โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ซูเหยา เมื่อฉันกลายเป็นแม่เลี้ยงผู้โหดร้าย(มีอีบุ๊ค)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 เม.ย. 2566 เวลา 06.04 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2566 เวลา 06.04 น. • เฟยเทียน
จากหญิงสาววัยสามสิบผู้บ้างาน กำลังอ่านนิยายที่กำลังเปย์มาเรื่องล่าสุด สุดท้ายก็หมดสติลง พอฟื้นมาอีกทีก็ได้มาอยู่ในร่างของแม่เลี้ยงผู้โหดร้ายไปเสียแล้ว

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้เกิดจากการจินตนาการของผู้เขียน เรื่องบางอย่างอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงขอผู้อ่านโปรดอภัย

ได้โปรดอ่านเพื่อความบันเทิง ขอบคุณค่ะ

บทนำ

ซูเหยาหญิงสาวโสดอายุสามสิบบ้างาน มีห้างสรรพสินค้าเป็นของตัวเอง ไม่มีคนรัก มุ่งทำงานเพราะเธอต้องการหาเงินมาเปย์นิยายที่ชอบอ่าน จนวันหนึ่งเธออ่านนิยายเรื่องหนึ่งจนไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนแล้วเธอก็ได้หมดสติลง ทั้งที่ได้อ่านนิยายเรื่องนั้นค้างอยู่.

ช่วงเวลานี้ฉันอยู่ที่ไหนกัน

ในระหว่างที่ซูเหยากำลังหมดสติอยู่นั้นเหมือนเธอจะได้ยินเสียงเล็กๆบางอย่างดังอยู่ที่ข้างหูของตนเอง

“ระบบได้เจอผู้ที่เหมาะสมแล้ว ท่านต้องการที่จะเชื่อมต่อกับระบบหรือไม่”เสียงเล็กๆนั้นได้ถามกับซูเหยาออกมาอย่างเฉยชา

“ระบบอย่างนั้นเหรอ นี่ฉันกำลังฝันถึงเรื่องอะไรอยู่ สงสัยตัวเราน่าจะอ่านนิยายมากไปอย่างแน่นอน”ซูเหยาโต้ตอบกับเสียงที่ได้ยินที่เธอคิดว่าเป็นความฝัน

“ระบบขอถามอีกครั้งท่านยินดีจะเชื่อมต่อกับระบบหรือไม่ หากท่านไม่เชื่อมต่อ ระบบขอเตือนว่าวิญญาณท่านจะต้องสูญสลายไปเพราะตอนนี้ท่านเป็นร่างที่เกือบจะตายอย่างสมบูรณ์แล้ว” เสียงเล็กๆของระบบได้ดังขึ้นอีกครั้งอย่างเย็นชาเหมือนเดิม

“อะไรนะ ฉันเกือบจะตายแล้วอย่างนั้นเหรอเป็นไปได้ยังไง ฉันยังอ่านนิยายเรื่องที่ซื้อมาล่าสุดยังไม่จบเลยนะ ฮือๆ” เสียงซูเหยาร้องไห้ด้วยความคร่ำครวญ

“100..99..98..97..” ในระหว่างที่ซูเหยาร้องไห้อยู่นั้นเธอก็ได้ยินเสียงเล็กๆนับเวลาถอยหลังลงเรื่อยๆอย่างใจเย็น จนตอนนี้เธอได้ยินเสียงนับเวลาเหลือแค่สิบแล้วเธอจึงเริ่มที่จะลนลาน

“ตกลงๆ ฉันยินยอมรับการเชื่อมกับระบบ”ซูเหยารีบร้องตะโกนออกมาอย่างเสียงดังเพราะเธอคิดว่าตอบตกลงไปก่อนแล้วกันดีกว่าที่วิญญาณจะสูญสลาย

