั้นหรือ เจ้าไม่คิดว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เจ้า…ลอบเข้าไปหาข้าที่ตำหนักสองเดือนก่อนนั่นผู้คนจะหลงลืมงั้นหรือ "สตรีน่ารังเกียจแห่งต้าหยวน" อย่าคิดว่าแกล้งตกน้ำแล้วจะเรียกร้องความสงสารจากเสด็จพ่อเพื่อบีบบังคับให้ข้ารับเจ้ามาเป็นพระชายา ชาตินี้ต่อให้เหลือเจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียว ข้าก็ไม่มีทางที่จะ…."

“ท่านพล่ามพอหรือยัง”

“อะไรนะ”

“ข้าถามว่า ท่านพูดพล่ามเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยเป็นนกแก้วนกขุนทองพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็เงียบแล้วฟังสักหน่อยเถอะ คิดว่าเป็นองค์ชายแล้วแน่นักหรือ ใหญ่มาจากไหนก็แค่มังกรน้อยลูกของฮ่องเต้ไม่ใช่หรืออย่างไรมีสิทธิ์อันใดมาต่อว่าผู้อื่น…”

“หุบปาก!!”

จากที่โกรธและเกลียด ก็ยิ่งทวีความเกลียดเพิ่มมากขึ้น เขาไม่เคยไว้ใจนางเลยจนต้องไล่จับผิดและเฝ้ามองพฤติกรรมที่น่าสงสัยนี้ของนาง….

จนกระทั่งเกิดเรื่องราวขึ้นในวังหลวง ที่ทำให้เหตุการณ์ในหัวใจของเขาเริ่มเปลี่ยนไป….

เรื่องราวจากนั้น รับรองว่าสนุกน่าติดตามค่า ฝากติดตามกันต่อด้วยนะค๊าา….

ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน

จวนสกุลว่าน

“เร็ว ๆ เข้ารีบไปเอาผ้าห่มมาเพิ่มอีก”

ท่านหญิง “ว่านเยว่เฟย” บุตรีคนโตของเสนาบดี “ว่านตง” พลัดตกน้ำในสระหลังจวนในตอนหัวค่ำของวันพระจันทร์เต็มดวง วุ่นวายถึงหมอหลวงในวังที่ต้องรีบมาทำการตรวจรักษาถึงสามคนตามพระบัญชาของฮ่องเต้

“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ”

“ท่านเสนาบดี… อาการท่านหญิงค่อนข้างจะวิกฤติ นางตกลงไปในน้ำนานเกินไปจึงทำให้ขาดอากาศหายใจ ข้าน้อยคิดว่าท่านควรจะ….”

“แคก แคก…. เฮือก!!”

“เยว่เฟย!!”

เสนาบดีว่านรีบวิ่งไปยังข้างเตียงของบุตรสาวในทันที หมอหลวงเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าท่านหญิงที่พึ่งตกน้ำ เขามั่นใจว่านางนอนหายใจรวยรินอยู่อาการนั้นคงไม่รอดพ้นคืนนี้ไปได้แต่บัดนี้นางกลับลุกขึ้นมาไอและพ่นน้ำออกมา

“เร็วเข้าท่านหมอ รีบเข้ามาดูอาการนางหน่อย”

“ขอรับ!”

คนที่พึ่งฟื้นมิได้พูดสิ่งใด สายตานางพร่าเบลอจนมิอาจจำสิ่งใดได้ “หวังเยว่เฟย” แอร์โฮสเตรสสาวที่พึ่งได้เข้าทำงานเพียงครึ่งเดือน เธอจำได้ว่าเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ห้องเครื่องทำให้เครื่องบินทั้งลำดิ่งลงก้นมหาสมุทรแปซิฟิก

“แคก แคก…อะไรกันเนี่ย…. เฮือก!!”

นางพยายามหายใจราวกับต้องการอากาศอย่างถึงที่สุด เพียงสามถึงสี่ครั้งและก็ล้มตัวนอนหมดสติไป……

สองวันถัดมา

เปลือกตาที่ค่อนข้างหนาค่อย ๆ กะพริบขึ้นสู้แสงแดดอ่อน ๆ ในยามสายซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงเวลาใดและวันที่เท่าไหร่ เมื่อร่างอรชรของสตรีในชุดนอนสีขาวแขนยาวค่อย ๆ ยกแขนขึ้นมาจับไปที่หน้าผาก

“โอย…. เจ็บชะมัดเลย”

“ท่านหญิงฟื้นแล้ว เร็วเข้ารีบไปเรียนนายท่านแล้วรีบตามท่านหมอ”

“เจ้าค่ะแม่นม”

“ลี่ฝู เสี่ยวชิงเร็ว ๆ เข้าพวกเจ้ารีบไปเตรียมน้ำ เตรียมชุดใหม่มาให้คุณหนูเร็ว ๆ เข้า เจ้าน่ะ ส่งคนไปแจ้งที่เรือนใหญ่บอกฮูหยินให้ทราบด้วย”

(อะไรกัน แม่นม ฮูหยิน…. เรียกใครกันนะ ท่านหญิงงั้นหรือ…)

“เฮ้ย!! อะไรเนี่ย!!”

ดวงตาเบิกกว้างและตกใจเมื่อชุดที่สวมใส่ไม่เหมือนกับชุดผู้ป่วยในโรงพยาบาลแต่เป็นชุดผ้าหนายาวเหมือนกับในซีรีส์จีนโบราณที่เธอชอบดู

“ท่านหญิงเจ้าคะ ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

“โอ๊ย!!”

