ข้าน่ะหรือสตรีน่ารังเกียจแห่งต้าหยวน
ข้อมูลเบื้องต้น
จากแอร์โฮสเตรสสาวที่พึ่งได้ทำตามความฝันหลังจากที่แม่ของเธอตาย….
คิดว่าจะทำเพื่อความฝันตัวเองสักครั้งกลับต้องมาตายเพราะเครื่องบินตกลงไปในมหาสมุทรแปซิฟิกและข้ามไปอีกโลกหนึ่ง
"ว่านเยว่เฟย" ชื่อเดียวกันกบเจ้าของร่างเดิมตื่นมาพร้อมกับยุคสมัยที่ย้อนกลับไปเป็นพันปี อีกทั้งยังรู้ทีหลังว่าผู้คนในโลกนี้เรียกเจ้าของร่างเดิมนี้ว่า "สตรีที่น่ารังเกียจแห่งต้าหยวน" โดยเฉพาะเขา….
"ฮ่าวจื่อหรง" องค์ชายแปด พระโอรสบุญธรรมของฮ่องเต้ เขาขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจในวิชาแพทย์แต่เกลียดนางเป็นที่สุดเพราะก่อนหน้านี้นางเอาแต่ตามตื๊อเขาและทำสารพัดเพื่อจะได้ครอบครองเขา….
“อย่างไรเจ้ายังน่ารังเกียจเช่นเดิมเมื่อใดจะเลิกใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้เสียที ข้าบอกเจ้าไปหลายครั้งแล้วว่าถึงอย่างไรงานหมั้นหมายระหว่างเราก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ต่อให้เจ้าจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม”
“เขาพูดอะไรของเขากันน่ะ ใครจะหมั้นกับเขากันตาขี้เก๊กเอ๊ย”
“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะว่านเยว่เฟย!!”
“เป็นอะไร เจ้ากำลังเปลี่ยนไปเล่นบทใสซื่อบริสุทธิ์อยู่งั้นหรือ เจ้าไม่คิดว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เจ้า…ลอบเข้าไปหาข้าที่ตำหนักสองเดือนก่อนนั่นผู้คนจะหลงลืมงั้นหรือ "สตรีน่ารังเกียจแห่งต้าหยวน" อย่าคิดว่าแกล้งตกน้ำแล้วจะเรียกร้องความสงสารจากเสด็จพ่อเพื่อบีบบังคับให้ข้ารับเจ้ามาเป็นพระชายา ชาตินี้ต่อให้เหลือเจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียว ข้าก็ไม่มีทางที่จะ…."
“ท่านพล่ามพอหรือยัง”
“อะไรนะ”
“ข้าถามว่า ท่านพูดพล่ามเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยเป็นนกแก้วนกขุนทองพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็เงียบแล้วฟังสักหน่อยเถอะ คิดว่าเป็นองค์ชายแล้วแน่นักหรือ ใหญ่มาจากไหนก็แค่มังกรน้อยลูกของฮ่องเต้ไม่ใช่หรืออย่างไรมีสิทธิ์อันใดมาต่อว่าผู้อื่น…”
“หุบปาก!!”
จากที่โกรธและเกลียด ก็ยิ่งทวีความเกลียดเพิ่มมากขึ้น เขาไม่เคยไว้ใจนางเลยจนต้องไล่จับผิดและเฝ้ามองพฤติกรรมที่น่าสงสัยนี้ของนาง….
จนกระทั่งเกิดเรื่องราวขึ้นในวังหลวง ที่ทำให้เหตุการณ์ในหัวใจของเขาเริ่มเปลี่ยนไป….
เรื่องราวจากนั้น รับรองว่าสนุกน่าติดตามค่า ฝากติดตามกันต่อด้วยนะค๊าา….
ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน
จวนสกุลว่าน
“เร็ว ๆ เข้ารีบไปเอาผ้าห่มมาเพิ่มอีก”
ท่านหญิง “ว่านเยว่เฟย” บุตรีคนโตของเสนาบดี “ว่านตง” พลัดตกน้ำในสระหลังจวนในตอนหัวค่ำของวันพระจันทร์เต็มดวง วุ่นวายถึงหมอหลวงในวังที่ต้องรีบมาทำการตรวจรักษาถึงสามคนตามพระบัญชาของฮ่องเต้
“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ”
“ท่านเสนาบดี… อาการท่านหญิงค่อนข้างจะวิกฤติ นางตกลงไปในน้ำนานเกินไปจึงทำให้ขาดอากาศหายใจ ข้าน้อยคิดว่าท่านควรจะ….”
“แคก แคก…. เฮือก!!”
“เยว่เฟย!!”
เสนาบดีว่านรีบวิ่งไปยังข้างเตียงของบุตรสาวในทันที หมอหลวงเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าท่านหญิงที่พึ่งตกน้ำ เขามั่นใจว่านางนอนหายใจรวยรินอยู่อาการนั้นคงไม่รอดพ้นคืนนี้ไปได้แต่บัดนี้นางกลับลุกขึ้นมาไอและพ่นน้ำออกมา
“เร็วเข้าท่านหมอ รีบเข้ามาดูอาการนางหน่อย”
“ขอรับ!”
คนที่พึ่งฟื้นมิได้พูดสิ่งใด สายตานางพร่าเบลอจนมิอาจจำสิ่งใดได้ “หวังเยว่เฟย” แอร์โฮสเตรสสาวที่พึ่งได้เข้าทำงานเพียงครึ่งเดือน เธอจำได้ว่าเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ห้องเครื่องทำให้เครื่องบินทั้งลำดิ่งลงก้นมหาสมุทรแปซิฟิก
“แคก แคก…อะไรกันเนี่ย…. เฮือก!!”