“ถือว่าคุณตัดสินใจได้ฉลาดมาก เอ่าล่ะต่อไปนี้เรามีภารกิจให้คุณทำ คุณจะต้องเข้าไปแก้ไขเรื่องราวในนิยายที่คุณได้อ่านค้างไว้ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องที่ทางเราตัดสินใจในการเลือกคุณเป็นนักท่องเวลา

ในครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเหล่าตัวละครในนิยายที่มักจะถูกกระทำด้วยความโหดร้าย พวกเขาต้องการ การเปลี่ยนแปลงที่ดีดังนั้นจำเป็นต้องมีสื่อกลางยกตัวอย่างเช่นคุณ

เหตุผลที่ทางเราเลือกคนเพราะทางเราเห็นว่าคุณชอบอ่านนิยายเป็นชีวิต และเวลาบนโลกปัจจุบันของคุณเหลือน้อย

แต่คุณไม่ต้องกลัวเพราะทางระบบได้ทำการนำห้างสรรพสินค้าที่เป็นสมบัติของคุณทำการเชื่อมต่อกับทางจิตวิญญาณให้กับคุณแล้วหรือที่เรียกกันว่ามิตินั่นแหละ

แค่มีข้อแม้ว่าของชิ้นนั้นจะลดจำนวนลงตามที่ห้างของคุณได้สต็อกสินค้าเอาไว้

ส่วนภารกิจคือแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของคนในครอบครัวที่คุณเข้าไปอยู่

เมื่อคุณไปถึงคุณก็จะรู้เอง เราขอให้คุณโชคดีกับภารกิจครั้งนี้” เมื่อสิ้นเสียงจากระบบแล้ว ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบและความมืด

“สวัสดีระบบ คุณได้ยินเสียงฉันไหม อย่าเพิ่งไปสิ เฮ้ ระบบ..” ซูเหยาร้องเรียกระบบอย่างเสียงดัง พร้อมกับคิดว่าอะไรจะมาเร็วไปเร็วแบบนี้กัน แล้วเธอจะไปอยู่ยุคไหนและนิยายเรื่องอะไรกันล่ะ

“โอ้ย! ปวดหัวหัวจะระเบิดอยู่แล้ว” เสียงซูเหยาร้องออกมาอย่างเสียงดังซึ่งเธอไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ร่างกายของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว และก็ไม่ได้อยู่ยุคสมัยเดิมอีกต่อไป

“พี่ชาย น้าเหยาจะเป็นอะไรไหม” เด็กหญิงตัวเล็กหน้าตามอมแมม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าบางๆขาดวิ่นถามกับพี่ชายที่โตกว่าเล็กน้อยออกมาด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นแสดงความหวาดกลัว

“คนใจร้ายแบบนี้คงจะไม่ตายง่ายๆหรอก ถ้าหากเธอตื่นขึ้นมาพวกเราก็จะโดนทุบตีโดยไม่มีเหตุผลอีกอย่างแน่นอน”พี่ชายที่โตกว่าเล็กน้อยตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงแสดงความเย้ยหยัน

“อ่า เสียงใครพูดกัน ขอน้ำกินหน่อยได้ไหม” เสียงซูเหยาถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

ซึ่งตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองคนได้วิ่งหนีเธอออกมาอยู่ในห้องโถงของตัวบ้านด้วยความหวดกลัวไปเสียแล้วพร้อมกับที่สองเด็กน้อยก็พากันกอดกันตัวกลมด้วยอาการสั่นกลัว

เมื่อซูเหยารออยู่นานก็ไม่เห็นว่าจะมีใครส่งน้ำมาให้เธอเสียที เธอจึงนอนลืมตานิ่งอยู่อย่างนั้นพร้อมกับคิดถึงเรื่องในสิ่งที่ได้ยินมาจากระบบ

“น้ำเปล่าหนึ่งขวดเล็ก”ซูเหยาจึงลองเรียกน้ำเปล่าออกมาจากห้างที่ระบบได้พูดถึง ซึ่งตอนนี้เธอก็รู้สึกว่ามีของบางสิ่งอยู่ในมือเธอ