จบคำที่เรียกนาง เสียงที่ดังขึ้นในหัวก็เริ่มโจมตี ทุกความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของร่างเดิมกำลังพุ่งเข้ามาราวกับสายน้ำที่ทะลักอย่างยากจะหยุดยั้ง

(ท่านหญิง “ว่านเยว่เฟย” บุตรีเสนาบดีฝ่ายขวาของฝ่าบาท มารดาคือองค์หญิงเสี่ยเล่อพระนาม “หยางเนี่ยเฟย” สิ้นพระชนม์ไปเมื่อนางอายุได้เพียงเจ็ดขวบ….)

“อะไร นี่มันข้อมูลอะไรกัน เรามีชื่อเดียวกันงั้นเหรอ โอ๊ย!!”

“ท่านหญิง!! เร็วเข้าเรียกท่านหมอมาที เสิ่นปา หวังหลี่เร็ว ๆ เข้า”

(ข้าไม่ได้พลัดตกน้ำ ไม่ได้เลอะเลือนแต่มีคนพยายามฆ่าข้าเพราะหวังในอำนาจ ช่วยข้าฉีกหน้าคนเหล่านั้น แก้แค้นให้ข้าด้วย…)

“หยุด!! ฉันไม่…โอ๊ย…”

(ฮูหยินของท่านพ่อและบุตรสาว คือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจข้าพวกนางเกลียดข้ามาก รองลงมาคือลู่……)

เสียงนั้นเริ่มไกลออกไปจนเงียบลง หวังเยว่เฟยในร่างของ “ว่านเยว่เฟย” ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางพบว่าตรงหน้าคือสตรีสูงวัยเกือบจะเป็นยายของนางได้มองนางด้วยสายตาที่เป็นกังวลไม่น้อย

“ท่านหญิงเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ แม่นมเรียกหมอมาให้แล้วรอสักครู่นะเจ้าคะ”

“อะไรนะ ใครนะ แม่นมไหน แล้ว…. นั่น!!”

ว่านเยว่เฟยหันไปมองกระจกที่อยู่ไกล ๆ ก็แทบตกใจและไม่มั่นใจ ร่างบางรีบก้าวเท้าลงจากเตียงจนล้มลงไปอีกครั้งเพราะนางแทบจะไร้เรี่ยวแรงที่จะเดินเพราะหมดสติไปกว่าสามวัน

“ว้าย!! ท่านหญิง!!”

“มะ ไม่เป็นไร…รอเดี๋ยวก่อนขอตั้งสติหน่อย ฉันอยู่บนเครื่องบิน…. เครื่องกำลังดิ่งลงแล้วฉันก็หมดสติไป แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่ที่ไหน”

“ท่านหญิงนี่ท่านจำสิ่งใดไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ ที่นี่คือเมืองหลวงของต้าหยวนเจ้าค่ะ รัชสมัยของฮ่องเต้หยางจวิ้นหรงซึ่งเป็นเสด็จลุงของท่านหญิงอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

ภาพในกระจกตรงหน้าทำให้นางต้องตกใจไปอีกครั้ง แม้ว่า “หวังเยว่เฟย” จะเป็นคนสวยอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมแพ้ให้กับผู้ที่อยู่ในกระจกในตอนนี้ ผิวขาวละเอียดไร้ไฝฝ้า ดวงตาโตดุจลูกกวางที่สดใสอีกทั้งจมูกที่ได้รูปราวกับปั้นมาโดยหมอศัลยกรรมฝีมือขั้นเทพ ปากรูปกระจับที่สาว ๆ ในยุคของนางไฝ่ฝัน ทุกอย่างรวมกันอยู่บนใบหน้านี้ได้อย่างลงตัว

“ฝันไปเหรอเนี่ย สวยอะไรแบบนี้แม้แต่ไอดอลก็ยังชิดซ้าย”

“ท่านหญิง อย่างได้หมอนเพิ่มหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะสั่งให้คนนำมาเพิ่มให้นะเจ้าคะ”

“อะไรนะ…เอ่อ…”

แม่นมมิได้คุยกับนางแล้วแต่นางหันไปจัดแจงให้คนที่พึ่งเข้ามาอีกสองคนเตรียมน้ำและผ้าสำหรับทำความสะอาดให้นางอยู่

“ว่านเยว่เฟย…. อะไรวะเนี่ยแล้วฉันจะกลับบ้านยังไง ที่นี่มันไม่ใช่ที่ของฉัน”

“ท่านหญิงเจ้าคะ”

สาวน้อยสะดุ้งสุดตัวเมื่อสาวใช้เดินมาเรียกขานนางอีกครั้ง ท่าทีตื่นกลัวและสายตาราวลูกกวางถูกทิ้งทำให้ “เสี่ยวชิง” สาวใช้ประจำตัวนางรู้สึกแปลกกับท่าทางของท่านหญิง

“ท่านหญิง ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะอย่าทำเช่นนี้สิเจ้าคะบ่าวรู้สึกไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”

“ฉัน…ไม่ใช่…เจ้า…นาง…”

“ข้าเสี่ยวชิงอย่างไรเจ้าคะ ทางนั้นน้องสาวของข้า “ลี่ฝู” แม่นมอิ๋งอิ๋งเจ้าค่ะ คุณหนูเจ้าคะ นี่ท่าน…”