นางพยายามหายใจราวกับต้องการอากาศอย่างถึงที่สุด เพียงสามถึงสี่ครั้งและก็ล้มตัวนอนหมดสติไป……
สองวันถัดมา
เปลือกตาที่ค่อนข้างหนาค่อย ๆ กะพริบขึ้นสู้แสงแดดอ่อน ๆ ในยามสายซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงเวลาใดและวันที่เท่าไหร่ เมื่อร่างอรชรของสตรีในชุดนอนสีขาวแขนยาวค่อย ๆ ยกแขนขึ้นมาจับไปที่หน้าผาก
“โอย…. เจ็บชะมัดเลย”
“ท่านหญิงฟื้นแล้ว เร็วเข้ารีบไปเรียนนายท่านแล้วรีบตามท่านหมอ”
“เจ้าค่ะแม่นม”
“ลี่ฝู เสี่ยวชิงเร็ว ๆ เข้าพวกเจ้ารีบไปเตรียมน้ำ เตรียมชุดใหม่มาให้คุณหนูเร็ว ๆ เข้า เจ้าน่ะ ส่งคนไปแจ้งที่เรือนใหญ่บอกฮูหยินให้ทราบด้วย”
(อะไรกัน แม่นม ฮูหยิน…. เรียกใครกันนะ ท่านหญิงงั้นหรือ…)
“เฮ้ย!! อะไรเนี่ย!!”
ดวงตาเบิกกว้างและตกใจเมื่อชุดที่สวมใส่ไม่เหมือนกับชุดผู้ป่วยในโรงพยาบาลแต่เป็นชุดผ้าหนายาวเหมือนกับในซีรีส์จีนโบราณที่เธอชอบดู
“ท่านหญิงเจ้าคะ ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“โอ๊ย!!”
จบคำที่เรียกนาง เสียงที่ดังขึ้นในหัวก็เริ่มโจมตี ทุกความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของร่างเดิมกำลังพุ่งเข้ามาราวกับสายน้ำที่ทะลักอย่างยากจะหยุดยั้ง
(ท่านหญิง “ว่านเยว่เฟย” บุตรีเสนาบดีฝ่ายขวาของฝ่าบาท มารดาคือองค์หญิงเสี่ยเล่อพระนาม “หยางเนี่ยเฟย” สิ้นพระชนม์ไปเมื่อนางอายุได้เพียงเจ็ดขวบ….)
“อะไร นี่มันข้อมูลอะไรกัน เรามีชื่อเดียวกันงั้นเหรอ โอ๊ย!!”
“ท่านหญิง!! เร็วเข้าเรียกท่านหมอมาที เสิ่นปา หวังหลี่เร็ว ๆ เข้า”
(ข้าไม่ได้พลัดตกน้ำ ไม่ได้เลอะเลือนแต่มีคนพยายามฆ่าข้าเพราะหวังในอำนาจ ช่วยข้าฉีกหน้าคนเหล่านั้น แก้แค้นให้ข้าด้วย…)
“หยุด!! ฉันไม่…โอ๊ย…”
(ฮูหยินของท่านพ่อและบุตรสาว คือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในใจข้าพวกนางเกลียดข้ามาก รองลงมาคือลู่……)
เสียงนั้นเริ่มไกลออกไปจนเงียบลง หวังเยว่เฟยในร่างของ “ว่านเยว่เฟย” ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางพบว่าตรงหน้าคือสตรีสูงวัยเกือบจะเป็นยายของนางได้มองนางด้วยสายตาที่เป็นกังวลไม่น้อย
“ท่านหญิงเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ แม่นมเรียกหมอมาให้แล้วรอสักครู่นะเจ้าคะ”
“อะไรนะ ใครนะ แม่นมไหน แล้ว…. นั่น!!”
ว่านเยว่เฟยหันไปมองกระจกที่อยู่ไกล ๆ ก็แทบตกใจและไม่มั่นใจ ร่างบางรีบก้าวเท้าลงจากเตียงจนล้มลงไปอีกครั้งเพราะนางแทบจะไร้เรี่ยวแรงที่จะเดินเพราะหมดสติไปกว่าสามวัน
“ว้าย!! ท่านหญิง!!”