เธอจึงได้ยกมือที่จับสิ่งของนั้นยกขึ้นมาดู ก็เห็นว่าเป็นขวดน้ำดื่มที่มีขายอยู่ในห้างของตนเอง

“กรี๊ด” ตอนนี้ซูเหยาได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจเพราะเรื่องระบบไม่ได้เป็นเพียงความฝัน

‘แต่ว่าตอนนี้เธอมาอยู่ที่ไหนกัน’ ซูเหยาถามกับตัวเองพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอยู่บนที่นอน และเธอก็ใช้สายตากวาดมองรอบๆห้องด้วยความสงสัย

เธอมองสภาพห้องที่ผนังเป็นกำแพงดิน บนหลังคาก็เหมือนกับถูกมุงด้วยสภาพหญ้าแห้ง ที่เธอเคยเห็นบ้านตามชนบทสมัยก่อน

ตอนนี้เธอถึงกับยู่หน้าขยี้จมูกของตัวเองเพราะเธอได้กลิ่นของความอับชื้นที่โชยเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นที่เธอรู้สึกไม่ชอบเป็นอย่างมาก

เธอนั่งนิ่งๆอยู่สักพักพร้อมกับคิดทบทวนในตอนที่เธอหลับอยู่ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมมาด้วย

เจ้าของร่างเดิมก็มีชื่อเดียวกับเธอแต่เธอยังไม่เห็นหน้าค่าตาว่าเจ้าของร่างเดิมหน้าตาเป็นแบบไหน

ตอนนี้เด็กน้อยสองคนด้านนอกได้พากันหวาดผวาให้กับเสียงกรีดร้องของเธอมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

“พะพี่ชายเราจะทำยังไงดี เหมือนว่าน้าเหยาจะ..จะฟื้นแล้ว”เด็กหญิงซึ่งได้กอดพี่ชายแน่นถามพี่ออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มที

“มะ..ไม่ต้องกลัว พี่จะปกป้องน้องเอง” เสียงพี่ชายเองก็สั่นกลัวไม่ต่างจากน้องสาวแต่ด้วยความเป็นพี่เขาจะต้องปกป้องน้องให้ได้

“นั่นใคร เสียงใครพูดอยู่ด้านนอกเข้ามาเดี๋ยวนี้นะ” ซูเหยาถามขึ้นด้วยเสียงอันแหบแห้งแต่ว่าติดความดุเล็กน้อย

ซึ่งเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้ทำให้สองพี่น้องได้หวาดกลัวเธอขึ้นมาอีกครั้งแล้ว

“พะ..พวกเราเองน้าเหยา” เด็กชายได้จูงมือน้องสาวตัวเล็กเดินเข้ามาภายในห้องที่แม่เลี้ยงของพวกเขานอนอยู่

ตอนนี้ซูเหยาเมื่อได้เห็นสภาพเด็กทั้งสองเธอก็ถึงกับตกตะลึง เพราะสภาพเนื้อตัวของเด็กน้อยภายนอกที่เห็นมีแต่ร่องรอยของการถูกเฆี่ยนตี

และเสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่ง หน้าตามอมแมม รูปร่างผอมแห้งมีแต่หนังติดกระดูกเพียงเท่านั้น

‘นางเหยา เธอมันคนใจร้ายเธอทำกับเด็กตัวเล็กๆได้ยังไงกัน’ ซูเหยาถึงกับสบถด่าเจ้าของร่างเดิมด้วยความคับแค้นใจ

“ไม่ต้องกลัวนะ น้าขอโทษนะที่น้าเคยทำไม่ดีกับพวกเธอสองคนเอาไว้ ต่อไปนี้น้าสัญญาว่าจะดูแลพวกเธออย่างดี” ซูเหยากล่าวขอโทษเด็กทั้งสองออกมาด้วยความเสียใจ ถึงแม้ว่าการทำร้ายเด็กน้อยจะไม่ใช่ฝีมือของตนก็ตาม

ตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองได้เบิกตากว้างด้วยความตกใจกับคำพูดของแม่เลี้ยงไปแล้ว

“แล้วนี่เธอสองคนกินข้าวกันแล้วหรือยัง” ซูเหยาถามเด็กสองคนด้วยความเป็นห่วงซึ่งตอนนี้เด็กทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวเธอมากกว่าเดิมเสียอีก

เพราะพวกเขาไม่เคยคิดว่าคนที่ทำร้ายพวกเขามาตลอดจะมาขอโทษและพูดกับพวกเขาดีๆได้

“พี่ว่าเธอจะต้องทำดีกับเราแล้ววางแผนหลอกเราไปขายแน่ๆ” มู่เฟย พี่ชายคนโตกระซิบใส่หูน้องสาว

ซึ่งซูเหยาเองก็ได้ยินประโยคนี้เช่นกัน แต่เอาเถอะทุกอย่างให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินเองก็แล้วกัน

เพราะจะให้เด็กที่ถูกทำร้ายเป็นเวลานานมาเชื่อเธอทีเดียวก็คงจะเป็นไปไม่ได้เธอคิดอย่างปลงๆ

พร้อมกับพยายามทำใจยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้และจากความทรงจำของร่างเดิมดูเหมือนว่าเธอจะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องสุดท้ายที่เธออ่านค้างอยู่

ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่เลี้ยงใจร้าย ที่ตัวเอกหญิงก็คือซูเหยาที่ได้ตกลงแต่งงานกับมู่หานซึ่งเป็นคนขยันที่ภรรยาได้ตายจากการคลอดลูกสาวคนเล็ก

ที่ซูเหยาตัดสินใจแต่งงานกับพ่อม่ายลูกสองอย่างมู่หานก็เพราะเขาเป็นคนขยันและเธอก็ไม่ต้องการทำงานในทุ่งนา

เพราะบ้านของเธอเลี้ยงเธอมาแบบตามใจซึ่งผิดแปลกจากคนในยุคนี้ที่รักลูกผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ทำให้ซูเหยามีนิสัยเกียจคร้าน เห็นแก่ตัวซึ่งก็ได้ทำให้ทะเลาะกับพี่สะใภ้ทั้งสองอยู่เป็นประจำดังนั้นเมื่อมีแม่สื่อได้ติดต่อมาเธอจึงตอบตกลงทันที ท่ามกลางความเป็นห่วงของพ่อแม่และพี่ชาย

“นะ..น้าเหยาต้องการใช้อะไรพวกเราหรือครับ” เด็กชายซึ่งอายุไม่น่าจะเกินหกขวบถามออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ

“ไม่จ้ะ น้าว่าพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ น้าจะเข้าไปดูในครัวก่อนว่ามีอะไรที่พอจะทำได้หรือเปล่า” ซูเหยาพูดกับเด็กๆด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนซึ่งผิดจากน้ำเสียงเจ้าของร่างเดิมอย่างลิบลับ

“น้าเหยาคะ อาหารส่วนใหญ่ถูกน้าเก็บล็อคไว้ในตู้นั่นนะคะ”เด็กหญิงตัวเล็กพูดออกมาด้วยความงุนงงพร้อมกับเอานิ้วชี้ผอมของตนชี้ไปยังตู้ใบเล็กข้างเตียงของหญิงสาว

“โอ้น้าลืมจ้ะ ขอบใจผิงผิงนะ”ซูเหยาพูดกับเด็กน้อยพร้อมรอยยิ้มกว้าง ซึ่งได้ทำใบหน้าของเธอดูงดงามและสว่างไสวจนทำให้เด็กน้อยท้งสองรู้สึกตาพร่า

“ผิงผิง น้องไม่กลัวโดนตีเหมือนที่ผ่านมาอีกอย่างนั้นเหรอ” มู่เฟยอดพูดเอ็ดน้องสาวออกมาไม่ได้