“เสี่ยวชิงอย่าพึ่งถามท่านหญิง รีบพาท่านหญิงไปอาบน้ำก่อนเถอะเร็ว ๆ เข้า”

“เจ้าค่ะ”

กว่าที่ว่านเยว่เฟยจะตั้งสติได้ก็อาบน้ำจนเสร็จและได้ดื่มชาร้อน ๆ เข้าไปนั่นแหละนางถึงได้มานั่งทบทวนบางอย่างที่เตียงเงียบ ๆ

“นึกว่าจะมีแต่ในนิยายกับซีรีส์เสียอีก แล้วนี่ต้องหาตัวฆาตกรแทนนางสินะฉันถึงจะกลับบ้านได้ แล้วถ้ากลับไม่ได้ล่ะต้องอยู่ที่นี่งั้นเหรอ แล้ว….”

“เจ้าคะ ท่านหญิงอยากได้อาภรณ์ใหม่หรือเจ้าคะ”

“หา??…. เอ่อ เสี่ยว…”

“เสี่ยวชิงเจ้าคะ”

“อ้อ…เสี่ยวชิง ข้า…. ก่อนหน้านี้เป็นเช่นไรงั้น…อย่างนั้นหรือ”

“คุณหนูท่านถามเช่นนี้หรือว่า ท่านหลงลืมจนหมดสิ้นเลยหรือเจ้าคะ แม้แต่เรื่องในคืนก่อนที่ท่านตกน้ำไปท่านก็จำไม่ได้หรือเจ้าคะว่าท่านไปที่นั่นได้เช่นไร”

“ข้า…จำอะไรไม่ได้เลย”

“เยว่เฟย!! ลูกพ่อเจ้าฟื้นแล้วพระโพธิสัตว์คุ้มครอง องค์เสวียนกงคุ้มครองให้เจ้ารอดปลอดภัย ลูกพ่อ…”

ผู้ที่เรียกตัวเองว่าพ่อพุ่งกายเข้ามากอดนางด้วยความเร็ว อ้อมกอดของบิดาที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเพราะในชาติที่แล้ว หวังเยว่เฟยมีเพียงมารดาเท่านั้นเพราะบิดาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่นางยังเด็ก

“เจ้ารู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนแล้วยัง…”

“คุณ…ไม่สิ ท่าน…พ่อ…. ข้า ไม่เจ็บแล้ว เพ เจ้าค่ะ”

นางรู้สึกว่ายากยิ่งนักในการใช้คำโบราณเหล่านี้ โชคดีที่ไม่ต้องกินวุ้นแปลภาษาเข้าไปเพราะหวังเยว่เฟยถือเป็นเด็กอัจฉริยะ เธอพูดได้ถึงห้าภาษา เรียนจบแพทย์ตามใจมารดาที่อยากให้เรียน

เธอเก่งกีฬาทุกรูปแบบขอแค่ได้ทดลองเล่น สิ่งที่เธอชอบคือกีฬาผาดโผนทุกชนิดและอาชีพที่ไฝ่ฝันคือนักบิน และเมื่อมารดาเสียชีวิตตอนเธออายุยี่สิบสาม หลังจากนั้นเธอก็หันหลังให้กับวิชาแพทย์ หันมาเอาดีทางด้านแอร์โฮสเตรสซึ่งเป็นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันแทนจนกระทั่ง…..

“ดีแล้ว ๆ ท่านหมอมาหรือยัง พวกเจ้าเรียกหมอมาเร็ว ๆ เข้า”

“ท่านพี่เหตุใดท่านจึงพูดจาเสียงดังเช่นนี้เล่าเจ้าคะ เสียงดังจนดังไปถึงเรือนหลัง”

สตรีในชุดกรุยกรายสีส้มอ่อนเดินเข้ามาพร้อมกับบางคนที่เดินตามมาซึ่งว่านเยว่เฟยเห็นไม่ชัดนัก เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ๆ นางจึงได้เห็นสตรีผู้นั้นชัด ๆ และหัวก็เริ่มปวดขึ้นมา

“โอ๊ย!!”

“เยว่เฟย เร็วเข้า แม่นมรีบไปเอาน้ำมาให้นาง แล้วนี่หมอล่ะ ท่านหมอมาหรือยัง!!”

“ซูหลิง” ทำท่าระอาและเบื่อหน่าย สีหน้านั้นมิได้มาเพื่อเยี่ยมเยือนนางแต่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นว่านางฟื้นและรอดปลอดภัยดี ว่านเยว่เฟยเพียงแค่มองผู้มาเยือนก็รู้ว่านางไม่ได้มาดีเป็นแน่

(คน ๆ นี้น่าจะเป็นเมียของพ่อสินะ เรียกว่าฮูหยินงั้นเหรอ)

“หึ แค่เห็นหน้าข้าก็ออกอาการเชียวนะ หรือว่าท่านหญิงแค่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากบิดาเท่านั้น”

องค์ชายแปด "ฮ่าวจื่อหรง"

ว่านเยว่เฟยรู้โดยสัญชาตญาณทันทีว่าสองคนที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องนี้มิได้หวังดีกับเจ้าของร่าง อีกทั้งยังเห็นนางเป็นศัตรูอีกด้วย แม้จะไม่บอกก็รู้ว่านางคือผู้ใดในจวนแห่งนี้เพราะสังเกตจากท่าทีของสาวใช้ที่เกรงใจนาง

“เอาล่ะ ๆ ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้วก็นั่งเถอะอย่าพึ่งพูดมากเลย ไม่เห็นหรือว่าเยว่เฟยพึ่งจะฟื้น”

“ท่านพ่อ ลูกไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะเพียงแค่ยังรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยเท่านั้น”

“ก็แน่ละสิ เจ้านอนโอบเมืองไปเสียหลายวันเลยนี่หากไม่ฟื้นวันนี้ข้าก็คงคิดว่า…”

“ซูหลิง!! ข้าบอกให้เจ้าหยุด”

“ท่านพี่!!”