“มะ ไม่เป็นไร…รอเดี๋ยวก่อนขอตั้งสติหน่อย ฉันอยู่บนเครื่องบิน…. เครื่องกำลังดิ่งลงแล้วฉันก็หมดสติไป แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่ที่ไหน”
“ท่านหญิงนี่ท่านจำสิ่งใดไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ ที่นี่คือเมืองหลวงของต้าหยวนเจ้าค่ะ รัชสมัยของฮ่องเต้หยางจวิ้นหรงซึ่งเป็นเสด็จลุงของท่านหญิงอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
ภาพในกระจกตรงหน้าทำให้นางต้องตกใจไปอีกครั้ง แม้ว่า “หวังเยว่เฟย” จะเป็นคนสวยอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมแพ้ให้กับผู้ที่อยู่ในกระจกในตอนนี้ ผิวขาวละเอียดไร้ไฝฝ้า ดวงตาโตดุจลูกกวางที่สดใสอีกทั้งจมูกที่ได้รูปราวกับปั้นมาโดยหมอศัลยกรรมฝีมือขั้นเทพ ปากรูปกระจับที่สาว ๆ ในยุคของนางไฝ่ฝัน ทุกอย่างรวมกันอยู่บนใบหน้านี้ได้อย่างลงตัว
“ฝันไปเหรอเนี่ย สวยอะไรแบบนี้แม้แต่ไอดอลก็ยังชิดซ้าย”
“ท่านหญิง อย่างได้หมอนเพิ่มหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะสั่งให้คนนำมาเพิ่มให้นะเจ้าคะ”
“อะไรนะ…เอ่อ…”
แม่นมมิได้คุยกับนางแล้วแต่นางหันไปจัดแจงให้คนที่พึ่งเข้ามาอีกสองคนเตรียมน้ำและผ้าสำหรับทำความสะอาดให้นางอยู่
“ว่านเยว่เฟย…. อะไรวะเนี่ยแล้วฉันจะกลับบ้านยังไง ที่นี่มันไม่ใช่ที่ของฉัน”
“ท่านหญิงเจ้าคะ”
สาวน้อยสะดุ้งสุดตัวเมื่อสาวใช้เดินมาเรียกขานนางอีกครั้ง ท่าทีตื่นกลัวและสายตาราวลูกกวางถูกทิ้งทำให้ “เสี่ยวชิง” สาวใช้ประจำตัวนางรู้สึกแปลกกับท่าทางของท่านหญิง
“ท่านหญิง ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะอย่าทำเช่นนี้สิเจ้าคะบ่าวรู้สึกไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”
“ฉัน…ไม่ใช่…เจ้า…นาง…”
“ข้าเสี่ยวชิงอย่างไรเจ้าคะ ทางนั้นน้องสาวของข้า “ลี่ฝู” แม่นมอิ๋งอิ๋งเจ้าค่ะ คุณหนูเจ้าคะ นี่ท่าน…”
“เสี่ยวชิงอย่าพึ่งถามท่านหญิง รีบพาท่านหญิงไปอาบน้ำก่อนเถอะเร็ว ๆ เข้า”
“เจ้าค่ะ”
กว่าที่ว่านเยว่เฟยจะตั้งสติได้ก็อาบน้ำจนเสร็จและได้ดื่มชาร้อน ๆ เข้าไปนั่นแหละนางถึงได้มานั่งทบทวนบางอย่างที่เตียงเงียบ ๆ
“นึกว่าจะมีแต่ในนิยายกับซีรีส์เสียอีก แล้วนี่ต้องหาตัวฆาตกรแทนนางสินะฉันถึงจะกลับบ้านได้ แล้วถ้ากลับไม่ได้ล่ะต้องอยู่ที่นี่งั้นเหรอ แล้ว….”
“เจ้าคะ ท่านหญิงอยากได้อาภรณ์ใหม่หรือเจ้าคะ”
“หา??…. เอ่อ เสี่ยว…”
“เสี่ยวชิงเจ้าคะ”
“อ้อ…เสี่ยวชิง ข้า…. ก่อนหน้านี้เป็นเช่นไรงั้น…อย่างนั้นหรือ”
“คุณหนูท่านถามเช่นนี้หรือว่า ท่านหลงลืมจนหมดสิ้นเลยหรือเจ้าคะ แม้แต่เรื่องในคืนก่อนที่ท่านตกน้ำไปท่านก็จำไม่ได้หรือเจ้าคะว่าท่านไปที่นั่นได้เช่นไร”
“ข้า…จำอะไรไม่ได้เลย”
“เยว่เฟย!! ลูกพ่อเจ้าฟื้นแล้วพระโพธิสัตว์คุ้มครอง องค์เสวียนกงคุ้มครองให้เจ้ารอดปลอดภัย ลูกพ่อ…”
ผู้ที่เรียกตัวเองว่าพ่อพุ่งกายเข้ามากอดนางด้วยความเร็ว อ้อมกอดของบิดาที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเพราะในชาติที่แล้ว หวังเยว่เฟยมีเพียงมารดาเท่านั้นเพราะบิดาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่นางยังเด็ก
“เจ้ารู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนแล้วยัง…”
“คุณ…ไม่สิ ท่าน…พ่อ…. ข้า ไม่เจ็บแล้ว เพ เจ้าค่ะ”
นางรู้สึกว่ายากยิ่งนักในการใช้คำโบราณเหล่านี้ โชคดีที่ไม่ต้องกินวุ้นแปลภาษาเข้าไปเพราะหวังเยว่เฟยถือเป็นเด็กอัจฉริยะ เธอพูดได้ถึงห้าภาษา เรียนจบแพทย์ตามใจมารดาที่อยากให้เรียน
เธอเก่งกีฬาทุกรูปแบบขอแค่ได้ทดลองเล่น สิ่งที่เธอชอบคือกีฬาผาดโผนทุกชนิดและอาชีพที่ไฝ่ฝันคือนักบิน และเมื่อมารดาเสียชีวิตตอนเธออายุยี่สิบสาม หลังจากนั้นเธอก็หันหลังให้กับวิชาแพทย์ หันมาเอาดีทางด้านแอร์โฮสเตรสซึ่งเป็นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันแทนจนกระทั่ง…..
“ดีแล้ว ๆ ท่านหมอมาหรือยัง พวกเจ้าเรียกหมอมาเร็ว ๆ เข้า”
“ท่านพี่เหตุใดท่านจึงพูดจาเสียงดังเช่นนี้เล่าเจ้าคะ เสียงดังจนดังไปถึงเรือนหลัง”
สตรีในชุดกรุยกรายสีส้มอ่อนเดินเข้ามาพร้อมกับบางคนที่เดินตามมาซึ่งว่านเยว่เฟยเห็นไม่ชัดนัก เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ๆ นางจึงได้เห็นสตรีผู้นั้นชัด ๆ และหัวก็เริ่มปวดขึ้นมา
“โอ๊ย!!”