“เสี่ยวเฟยอย่าดุน้อง เราเป็นพี่ต้องค่อยๆพูดกับน้อง น้าบอกว่าน้าเปลี่ยนไปแล้วหากพวกหนูไม่ดื้อน้าก็จะไม่ทำโทษพวกหนูอย่างเด็ดขาด” ซูเหยาหันไปพูดกับเด็กชาย

ตอนนี้เมื่อเธอได้เปิดตู้ส่วนตัวของตนออกก็ได้เห็นว่ามีไข่ไก่อยู่หนึ่งตะกร้า มีขนมและนมผง ซึ่งยุคนี้ของเหล่านี้เป็นสิ่งของที่แพงมาก

“เสี่ยวเฟย ไปหยิบตะกร้าข้างนอกมา น้าจะเอาของพวกนี้ไปไว้ในครัวทั้งหมด” ซูเหยาผินหน้าไปบอกกับเด็กชาย เสี่ยวเฟยถึงกับสะดุ้งเมื่อเขาถูกเรียกชื่อ

เมื่อซูเหยาเห็นอาการของเด็กชายแบบนี้เธอก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่าเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง

ฉันไม่ใช่ลูกพลับนิ่มนะ

เด็กชายมองไปอย่างน้องสาวด้วยความห่วงใยเพราะเขากลัวว่าถ้าหากว่าเขาวิ่งไปหยิบของด้านนอกแล้ว น้องสาวอาจจะถูกรังแกเหมือนที่ผ่านมา

“ไปเถอะน้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ เอาตะกร้าใบใหญ่หน่อยนะ” ซูเหยาพูดกับเด็กชายออกมาอีกคำรบ

ซึ่งตอนนี้มู่เฟย ได้วิ่งปรู๊ดออกจากห้องนอนของแม่เลี้ยงไปแล้วอย่างรวดเร็ว ส่วนผิงผิงเด็กหญิงตัวน้อยก็จ้องมองไปยังขนมในตู้ของซูเหยาด้วยความอยากกินจนน้ำลายสอ

“ผิงผิง มาเอาไปกินรอพี่ชายก่อนสิจ้ะ”ซูเหยาได้กวักมือเรียกเด็กตัวน้อยให้เข้ามาหาตนเพื่อที่จะได้มาเอาขนม

ซึ่งผิงผิงเองก็กำลังจะเดินเข้าไปหาแม่เลี้ยงอยู่แล้ว แต่ว่าเธอกลับนึกถึงภาพอันโหดร้ายที่เธอเคยถูกตีขึ้นมาได้เสียก่อนจนทำให้เธอส่ายหัวปฏิเสธออกมาด้วยความหวาดกลัวพร้อมกับน้ำตาคลอหน่วย

ซูเหยาเมื่อได้เห็นเด็กตัวเล็กๆ เป็นแบบนี้เธอก็ได้แต่รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ “ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปนี้น้าจะไม่ตีพวกหนูแล้ว” ซูเหยาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง เพราะเธอในตอนนี้ยังไม่ฟื้นไข้ดีนัก

หนึ่งผู้ใหญ่ หนึ่งเด็กน้อย จ้องตากันอยู่สักพัก พวกเธอก็ได้ยินเสียงวิ่งที่มาจากด้านนอกซึ่งเป็นเสียงฝีเท้าของมู่เฟยนั่นเองที่ได้กลับเข้ามาในห้องพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่ในมือขาดกลาง

“นะนี่ครับน้า” มู่เฟยได้ยื่นตะกร้าส่งให้กับซูเหยาอย่างขลาดกลัว เพราะเขาเกรงว่าจะทำอะไรให้แม่เลี้ยงขุ่นเคืองเอาได้

เมื่อซูเหยารับตะกร้านั้นไปแล้ว มู่เฟยก็ถึงกับถอยกรูดมายืนอยู่กับน้องสาวทันทีด้วยความหวาดระแวง ตอนนี้ซูเหยาเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้ดีเพราะเด็กสองคนนี้ดูกลัวเธอมากจริงๆ