“หากเจ้าไม่รู้จะพูดสิ่งใดก็พาลี่เอ๋อร์ออกไปก่อนเถอะให้นางได้พักผ่อน”

“ท่านพ่อเจ้าคะ”

สตรีอ่อนวัยกว่านางราว ๆ สามถึงสี่ปีเดินออกมาพร้อมกับสีหน้าละห้อย ว่านเยว่เฟยที่หันไปมองก็รู้สึกว่านางน่ารักแต่ก็เพียงเท่านั้นเพราะคำพูดที่ออกมาจากปากนางหลังจากนั้น….

“ท่านแม่เป็นห่วงพี่ใหญ่จริง ๆ เจ้าค่ะ มิเช่นนั้นจะสั่งให้ท่านหมอมาดูอาการนางอย่างใกล้ชิดหรือเจ้าคะ อีกอย่างยารักษาอาการที่แพง ๆ ดี ๆ ท่านแม่ก็ล้วนเป็นผู้จัดหามาให้ทั้งนั้นท่านพ่อพูดเช่นนี้ไม่รักษาน้ำใจท่านแม่ไม่เกรงว่าผู้อื่นจะหาว่าท่านลำเอียงเข้าข้างพี่ใหญ่หรือเจ้าคะ”

พูดเสร็จก็บีบน้ำตาในทันทีราวกับสั่งได้ ผู้ที่ป่วยอยู่บนเตียงถึงกับเบิกตามองดู นึกว่ามีแต่ในละครเสียอีกที่นางร้ายจะบีบน้ำตาเช่นนี้

“เอาเถอะ ๆ พวกเจ้ามาเยี่ยมแล้วก็กลับไปได้แล้ว”

แม่นมอิ๋งและสาวใช้อีกสองคนเดินหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องพร้อมกับความแปลกใจของเสนาบดีว่าน

“นายท่านเจ้าคะ”

“มีอะไรถึงได้แตกตื่นกันขนาดนี้”

“องค์ชายแปดเสด็จมาเจ้าค่ะตอนนี้อยู่หน้าจวนแล้ว”

“อะไรนะ องค์ชายแปดงั้นหรือ เร็ว ๆ เข้ารีบออกไปรับเสด็จ”

ว่านเยว่เฟยได้ยินเพียงคำว่าองค์ชายก็หันไปมองสาวใช้ที่ยืนข้าง ๆ ซึ่งตอนนี้นางจำชื่อได้แล้ว

“นี่เสี่ยวชิง องค์ชายมาทำอะไรที่นี่งั้นหรือ”

“ท่านหญิง!! ท่านจดจำแม้กระทั่งองค์ชายแปด "ฮ่าวจื่อหรง" ผู้ที่ท่านชื่นชอบจนคลั่งไคล้มิได้หรือเจ้าคะ"

“อะไรนะ!! ถึงกับคลั่งเลยหรือ”

“เจ้าค่ะ ท่านเอาแต่ตามติดเขาไปทุกที่อีกทั้งยังทำเรื่องมิบังควรกับองค์ชายไปหลายครั้งจน…”

“องค์ชายแปดเสด็จ!!”

เยว่เฟยหันรีหันขวางเพราะทำตัวไม่ถูก เสี่ยวชิงค่อย ๆ ผลักผู้เป็นนายนอนเอนลงที่เตียงเป็นสัญญาณเพื่อให้เยว่เฟยไม่ตกใจแต่ไม่ทันที่จะเอนกายลง บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดทางการสีดำขลิบทองพร้อมเครื่องประดับแม้จะไม่มากแต่ก็นับว่าดูหล่อเหลารับกับใบหน้าที่รูปงามดุจเซียนปั้นนั่น เมื่อเห็นก็รู้ว่าเหตุใดเสี่ยวชิงจึงได้ใช้คำว่า “คลั่งไคล้” กับนาง เพราะคนที่มายืนอยู่ตรงหน้านี้หล่อเหลาราวกับเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ก็ไม่ปาน

“ขออภัยที่กระหม่อมไม่ทันออกไปรับเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านเสนาบดีว่านไม่ต้องเกรงใจ ข้ารับบัญชาเสด็จพ่อให้มาตรวจอาการ…ของนาง จึงได้มาที่นี่ตามบัญชา”

เยว่เฟยเผลอตัวมองใบหน้าที่หล่อเหลานั่นตาไม่กะพริบแต่เขาเพียงเอียงมองมาและหันกลับไปทันทีและหันไปทักทายฮูหยินและน้องสาวต่างมารดาของนางอย่างเป็นมิตร