“เยว่เฟย เร็วเข้า แม่นมรีบไปเอาน้ำมาให้นาง แล้วนี่หมอล่ะ ท่านหมอมาหรือยัง!!”
“ซูหลิง” ทำท่าระอาและเบื่อหน่าย สีหน้านั้นมิได้มาเพื่อเยี่ยมเยือนนางแต่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นว่านางฟื้นและรอดปลอดภัยดี ว่านเยว่เฟยเพียงแค่มองผู้มาเยือนก็รู้ว่านางไม่ได้มาดีเป็นแน่
(คน ๆ นี้น่าจะเป็นเมียของพ่อสินะ เรียกว่าฮูหยินงั้นเหรอ)
“หึ แค่เห็นหน้าข้าก็ออกอาการเชียวนะ หรือว่าท่านหญิงแค่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากบิดาเท่านั้น”
องค์ชายแปด "ฮ่าวจื่อหรง"
ว่านเยว่เฟยรู้โดยสัญชาตญาณทันทีว่าสองคนที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องนี้มิได้หวังดีกับเจ้าของร่าง อีกทั้งยังเห็นนางเป็นศัตรูอีกด้วย แม้จะไม่บอกก็รู้ว่านางคือผู้ใดในจวนแห่งนี้เพราะสังเกตจากท่าทีของสาวใช้ที่เกรงใจนาง
“เอาล่ะ ๆ ไหน ๆ เจ้าก็มาแล้วก็นั่งเถอะอย่าพึ่งพูดมากเลย ไม่เห็นหรือว่าเยว่เฟยพึ่งจะฟื้น”
“ท่านพ่อ ลูกไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะเพียงแค่ยังรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยเท่านั้น”
“ก็แน่ละสิ เจ้านอนโอบเมืองไปเสียหลายวันเลยนี่หากไม่ฟื้นวันนี้ข้าก็คงคิดว่า…”
“ซูหลิง!! ข้าบอกให้เจ้าหยุด”
“ท่านพี่!!”
“หากเจ้าไม่รู้จะพูดสิ่งใดก็พาลี่เอ๋อร์ออกไปก่อนเถอะให้นางได้พักผ่อน”
“ท่านพ่อเจ้าคะ”
สตรีอ่อนวัยกว่านางราว ๆ สามถึงสี่ปีเดินออกมาพร้อมกับสีหน้าละห้อย ว่านเยว่เฟยที่หันไปมองก็รู้สึกว่านางน่ารักแต่ก็เพียงเท่านั้นเพราะคำพูดที่ออกมาจากปากนางหลังจากนั้น….
“ท่านแม่เป็นห่วงพี่ใหญ่จริง ๆ เจ้าค่ะ มิเช่นนั้นจะสั่งให้ท่านหมอมาดูอาการนางอย่างใกล้ชิดหรือเจ้าคะ อีกอย่างยารักษาอาการที่แพง ๆ ดี ๆ ท่านแม่ก็ล้วนเป็นผู้จัดหามาให้ทั้งนั้นท่านพ่อพูดเช่นนี้ไม่รักษาน้ำใจท่านแม่ไม่เกรงว่าผู้อื่นจะหาว่าท่านลำเอียงเข้าข้างพี่ใหญ่หรือเจ้าคะ”
พูดเสร็จก็บีบน้ำตาในทันทีราวกับสั่งได้ ผู้ที่ป่วยอยู่บนเตียงถึงกับเบิกตามองดู นึกว่ามีแต่ในละครเสียอีกที่นางร้ายจะบีบน้ำตาเช่นนี้
“เอาเถอะ ๆ พวกเจ้ามาเยี่ยมแล้วก็กลับไปได้แล้ว”
แม่นมอิ๋งและสาวใช้อีกสองคนเดินหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องพร้อมกับความแปลกใจของเสนาบดีว่าน
“นายท่านเจ้าคะ”
“มีอะไรถึงได้แตกตื่นกันขนาดนี้”
“องค์ชายแปดเสด็จมาเจ้าค่ะตอนนี้อยู่หน้าจวนแล้ว”
“อะไรนะ องค์ชายแปดงั้นหรือ เร็ว ๆ เข้ารีบออกไปรับเสด็จ”
ว่านเยว่เฟยได้ยินเพียงคำว่าองค์ชายก็หันไปมองสาวใช้ที่ยืนข้าง ๆ ซึ่งตอนนี้นางจำชื่อได้แล้ว
“นี่เสี่ยวชิง องค์ชายมาทำอะไรที่นี่งั้นหรือ”
“ท่านหญิง!! ท่านจดจำแม้กระทั่งองค์ชายแปด "ฮ่าวจื่อหรง" ผู้ที่ท่านชื่นชอบจนคลั่งไคล้มิได้หรือเจ้าคะ"
“อะไรนะ!! ถึงกับคลั่งเลยหรือ”
“เจ้าค่ะ ท่านเอาแต่ตามติดเขาไปทุกที่อีกทั้งยังทำเรื่องมิบังควรกับองค์ชายไปหลายครั้งจน…”
“องค์ชายแปดเสด็จ!!”