“พ่อไปไหน ใครรู้บ้าง” ซูเหยาได้ถามพวกเด็กๆขึ้นมาเพราะความทรงจำเกี่ยวกับสามีของร่างนี้ดูเหมือนจะขาดๆหายๆ

“ไปล่าสัตว์บนภูเขาค่ะ” เสียงของเด็กหญิงตัวเล็กตอบออกมาเพราะเธอไม่ค่อยรู้สึกกลัวซูเหยาที่อยู่ตรงหน้าสักเท่าไหร่แล้ว

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นพวกเราเข้าไปในครัวกันเถอะจะได้ทำอาหารกินกัน” ซูเหยาพูดขึ้นเมื่อเธอได้นำของที่อยู่ในตู้มาใส่ไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ที่มู่เฟยหามาให้

“นะน้าเหยาผะ..ผมช่วย” เด็กชายแม้ว่าจะยังคงกลัวซูเหยาอยู่แต่ว่าเขาเป็นเด็กที่ดีมาก เพราะเขายังกล้าเสนอตัวไปช่วยซูเหยาถือของ

“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวเฟยก็ถือตะกร้าไข่นี่ก็แล้วกันนะ วันนี้น้าจะทำไข่ผัดมะเขือเทศให้กิน” ซูเหยากล่าวกับเด็กน้อยพร้อมบอกรายการอาหารที่เธอจะทำ

ด้านเด็กน้อยก็พากันกลืนน้ำลายลงคอดังอึก ด้วยความอยากกินพร้อมกับคิดว่าหน้าตาและรสชาติจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน

ตอนนี้คนทั้งสามก็ได้พากันเดินเข้ามาในครัวที่ได้อยู่ติดกับห้องโถงของบ้าน พื้นที่บ้านหลังนี้ไม่ได้มีแต่พวกเธอเท่านั้น เพราะบ้านหลังนี้ยังคงปลูกอยู่บนพื้นที่เดียวกับบ้านพ่อแม่ของมู่หาน

“ไม่ได้ยินเสียงหมูร้องกันหรือไง ทำไมสายป่านนี้แล้วเด็กๆบ้านของเจ้ารองยังไม่ไปเก็บหญ้ามาให้หมูกินอีก”เสียงแหลมๆของฉินเจียวซึ่งเป็นย่าของเด็กๆ ตะโกนขึ้นอย่างดังจนทำให้ซูเหยาถึงกับตกใจแทบทำชามไข่ตกพื้นทีเดียว

“ไม่ต้องไป ถ้าใครมาหาเรื่องพวกหนูเดี๋ยวน้าจัดการเอง” เสียงของซูเหยาพูดออกมาอย่างเฉียบขาด เมื่อเธอเห็นว่าเด็กน้อยลูกเลี้ยงทั้งสองกำลังจะเดินออกจากครัว

“ตะ..แต่ว่าย่าดุมากเลยนะครับถ้าพวกเราไม่ไปจะต้องโดนทำโทษอย่างแน่นอน” มู่เฟยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจนัก

“ไม่เป็นไรถ้ามีใครมาหาเรื่อง น้าจะจัดการเองแล้วรอพ่อของพวกเธอกลับมาก่อนพวกเราก็ค่อยปรึกษากันเรื่องย้ายที่อยู่”ซูเหยาบอกกับเด็กน้อยในเรื่องที่เธอคิดไว้

“ยังไม่ออกมากันอีก” เสียงเล็กแหลมชวนแสบแก้วหูนั้นตอนนี้ได้ดังมาถึงหน้าบ้านของเธอแล้ว

ซึ่งซูเหยาก็หาได้สนใจอันใดเพราะหลังจากที่เธอพยายามจุดเตาไฟอยู่นานในที่สุดยามนี้มันก็ติดเสียที