“ไม่ทราบว่าองค์ชายจะเสด็จมา มิเช่นนั้นจะให้ลี่เอ๋อร์ตั้งสำรับของว่างรอเพคะ ลี่เอ๋อร์เจ้ารีบไปสั่งให้คนจัดเตรียมของว่างเอาไว้รับรององค์ชายแปดเร็วเข้า”

“ฮูหยินอย่าได้ลำบากเลย ข้ามาเพราะคำสั่งเสด็จพ่อเพื่อตรวจอาการ เมื่อเสร็จก็จะรีบกลับไปทูลแจ้งอาการให้เสด็จพ่อทรงทราบทันที”

องค์ชายแปดเดินมาที่เตียงของนางช้า ๆ และวางของที่องครักษ์ข้างกายนำมาวางที่โต๊ะกลางก่อนจะนั่งลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เพื่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจึงจำใจต้องมาอยู่ตรงนี้

“เฟย…. ว่านเยว่เฟย”

“คะ!! เอ่อ…เพคะ”

เยว่เฟยที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองเผชิญหน้ากับบุรุษหนุ่มรูปงามตรงหน้า ใบหน้าเขาอยู่ห่างนางไม่มาก ดูแล้วเขาน่าจะเป็นหมอ

“ข้าบอกว่าจะตรวจชีพจรให้”

“อ้อ ไม่ต้องเพคะ ตอนนี้ชีพจรเต้นปกติหัวใจเต้นเจ็ดสิบครั้งต่อ…เอ่อ…เอาเป็นว่าหม่อมฉันยังเหลืออาการหูอื้อคงเพราะน้ำเข้าหูมากตอนจมน้ำขอเพียงพารา…. เอ่อ…ยาแก้ปวด แก้ไข้อย่างละสามโดส…ไม่ใช่ สาม..”

บุรุษหนุ่มปัดมือนางออกโดยทันทีพร้อมกับสีหน้าที่ดูหงุดหงิดพร้อมกับลุกขึ้นจนนางตกใจกับการกระทำของเขา

“ดูเหมือนว่านางจะปลอดภัยแล้วจริง ๆ อาการทั่วไปนอกจากดูอ่อนเพลียมากกว่าเดิมก็ไม่เห็นว่า…. จะมีสิ่งอื่นผิดปกติ หึ”

เยว่เฟยขมวดคิ้วอีกครั้ง เสียงแค่นหัวเราเยาะนั่นนางไม่ได้หูฝาดเป็นแน่ ชายผู้นี้แม้จะหน้าตาดีแต่พฤติกรรมที่ปฏิบัติกับสตรีช่างหยาบนัก แม้ว่าจะเป็นถึงองค์ชายและยังเป็นหมอด้วยก็ตาม

“องค์ชาย มั่นพระทัยแน่หรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านเสนาบดีมิได้ฟังที่นางพูดออกมาเมื่อครู่หรอกหรือ เมื่อครู่นี้นางพูดราวกับรู้ดีกว่าหมอเสียอีก”

“เอ่อ กระหม่อมคิดว่านางน่าจะ…. มันน่าจะเป็นอาการผิดปกติหลังจากตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ”

“งั้นหรือ ได้ เช่นนั้นเราขอเวลาตรวจอีกสักครู่ พวกท่านออกไปให้หมดข้าขอตรวจนางโดยละเอียดอีกครั้ง”

องค์ชายแปดยิ้มให้กับเสนาบดีว่านและทุกคนก็เริ่มทยอยเดินออกไป แม้แต่เสี่ยวชิงเองก็เช่นกัน เมื่อทุกคนออกไปแล้วองค์ชายแปด “ฮ่าวจื่อหรง” ก็พยักหน้าให้กับองครักษ์ของตนเองเดินออกไปและปิดประตูทันทีพร้อมกับหันมามองว่านเยว่เฟยที่กำลังจับแขนและมือของตัวเอง เขาพินิจมองนางอยู่สักพักและเอ่ยขึ้น

“ว่านเยว่เฟย”

นางเพียงแค่เงยหน้ามองสบตาเขา ครั้งนี้เองที่นางหยุดมองเขาแม้แต่ฮ่าวจื่อหรงเองก็มองนางนิ่ง ๆ เช่นกัน สายตาที่มองเขากลับไม่เหมือนเดิม สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย สับสนและบางอย่างซึ่งเขาเองก็บอกไม่ถูก

“เจ้ากล้ามากนะที่กล้าใช้เรื่องนี้มาเรียกร้องความสนใจของเสด็จพ่อจนต้องส่งข้ามาถึงที่นี่”

“อะไรนะ? พระองค์กล่าว เอ่อ…ตรัสเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรเพคะหม่อมฉันไม่เข้าใจ …พูดถูกแล้วใช่ไหมนะ”

“เจ้าพูดอะไร อย่างไรเจ้ายังน่ารังเกียจเช่นเดิมเมื่อใดจะเลิกใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้เสียที ข้าบอกเจ้าไปหลายครั้งแล้วว่าถึงอย่างไรงานหมั้นหมายระหว่างเราก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ต่อให้เจ้าจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม”

“เขาพูดอะไรของเขากันน่ะ ใครจะหมั้นกับเขากันตาขี้เก๊กเอ๊ย”

“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะว่านเยว่เฟย!!”