เยว่เฟยหันรีหันขวางเพราะทำตัวไม่ถูก เสี่ยวชิงค่อย ๆ ผลักผู้เป็นนายนอนเอนลงที่เตียงเป็นสัญญาณเพื่อให้เยว่เฟยไม่ตกใจแต่ไม่ทันที่จะเอนกายลง บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดทางการสีดำขลิบทองพร้อมเครื่องประดับแม้จะไม่มากแต่ก็นับว่าดูหล่อเหลารับกับใบหน้าที่รูปงามดุจเซียนปั้นนั่น เมื่อเห็นก็รู้ว่าเหตุใดเสี่ยวชิงจึงได้ใช้คำว่า “คลั่งไคล้” กับนาง เพราะคนที่มายืนอยู่ตรงหน้านี้หล่อเหลาราวกับเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ก็ไม่ปาน
“ขออภัยที่กระหม่อมไม่ทันออกไปรับเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านเสนาบดีว่านไม่ต้องเกรงใจ ข้ารับบัญชาเสด็จพ่อให้มาตรวจอาการ…ของนาง จึงได้มาที่นี่ตามบัญชา”
เยว่เฟยเผลอตัวมองใบหน้าที่หล่อเหลานั่นตาไม่กะพริบแต่เขาเพียงเอียงมองมาและหันกลับไปทันทีและหันไปทักทายฮูหยินและน้องสาวต่างมารดาของนางอย่างเป็นมิตร
“ไม่ทราบว่าองค์ชายจะเสด็จมา มิเช่นนั้นจะให้ลี่เอ๋อร์ตั้งสำรับของว่างรอเพคะ ลี่เอ๋อร์เจ้ารีบไปสั่งให้คนจัดเตรียมของว่างเอาไว้รับรององค์ชายแปดเร็วเข้า”
“ฮูหยินอย่าได้ลำบากเลย ข้ามาเพราะคำสั่งเสด็จพ่อเพื่อตรวจอาการ เมื่อเสร็จก็จะรีบกลับไปทูลแจ้งอาการให้เสด็จพ่อทรงทราบทันที”
องค์ชายแปดเดินมาที่เตียงของนางช้า ๆ และวางของที่องครักษ์ข้างกายนำมาวางที่โต๊ะกลางก่อนจะนั่งลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เพื่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจึงจำใจต้องมาอยู่ตรงนี้
“เฟย…. ว่านเยว่เฟย”
“คะ!! เอ่อ…เพคะ”
เยว่เฟยที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองเผชิญหน้ากับบุรุษหนุ่มรูปงามตรงหน้า ใบหน้าเขาอยู่ห่างนางไม่มาก ดูแล้วเขาน่าจะเป็นหมอ
“ข้าบอกว่าจะตรวจชีพจรให้”
“อ้อ ไม่ต้องเพคะ ตอนนี้ชีพจรเต้นปกติหัวใจเต้นเจ็ดสิบครั้งต่อ…เอ่อ…เอาเป็นว่าหม่อมฉันยังเหลืออาการหูอื้อคงเพราะน้ำเข้าหูมากตอนจมน้ำขอเพียงพารา…. เอ่อ…ยาแก้ปวด แก้ไข้อย่างละสามโดส…ไม่ใช่ สาม..”
บุรุษหนุ่มปัดมือนางออกโดยทันทีพร้อมกับสีหน้าที่ดูหงุดหงิดพร้อมกับลุกขึ้นจนนางตกใจกับการกระทำของเขา
“ดูเหมือนว่านางจะปลอดภัยแล้วจริง ๆ อาการทั่วไปนอกจากดูอ่อนเพลียมากกว่าเดิมก็ไม่เห็นว่า…. จะมีสิ่งอื่นผิดปกติ หึ”
เยว่เฟยขมวดคิ้วอีกครั้ง เสียงแค่นหัวเราเยาะนั่นนางไม่ได้หูฝาดเป็นแน่ ชายผู้นี้แม้จะหน้าตาดีแต่พฤติกรรมที่ปฏิบัติกับสตรีช่างหยาบนัก แม้ว่าจะเป็นถึงองค์ชายและยังเป็นหมอด้วยก็ตาม
“องค์ชาย มั่นพระทัยแน่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านเสนาบดีมิได้ฟังที่นางพูดออกมาเมื่อครู่หรอกหรือ เมื่อครู่นี้นางพูดราวกับรู้ดีกว่าหมอเสียอีก”
“เอ่อ กระหม่อมคิดว่านางน่าจะ…. มันน่าจะเป็นอาการผิดปกติหลังจากตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นหรือ ได้ เช่นนั้นเราขอเวลาตรวจอีกสักครู่ พวกท่านออกไปให้หมดข้าขอตรวจนางโดยละเอียดอีกครั้ง”
องค์ชายแปดยิ้มให้กับเสนาบดีว่านและทุกคนก็เริ่มทยอยเดินออกไป แม้แต่เสี่ยวชิงเองก็เช่นกัน เมื่อทุกคนออกไปแล้วองค์ชายแปด “ฮ่าวจื่อหรง” ก็พยักหน้าให้กับองครักษ์ของตนเองเดินออกไปและปิดประตูทันทีพร้อมกับหันมามองว่านเยว่เฟยที่กำลังจับแขนและมือของตัวเอง เขาพินิจมองนางอยู่สักพักและเอ่ยขึ้น
“ว่านเยว่เฟย”
นางเพียงแค่เงยหน้ามองสบตาเขา ครั้งนี้เองที่นางหยุดมองเขาแม้แต่ฮ่าวจื่อหรงเองก็มองนางนิ่ง ๆ เช่นกัน สายตาที่มองเขากลับไม่เหมือนเดิม สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย สับสนและบางอย่างซึ่งเขาเองก็บอกไม่ถูก
“เจ้ากล้ามากนะที่กล้าใช้เรื่องนี้มาเรียกร้องความสนใจของเสด็จพ่อจนต้องส่งข้ามาถึงที่นี่”
“อะไรนะ? พระองค์กล่าว เอ่อ…ตรัสเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรเพคะหม่อมฉันไม่เข้าใจ …พูดถูกแล้วใช่ไหมนะ”
“เจ้าพูดอะไร อย่างไรเจ้ายังน่ารังเกียจเช่นเดิมเมื่อใดจะเลิกใช้วิธีการสกปรกเช่นนี้เสียที ข้าบอกเจ้าไปหลายครั้งแล้วว่าถึงอย่างไรงานหมั้นหมายระหว่างเราก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ต่อให้เจ้าจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม”
“เขาพูดอะไรของเขากันน่ะ ใครจะหมั้นกับเขากันตาขี้เก๊กเอ๊ย”
“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะว่านเยว่เฟย!!”