ซึ่งกว่าจะติดก็ทำให้ใบหน้าอันงดงามของร่างนี้ที่มีส่วนคล้ายตนตอนอายุสิบแปดได้มอมแมมไปจากคราบเขม่าดำๆอยู่ไม่น้อย

“ฮ่าๆ หน้าน้าเหยาเหมือนมีหนวดเลยค่ะ”เสียงหัวเราะใสๆดังขึ้นจากเด็กหญิงตัวเล็ก ซึ่งมู่เฟยตอนนี้ได้หันมามองน้องสาวด้วยดวงตาเบิกกว้างที่เห็นน้องสาวของตนหัวเราะออกมา

“หนูขอโทษค่ะ” ซึ่งเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กจะรู้ตัวแล้วจึงได้หยุดหัวเราะและกล่าวขอโทษออกมาด้วยด้วยสีหน้าที่สลดลง

“ไม่เป็นไร น้าไม่ได้โกรธ”ซูเหยาบอกกับเด็กน้อยออกมาด้วยความสงสาร

“พวกเรามากินข้าวกันเถอะ ไม่ต้องไปสนใจเสียงนกเสียงกาด้านนอกหรอก”ซูเหยาบอกกับเด็กๆที่ตอนนี้ได้พากันสูดดมเอากลิ่นหอมของอาหารเข้าปอดของตนกันแล้ว

ใจจริงเธอก็ไม่ได้ต้องการจะสอนเด็กๆแบบนี้หรอกแต่ส่วนหนึ่งก็มาจากย่าของพวกเด็กๆมักจะใช้งานพวกเขาเกินอายุทั้งๆที่บ้านใหญ่ก็มีลูกสะใภ้และลูกชายของตนอยู่ไหนจะยังมีหลานชายหญิงที่อายุมากกว่าเด็กสองคนนี้อีก

“พวกแกตายห่ากันไปแล้วรึไงถึงไม่ได้ยินเสียงของฉัน” เสียงนั้นยังดังอยู่หน้าประตูบ้านพร้อมกับทุบประตูอย่างแรงโดยไม่กลัวว่าประตูจะพังเพราะฝีมือของตน

เด็กสองคนก็ยังคงทำท่าละล้าละลังไม่กล้าที่จะตักอาหารกินเพราะกลัวย่าจะบุกเข้ามาแล้วทำร้ายพวกเขา

“กินเร็วเข้า กินเสร็จน้าจะพาขึ้นเขาไปหาพ่อ” ซูเหยาบอกกับเด็กทั้งสองคนเพราะถ้าตามนิยายพ่อของเด็กๆจะได้รับบาดเจ็บจากการล่าสัตว์ซึ่งจะทำให้พิการได้ในอนาคต

ดังนั้นเธอจะต้องไปหยุดเรื่องเลวร้ายนี้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นซึ่งมันน่าจะเกิดเร็วๆนี้ในช่วงที่เจ้าของร่างเดิมป่วยและพอตื่นขึ้นมาอีกหนึ่งวันก็ได้รับข่าวว่าสามีได้รับบาดเจ็บหนักจนถึงขั้นพิการเหตุการณ์นั้นก็น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดคือเธอจะต้องเข้าป่าวันนี้ โชคดีตรงที่ในนิยายได้กล่าวว่าพ่อของเด็กๆบาดเจ็บแถวไหน

เธอจึงได้วางแผนว่าจะเข้าไปหาของมีค่ามาขายด้วยจะได้เป็นการรับประกันฐานะของตนอีกทางหนึ่ง

ตอนนี้เธอยังไม่แน่ใจว่าเธอได้มาอยู่ในยุคไหนซึ่งในนิยายไม่ได้ระบุไว้อย่างแน่ชัดแต่เธอคิดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายของยุคโบราณเหตุที่เธอคิดแบบนี้ก็เพราะชุดที่เธอและเด็กๆใส่