เยว่เฟยตกใจสุดชีวิตจนตื่นตระหนกซึ่งแม้แต่จื่อหรงเองก็ตกใจกับท่าทางของนาง โดยปกติแล้วคนอย่างว่านเยว่เฟยที่เขารู้จักจะเป็นคนดื้อดึง เถียงคำไม่ตกฟาก พูดอะไรไปก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างราวกับหูซ้ายทะลุหูขวาและไม่ใส่ใจ นางสนใจเพียงแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น

“เป็นอะไร เจ้ากำลังเปลี่ยนไปเล่นบทใสซื่อบริสุทธิ์อยู่งั้นหรือ เจ้าไม่คิดว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เจ้า…ลอบเข้าไปหาข้าที่ตำหนักสองเดือนก่อนนั่นผู้คนจะหลงลืมงั้นหรือ "สตรีน่ารังเกียจแห่งต้าหยวน" อย่าคิดว่าแกล้งตกน้ำแล้วจะเรียกร้องความสงสารจากเสด็จพ่อเพื่อบีบบังคับให้ข้ารับเจ้ามาเป็นพระชายา ชาตินี้ต่อให้เหลือเจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียว ข้าก็ไม่มีทางที่จะ…."

“ท่านพล่ามพอหรือยัง”

“อะไรนะ”

“ข้าถามว่า ท่านพูดพล่ามเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยเป็นนกแก้วนกขุนทองพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็เงียบแล้วฟังสักหน่อยเถอะ คิดว่าเป็นองค์ชายแล้วแน่นักหรือ ใหญ่มาจากไหนก็แค่มังกรน้อยลูกของฮ่องเต้ไม่ใช่หรืออย่างไรมีสิทธิ์อันใดมาต่อว่าผู้อื่น…”

“หุบปาก!!”

เยว่เฟยหยุดทันที เป็นอีกครั้งที่เขาแผดเสียงใส่นาง โลกที่ไม่เคยรู้จัก เมื่อข้ามมาก็พบแต่ผู้คนแปลก ๆ อีกทั้งคนผู้นี้ยังมายืนชี้หน้าด่านางว่าอะไรนะ “สตรีน่ารังเกียจ” งั้นหรือ น้ำตาที่เริ่มคลอหน่วยทำให้องค์ชายผู้วางท่าใจหายวาบไปในทันที เขาไม่เคยเห็นน้ำตาของคนอย่างว่านเยว่เฟยมาก่อน

“นี่เจ้า…”

“หากพระองค์มิได้มาตรวจก็จงกลับไปเสียแต่เดี๋ยวนี้ ก่อนที่หม่อมฉัน…จะกระโดดถีบยอดหน้าพระองค์ออกจากห้องนี้ไป”

สตรีน่ารังเกียจ

“นี่เจ้า!! ช่างหยาบคายยิ่งนัก เจ้ากล้างั้นหรือ”

“จะลองไหมเล่า ก็มาสิวะ!!”

“หยาบคาย ไร้มารยาท สิ้นคิด!!”

“ก็เหมือนกันละวะใครใช้ให้หาเรื่องก่อนล่ะ หรือจะลองเอาไหมล่ะแม่จะอัดด้วยมวยไทยแค่ครึ่งยกก็หมอบแล้ว วางท่าใหญ่โตโธ่เอ๊ย!! คิดว่ากลัวหรืออย่างไร!!”

ฮ่าวจื่อหรงโกรธจนตัวสั่น พระพักตร์แดงจัดเพราะฟังคำด่านางไม่ทัน ส่วนที่ฟังทันก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง อีกทั้งท่าทีที่แสดงออกนั่นทำให้เขาโมโหจนลมแทบจับและอยากจะบีบคอนางเสียเหลือเกินหากไม่ติดว่านางเป็นสตรีแล้วล่ะก็….

“ว่านเยว่เฟย…. เอาป้ายหยกของข้าคืนมา”

“หยกอะไร ป้ายอะไร!!”

“ป้ายหยกที่เจ้าแอบขโมยมันมาจากตำหนักข้าแล้วนำไปแอบอ้างไปทั่วเมืองว่า….”

“ว่าอันใด”

“เอาเป็นว่า คืนป้ายหยกข้ามา”

“แล้วหน้าตามันเป็นเช่นไรไอ้ป้ายที่ว่านั่นน่ะ”

ฮ่าวจื่อหรงไม่เคยโกรธผู้ใดจนสติขาดผึงมากถึงเพียงนี้มาก่อน เขาเดินเข้าไปจนชิดแต่อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทางกลัวเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าสายตาจะเกรงกลัวแต่นางก็กำหมัดแน่นและจ้องตอบเขากลับ ท่าทีเช่นนี้เขาไม่เคยพบเจอ ต่อให้เป็นสตรีทั้งเมืองหลวงก็เถอะ

“แม้ว่าจะเป็นถึงท่านหญิงแต่เจ้าก็ไม่ควรจะไร้มารยาทถึงเพียงนี้ ข้าขอเตือนเจ้า….”