เยว่เฟยตกใจสุดชีวิตจนตื่นตระหนกซึ่งแม้แต่จื่อหรงเองก็ตกใจกับท่าทางของนาง โดยปกติแล้วคนอย่างว่านเยว่เฟยที่เขารู้จักจะเป็นคนดื้อดึง เถียงคำไม่ตกฟาก พูดอะไรไปก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างราวกับหูซ้ายทะลุหูขวาและไม่ใส่ใจ นางสนใจเพียงแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น
“เป็นอะไร เจ้ากำลังเปลี่ยนไปเล่นบทใสซื่อบริสุทธิ์อยู่งั้นหรือ เจ้าไม่คิดว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เจ้า…ลอบเข้าไปหาข้าที่ตำหนักสองเดือนก่อนนั่นผู้คนจะหลงลืมงั้นหรือ "สตรีน่ารังเกียจแห่งต้าหยวน" อย่าคิดว่าแกล้งตกน้ำแล้วจะเรียกร้องความสงสารจากเสด็จพ่อเพื่อบีบบังคับให้ข้ารับเจ้ามาเป็นพระชายา ชาตินี้ต่อให้เหลือเจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียว ข้าก็ไม่มีทางที่จะ…."
“ท่านพล่ามพอหรือยัง”
“อะไรนะ”
“ข้าถามว่า ท่านพูดพล่ามเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยเป็นนกแก้วนกขุนทองพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็เงียบแล้วฟังสักหน่อยเถอะ คิดว่าเป็นองค์ชายแล้วแน่นักหรือ ใหญ่มาจากไหนก็แค่มังกรน้อยลูกของฮ่องเต้ไม่ใช่หรืออย่างไรมีสิทธิ์อันใดมาต่อว่าผู้อื่น…”
“หุบปาก!!”
เยว่เฟยหยุดทันที เป็นอีกครั้งที่เขาแผดเสียงใส่นาง โลกที่ไม่เคยรู้จัก เมื่อข้ามมาก็พบแต่ผู้คนแปลก ๆ อีกทั้งคนผู้นี้ยังมายืนชี้หน้าด่านางว่าอะไรนะ “สตรีน่ารังเกียจ” งั้นหรือ น้ำตาที่เริ่มคลอหน่วยทำให้องค์ชายผู้วางท่าใจหายวาบไปในทันที เขาไม่เคยเห็นน้ำตาของคนอย่างว่านเยว่เฟยมาก่อน
“นี่เจ้า…”
“หากพระองค์มิได้มาตรวจก็จงกลับไปเสียแต่เดี๋ยวนี้ ก่อนที่หม่อมฉัน…จะกระโดดถีบยอดหน้าพระองค์ออกจากห้องนี้ไป”
สตรีน่ารังเกียจ
“นี่เจ้า!! ช่างหยาบคายยิ่งนัก เจ้ากล้างั้นหรือ”
“จะลองไหมเล่า ก็มาสิวะ!!”
“หยาบคาย ไร้มารยาท สิ้นคิด!!”
“ก็เหมือนกันละวะใครใช้ให้หาเรื่องก่อนล่ะ หรือจะลองเอาไหมล่ะแม่จะอัดด้วยมวยไทยแค่ครึ่งยกก็หมอบแล้ว วางท่าใหญ่โตโธ่เอ๊ย!! คิดว่ากลัวหรืออย่างไร!!”
ฮ่าวจื่อหรงโกรธจนตัวสั่น พระพักตร์แดงจัดเพราะฟังคำด่านางไม่ทัน ส่วนที่ฟังทันก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง อีกทั้งท่าทีที่แสดงออกนั่นทำให้เขาโมโหจนลมแทบจับและอยากจะบีบคอนางเสียเหลือเกินหากไม่ติดว่านางเป็นสตรีแล้วล่ะก็….
“ว่านเยว่เฟย…. เอาป้ายหยกของข้าคืนมา”
“หยกอะไร ป้ายอะไร!!”
“ป้ายหยกที่เจ้าแอบขโมยมันมาจากตำหนักข้าแล้วนำไปแอบอ้างไปทั่วเมืองว่า….”
“ว่าอันใด”
“เอาเป็นว่า คืนป้ายหยกข้ามา”
“แล้วหน้าตามันเป็นเช่นไรไอ้ป้ายที่ว่านั่นน่ะ”
ฮ่าวจื่อหรงไม่เคยโกรธผู้ใดจนสติขาดผึงมากถึงเพียงนี้มาก่อน เขาเดินเข้าไปจนชิดแต่อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทางกลัวเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าสายตาจะเกรงกลัวแต่นางก็กำหมัดแน่นและจ้องตอบเขากลับ ท่าทีเช่นนี้เขาไม่เคยพบเจอ ต่อให้เป็นสตรีทั้งเมืองหลวงก็เถอะ
“แม้ว่าจะเป็นถึงท่านหญิงแต่เจ้าก็ไม่ควรจะไร้มารยาทถึงเพียงนี้ ข้าขอเตือนเจ้า….”
“รอเดี๋ยว ป้าย…. อยู่ไหนละวะทำไมของเยอะแยะขนาดนี้ล่ะนี่”
“นั่นเจ้าจะทำสิ่งใด”
“ก็หาป้ายหยกให้อย่างไรเล่าท่านอยากได้มิใช่หรือ จะดีมากหากองค์ชายจะพูดออกมาว่ามันหน้าตาเช่นไร”
เยว่เฟยไม่ได้ฟังที่เขาพูดแต่รีบค้นหาของในห้องตามลิ้นชักและกล่องต่าง ๆ ของเจ้าของร่าง นางอยากให้องค์ชายแปดผู้นี้ออกไปจากห้องเสียเดี๋ยวนี้ทันทีและไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกแม้แต่เวลาเดียวเพราะเกรงว่าจะอดใจทำร้ายเขาไม่ได้ ส่วนอีกฝ่ายเฝ้ามองนางราวกับไม่เคยเห็นว่านเยว่เฟยมาก่อนแต่เขาไม่ทันได้คิดอะไรนางก็ตะโกนออกมา
“เจอแล้ว!! น่าจะใช่ แล้วแบบนี้น่ะหรือที่เรียกว่าป้ายหยกว่าแต่มันคืออันไหนกันล่ะ”
นางยกกล่องไม้โบราณที่มีน้ำหนักเบาแต่หรูหราเดินมาให้เขา ข้างในนั้นมีป้ายหยกเกือบยี่สิบอันอยู่ ฮ่าวจื่อหรงถึงกับอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าสตรีนางนี้จะทำตัวน่ารังเกียจถึงเพียงนี้ นางเก็บป้ายหยกของบุรุษเอาไว้มากถึงเพียงนี้ได้เช่นไร
“ไม่หยิบไปเล่าเพคะ ไม่มีงั้นหรือถ้าเช่นนั้นยังมีอีกกล่อง”
“ยังมี…. อีกกล่องงั้นหรือ นี่เจ้า…”
“อย่าถาม ๆ ข้าเองก็ไม่รู้ พึ่งจะมาถึงจะรู้ได้เช่นไร”
“อะไรนะ!!”
“เปล่า ๆ รีบหาของแล้วรีบกลับเถอะเสียเวลา”
“ช่างเถอะ!! หาไม่เจอก็เอาไว้วันหลังแต่ป้ายเหล่านี้….”
“ทำไม พระองค์อยากได้หรือเพคะ”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือมีสตรีที่ใดทำเช่นนี้บ้าง ไร้ยางอาย น่ารังเกียจข้ากลับล่ะ”
จื่อหรงมองนางด้วยสายตาที่เหยียดหยามและเกลียดชังอย่างเปิดเผยจนนางนึกตกใจ เขาเดินออกไปพร้อมกับสาวใช้ของนางที่เดินเข้ามาข้างใน
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านทะเลาะกับองค์ชายอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“อีกแล้ว? หมายความว่าอย่างไร เขากับข้าทะเลาะกันบ่อย ๆ หรือ”
“แย่แล้วคุณหนู ท่านนำกล่องลับนี่ออกมาด้วยเหตุใดเจ้าคะ ไหนท่านบอกว่าท่าน…”
“อะไร อันนี้น่ะหรือก็เขาบอกว่าข้าไปขโมยป้ายหยกของเขามาก็เลยให้เขาหาดู เขาบอกไม่มี”
“คุณหนู ตายแน่ ๆ”
“อะไรตายอีกเล่า หมายถึงอันใดกันเสี่ยวชิงใครจะตายแล้วทำไมต้องตาย”
“คุณหนูเจ้าคะป้ายหยกเหล่านี้ท่านเป็นคนได้รับมาจากบุรุษทั่วเมืองหลวง ท่านจงใจแกล้งคุณหนูสกุลลู่เพื่อยืนยันว่าท่าน…เป็นสตรีงดงามอันดับหนึ่งอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“แค่ป้ายพวกนี้น่ะหรือ ไร้สาระชะมัด”
“เจ้าค่ะ”
“หือ…”
“คุณหนูข้าหมายความว่า…”
“คุณหนูเจ้าคะ” / อี้ฝู
สาวใช้อีกคนที่ท่าทางห้าวกว่าพี่สาววิ่งเข้ามาในห้องของนางราวกับมีเรื่องด่วน
“มีอะไร แคก แคก โอย พูดเร็ว ๆ เหนื่อยจริง”
“แย่แล้วเจ้าค่ะแย่แล้ว คุณหนูรองกำลังคุยอยู่กับองค์ชายแปดในสวนเจ้าค่ะ”
“คุณหนูรอง อ่อ แล้วอย่างไรเล่า”
""คุณหนู""
สองสาวใช้ถึงกับงงกับการเปลี่ยนไปของคุณหนูของพวกนาง
“ปกติหากมีสตรีใดเข้าใกล้หรือแม้แต่กล้าทักทายองค์ชายแปด ท่านก็จะ…”
“จะอะไรล่ะ”
แต่ละวีรกรรมที่สองสาวใช้ผลัดกันเล่าให้ฟัง ทั้งการจัดการสตรีที่ลอบคุยกับองค์ชายแปดและว่านเยว่เฟยที่ชอบสังสรรค์จัดงานเลี้ยงและเที่ยวหอคณิกาชายเพื่อฟังดนตรีและดื่มสุราอีกทั้งยังชอบใช้สายตากรีดกรายมองชายอื่นเพื่อให้สนใจเพียงนางทำเอาผู้ฟังถึงกับทำตัวไม่ถูก
“ดังนั้น…คำว่าสตรีน่ารังเกียจนั่นคือคำที่เขาใช้เรียกข้าใช่หรือไม่”