“รอเดี๋ยว ป้าย…. อยู่ไหนละวะทำไมของเยอะแยะขนาดนี้ล่ะนี่”

“นั่นเจ้าจะทำสิ่งใด”

“ก็หาป้ายหยกให้อย่างไรเล่าท่านอยากได้มิใช่หรือ จะดีมากหากองค์ชายจะพูดออกมาว่ามันหน้าตาเช่นไร”

เยว่เฟยไม่ได้ฟังที่เขาพูดแต่รีบค้นหาของในห้องตามลิ้นชักและกล่องต่าง ๆ ของเจ้าของร่าง นางอยากให้องค์ชายแปดผู้นี้ออกไปจากห้องเสียเดี๋ยวนี้ทันทีและไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกแม้แต่เวลาเดียวเพราะเกรงว่าจะอดใจทำร้ายเขาไม่ได้ ส่วนอีกฝ่ายเฝ้ามองนางราวกับไม่เคยเห็นว่านเยว่เฟยมาก่อนแต่เขาไม่ทันได้คิดอะไรนางก็ตะโกนออกมา

“เจอแล้ว!! น่าจะใช่ แล้วแบบนี้น่ะหรือที่เรียกว่าป้ายหยกว่าแต่มันคืออันไหนกันล่ะ”

นางยกกล่องไม้โบราณที่มีน้ำหนักเบาแต่หรูหราเดินมาให้เขา ข้างในนั้นมีป้ายหยกเกือบยี่สิบอันอยู่ ฮ่าวจื่อหรงถึงกับอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าสตรีนางนี้จะทำตัวน่ารังเกียจถึงเพียงนี้ นางเก็บป้ายหยกของบุรุษเอาไว้มากถึงเพียงนี้ได้เช่นไร

“ไม่หยิบไปเล่าเพคะ ไม่มีงั้นหรือถ้าเช่นนั้นยังมีอีกกล่อง”

“ยังมี…. อีกกล่องงั้นหรือ นี่เจ้า…”

“อย่าถาม ๆ ข้าเองก็ไม่รู้ พึ่งจะมาถึงจะรู้ได้เช่นไร”

“อะไรนะ!!”

“เปล่า ๆ รีบหาของแล้วรีบกลับเถอะเสียเวลา”

“ช่างเถอะ!! หาไม่เจอก็เอาไว้วันหลังแต่ป้ายเหล่านี้….”

“ทำไม พระองค์อยากได้หรือเพคะ”

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือมีสตรีที่ใดทำเช่นนี้บ้าง ไร้ยางอาย น่ารังเกียจข้ากลับล่ะ”

จื่อหรงมองนางด้วยสายตาที่เหยียดหยามและเกลียดชังอย่างเปิดเผยจนนางนึกตกใจ เขาเดินออกไปพร้อมกับสาวใช้ของนางที่เดินเข้ามาข้างใน

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านทะเลาะกับองค์ชายอีกแล้วหรือเจ้าคะ”

“อีกแล้ว? หมายความว่าอย่างไร เขากับข้าทะเลาะกันบ่อย ๆ หรือ”

“แย่แล้วคุณหนู ท่านนำกล่องลับนี่ออกมาด้วยเหตุใดเจ้าคะ ไหนท่านบอกว่าท่าน…”

“อะไร อันนี้น่ะหรือก็เขาบอกว่าข้าไปขโมยป้ายหยกของเขามาก็เลยให้เขาหาดู เขาบอกไม่มี”

“คุณหนู ตายแน่ ๆ”

“อะไรตายอีกเล่า หมายถึงอันใดกันเสี่ยวชิงใครจะตายแล้วทำไมต้องตาย”

“คุณหนูเจ้าคะป้ายหยกเหล่านี้ท่านเป็นคนได้รับมาจากบุรุษทั่วเมืองหลวง ท่านจงใจแกล้งคุณหนูสกุลลู่เพื่อยืนยันว่าท่าน…เป็นสตรีงดงามอันดับหนึ่งอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

“แค่ป้ายพวกนี้น่ะหรือ ไร้สาระชะมัด”

“เจ้าค่ะ”

“หือ…”

“คุณหนูข้าหมายความว่า…”

“คุณหนูเจ้าคะ” / อี้ฝู

สาวใช้อีกคนที่ท่าทางห้าวกว่าพี่สาววิ่งเข้ามาในห้องของนางราวกับมีเรื่องด่วน

“มีอะไร แคก แคก โอย พูดเร็ว ๆ เหนื่อยจริง”

“แย่แล้วเจ้าค่ะแย่แล้ว คุณหนูรองกำลังคุยอยู่กับองค์ชายแปดในสวนเจ้าค่ะ”

“คุณหนูรอง อ่อ แล้วอย่างไรเล่า”

""คุณหนู""

สองสาวใช้ถึงกับงงกับการเปลี่ยนไปของคุณหนูของพวกนาง

“ปกติหากมีสตรีใดเข้าใกล้หรือแม้แต่กล้าทักทายองค์ชายแปด ท่านก็จะ…”

“จะอะไรล่ะ”

แต่ละวีรกรรมที่สองสาวใช้ผลัดกันเล่าให้ฟัง ทั้งการจัดการสตรีที่ลอบคุยกับองค์ชายแปดและว่านเยว่เฟยที่ชอบสังสรรค์จัดงานเลี้ยงและเที่ยวหอคณิกาชายเพื่อฟังดนตรีและดื่มสุราอีกทั้งยังชอบใช้สายตากรีดกรายมองชายอื่นเพื่อให้สนใจเพียงนางทำเอาผู้ฟังถึงกับทำตัวไม่ถูก

“ดังนั้น…คำว่าสตรีน่ารังเกียจนั่นคือคำที่เขาใช้เรียกข้าใช่หรือไม่”

เสี่ยวชิงและลี่ฝูยิ้มแห้ง ๆ ส่งมาให้เพราะเดิมทีเยว่เฟยก็ไม่ได้สนใจคำเรียกนี้เพราะนางเป็นคนไม่ใส่ใจคนหรือเสียงนินทา แต่หากได้ยินกับหูหรือเห็นกับตา นางก็ตาต่อตาฟันต่อฟันกับคนพวกนั้นเท่านั้น

“ร้ายกาจถึงเพียงนี้…”

“เจ้าค่ะ”

“ดี!! เช่นนั้นก็จะร้ายแบบนี้สืบไป”

""คุณหนูกลับมาแล้ว""

“หาได้แคร์ไม่”

“อะไรนะเจ้าคะ…แคอะไรเจ้าคะ”

“เอ่อ เอาใหม่ หาได้สนใจไม่”

""เจ้าค่ะ""

ว่านเยว่เฟยลุกขึ้นยืนและบิดขี้เกียจด้วยความโล่งใจ ชีวิตก่อนหน้านี้ตลอดเวลายี่สิบปี นางใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นมาโดยตลอดจนขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะทั้งเรื่องเรียน กีฬา และการทำงานร่วมกับคนอื่นนางก็ทำได้ดีจนมารดานางเสียชีวิต และพึ่งจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเลือกได้ไม่ถึงครึ่งปีก็ตายและข้ามภพมาที่นี่ ในเมื่อโชคชะตาพานางมาเป็นเช่นนี้…

“ข้าเป็นลูกคนรวยเป็นคนสวยแล้วก็เก่ง ท่านพ่อก็ตามใจและสามารถใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้นี่แหละชีวิตที่ต้องการ ดีก็ได้ร้ายก็เป็น”

“คุณหนูแล้วองค์ชายแปดเล่าเจ้าคะจะทำเช่นไรต่อ”

“เอ้อ…เจ้าพูดมาก็ดีแล้ว ไหนเล่าป้ายของเขาน่ะ”

“คุณหนูหมายถึงตราประจำพระองค์ที่คุณหนูแอบหยิบมาจากตำหนักองค์ชายเมื่อสองเดือนก่อนหรือเจ้าคะ”

“น่าจะใช่กระมัง เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันเก็บเอาไว้ที่ใด”

สองสาวใช้ส่ายหน้าด้วยเพราะไม่ทราบจริง ๆ ว่าคุณหนูของนางเก็บสิ่งนี้ไว้ที่ใด

“คุณหนูไม่เคยบอกเจ้าค่ะว่าเก็บเอาไว้ที่ใด”

“อีกทั้งยังพูดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของท่านจึงได้เอาไปเก็บเองไม่เก็บรวมกับของเหล่านี้เจ้าค่ะ”

“งั้นหรือ นี่นาง…เอ่อ ข้าชอบเขาถึงเพียงนั้นเลยงั้นหรือ พวกเจ้าเล่าให้ฟังทีสิว่าคน ไม่ใช่องค์ชายแปดผู้นี้มีดีอย่างไร”

“เป็นองค์ชายที่เก่งวิชาแพทย์เจ้าค่ะ” / อี้ฝู

“ก็ไม่เท่าไหร่ข้าก็เก่งเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” / เยว่เฟย

“เป็นผู้ที่มีความรู้คงแก่เรียนเจ้าค่ะ” / เสี่ยวชิง

“ข้าเองก็สอบได้ที่หนึ่งตลอดกาลเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองเชียวนะไม่อยากจะคุย”

“เป็นพระโอรสบุญธรรมของฝ่าบาทแต่ว่าถืออภิสิทธิ์เหนือกว่าองค์ชายที่กำเนิดโดยพระสนมเสียอีกเจ้าค่ะ”

“ข้าก็เป็น…เดี๋ยวนะ เขามิใช่พระโอรสแท้ ๆ งั้นหรือ”

“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นบุตรของท่านหมอที่เคยช่วยเหลือฝ่าบาทครั้งที่ออกศึกเมื่อยี่สิบปีก่อน ท่านหมอผู้นั้นยอมรับพิษแทนฝ่าบาทเพื่อจะได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ดังนั้นจึงรับเลี้ยงแทนและประทานยศองค์ชายให้ ซึ่งให้ความสำคัญไม่ต่างกับราชวงศ์คนอื่น ๆ เจ้าค่ะ”

“เช่นนี้นี่เอง ดังนั้นข้ากับเขาก็มิใช่ญาติกันสินะ แบบนี้นี่เองแต่ว่าข้าไปชอบเขาตรงไหนกันนะ”

“คุณหนู ท่านจำคุณหนูลู่ชิงอันไม่ได้หรือเจ้าคะ”

“ลู่อะไรนะ….”

“ลู่ชิงอันเจ้าค่ะ”

ชื่อนี้นางคุ้นหูนัก ดูเหมือนว่านางก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยของเจ้าของร่างเดิมเช่นกันแต่ว่าอยู่คนละจวนเช่นนี้จะเป็นไปได้เช่นไรที่นางจะเป็นผู้ลอบฆ่าว่านเยว่เฟย

“นางก็ชื่นชอบองค์ชายแปดงั้นหรือ”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เพราะพระโอรสของฝ่าบาทเหลือเพียงองค์ชายแปดเพียงพระองค์เดียวที่ยังมิได้เลือกคู่อภิเษกเจ้าค่ะ”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...