เสี่ยวชิงและลี่ฝูยิ้มแห้ง ๆ ส่งมาให้เพราะเดิมทีเยว่เฟยก็ไม่ได้สนใจคำเรียกนี้เพราะนางเป็นคนไม่ใส่ใจคนหรือเสียงนินทา แต่หากได้ยินกับหูหรือเห็นกับตา นางก็ตาต่อตาฟันต่อฟันกับคนพวกนั้นเท่านั้น
“ร้ายกาจถึงเพียงนี้…”
“เจ้าค่ะ”
“ดี!! เช่นนั้นก็จะร้ายแบบนี้สืบไป”
""คุณหนูกลับมาแล้ว""
“หาได้แคร์ไม่”
“อะไรนะเจ้าคะ…แคอะไรเจ้าคะ”
“เอ่อ เอาใหม่ หาได้สนใจไม่”
""เจ้าค่ะ""
ว่านเยว่เฟยลุกขึ้นยืนและบิดขี้เกียจด้วยความโล่งใจ ชีวิตก่อนหน้านี้ตลอดเวลายี่สิบปี นางใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นมาโดยตลอดจนขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะทั้งเรื่องเรียน กีฬา และการทำงานร่วมกับคนอื่นนางก็ทำได้ดีจนมารดานางเสียชีวิต และพึ่งจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเลือกได้ไม่ถึงครึ่งปีก็ตายและข้ามภพมาที่นี่ ในเมื่อโชคชะตาพานางมาเป็นเช่นนี้…
“ข้าเป็นลูกคนรวยเป็นคนสวยแล้วก็เก่ง ท่านพ่อก็ตามใจและสามารถใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้นี่แหละชีวิตที่ต้องการ ดีก็ได้ร้ายก็เป็น”
“คุณหนูแล้วองค์ชายแปดเล่าเจ้าคะจะทำเช่นไรต่อ”
“เอ้อ…เจ้าพูดมาก็ดีแล้ว ไหนเล่าป้ายของเขาน่ะ”
“คุณหนูหมายถึงตราประจำพระองค์ที่คุณหนูแอบหยิบมาจากตำหนักองค์ชายเมื่อสองเดือนก่อนหรือเจ้าคะ”
“น่าจะใช่กระมัง เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันเก็บเอาไว้ที่ใด”
สองสาวใช้ส่ายหน้าด้วยเพราะไม่ทราบจริง ๆ ว่าคุณหนูของนางเก็บสิ่งนี้ไว้ที่ใด
“คุณหนูไม่เคยบอกเจ้าค่ะว่าเก็บเอาไว้ที่ใด”
“อีกทั้งยังพูดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของท่านจึงได้เอาไปเก็บเองไม่เก็บรวมกับของเหล่านี้เจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ นี่นาง…เอ่อ ข้าชอบเขาถึงเพียงนั้นเลยงั้นหรือ พวกเจ้าเล่าให้ฟังทีสิว่าคน ไม่ใช่องค์ชายแปดผู้นี้มีดีอย่างไร”
“เป็นองค์ชายที่เก่งวิชาแพทย์เจ้าค่ะ” / อี้ฝู
“ก็ไม่เท่าไหร่ข้าก็เก่งเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” / เยว่เฟย
“เป็นผู้ที่มีความรู้คงแก่เรียนเจ้าค่ะ” / เสี่ยวชิง
“ข้าเองก็สอบได้ที่หนึ่งตลอดกาลเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองเชียวนะไม่อยากจะคุย”
“เป็นพระโอรสบุญธรรมของฝ่าบาทแต่ว่าถืออภิสิทธิ์เหนือกว่าองค์ชายที่กำเนิดโดยพระสนมเสียอีกเจ้าค่ะ”
“ข้าก็เป็น…เดี๋ยวนะ เขามิใช่พระโอรสแท้ ๆ งั้นหรือ”
“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นบุตรของท่านหมอที่เคยช่วยเหลือฝ่าบาทครั้งที่ออกศึกเมื่อยี่สิบปีก่อน ท่านหมอผู้นั้นยอมรับพิษแทนฝ่าบาทเพื่อจะได้ช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ดังนั้นจึงรับเลี้ยงแทนและประทานยศองค์ชายให้ ซึ่งให้ความสำคัญไม่ต่างกับราชวงศ์คนอื่น ๆ เจ้าค่ะ”
“เช่นนี้นี่เอง ดังนั้นข้ากับเขาก็มิใช่ญาติกันสินะ แบบนี้นี่เองแต่ว่าข้าไปชอบเขาตรงไหนกันนะ”
“คุณหนู ท่านจำคุณหนูลู่ชิงอันไม่ได้หรือเจ้าคะ”
“ลู่อะไรนะ….”
“ลู่ชิงอันเจ้าค่ะ”
ชื่อนี้นางคุ้นหูนัก ดูเหมือนว่านางก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยของเจ้าของร่างเดิมเช่นกันแต่ว่าอยู่คนละจวนเช่นนี้จะเป็นไปได้เช่นไรที่นางจะเป็นผู้ลอบฆ่าว่านเยว่เฟย
“นางก็ชื่นชอบองค์ชายแปดงั้นหรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เพราะพระโอรสของฝ่าบาทเหลือเพียงองค์ชายแปดเพียงพระองค์เดียวที่ยังมิได้เลือกคู่อภิเษกเจ้าค่ะ”