รวมถึงทรงผมที่มู่เฟยไว้ผมยาวและมัดไว้อย่างลวกๆ ร้องเท้าฟางเก่าๆใกล้ขาดแต่ว่าการพูดการจาก็ไม่ได้เหมือนยุคโบราณเสียทีเดียว

“หนาวไหมเด็กๆ”ซูเหยาถามกับเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังกินไข่ผัดมะเขือเทศและโจ๊กข้าวโพดที่เธอทำอย่างเอร็ดอร่อย

“ไม่หนาวครับ/ค่ะ” เด็กน้อยกลืนโจ๊กแล้วพูดขึ้นมาพร้อมกัน ซูเหยาเมื่อเห็นการปฏิเสธของเด็กน้อยก็รู้สึกสะท้านอยู่ในอก เพราะเธอใส่เสื้อผ้าตั้งสามสี่ชั้นยังหนาว

และเด็กตัวเล็กๆที่ใส่ผ้าบางๆ แถมขาดวิ่นจะไม่หนาวได้ยังไงกัน เธอสำรวจใบหน้าของเด็กน้อยที่เริ่มแดง และมีรอยแตกของผิวหนัง ไหนจะมือน้อยๆที่บวมชำจนแดงนั่นอีก

‘นางเหยานะ นางเหยาหล่อนนี่มันช่างใจร้ายจริงๆ’ ซูเหยาอดไม่ได้ที่จะด่าเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาอีก

เด็กน้อยที่ได้เห็นหน้าตาของซูเหยาเปลี่ยนไปพวกเขาต่างก็รีบวางช้อนลงอย่างลนลาน

“พวกหนูอิ่มกันแล้วเหรอ โจ๊กยังมีอีกเยอะนะกินให้อิ่ม”ซูเหยาที่ยังไม่รู้ตัวว่าเผลอทำหน้าน่ากลัวออกมา จึงได้ถามกับเด็กๆด้วยความสงสัยที่เห็นเด็กน้อยวางช้อนและตะเกียบ

“พะ..พวกเราอิ่มแล้ว”เด็กทั้งสองตอบออกมาพร้อมกัน ซูเหยาจึงทำได้แต่พยักหน้ารับอย่างปลงๆให้กับอาการของเด็กทั้งสองคน

“เมื่อกินเสร็จแล้ว เสี่ยวเฟยพาน้องไปล้างหน้าล้างตานะ แล้วเข้ามาหาน้าในห้องน้าจะเอาเสื้อผ้าใหม่ให้เปลี่ยน”ซูเหยาบอกกับเด็กทั้งสองที่ยังนั่งนิ่งกันอยู่

“พวกเราจะช่วยน้าเหยาเก็บถ้วยชามก่อนครับ/ค่ะ”เด็กน้อยสองคนพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าซูเหยากำลังเก็บสิ่งของบนโต๊ะ

ซูเหยาเมื่อเธอเห็นถึงการกระทำของเด็กสองคนนี้ เธอก็อดที่จะรู้สึกเอ็นดูออกมาไม่ได้เธอจึงได้ยิ้มออกมา

ในระหว่างที่เธอกำลังมองเด็กสองคนนี้อยู่อย่างชื่นชม เสียงทุบประตูหน้าบ้านก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง

ซูเหยาจึงได้เดินไปเปิดประตูให้กับคนที่ตะโกนแหกปากอยู่ด้านนอก เพราะเขาตะโกนตั้งแต่เธอกับเด็กๆยังไม่กินข้าว จนกินข้าวเสร็จแล้วก็ยังตะโกนไม่เลิก

เมื่อเธอเปิดประตูออกคนที่กำลังทุบประตูอยู่ก็ได้ถลามาตามแรงโน้มถ่วงและตอนนี้เธอคนนั้นหน้าก็คะมำลงไปกองอยู่กับพื้นบ้านในสภาพหมดท่าทีเดียว

“แม่สามี มีอะไรเหรอคะถึงได้มาส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายอยู่หน้าบ้านฉันแต่เช้า”ซูเหยาถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

และเธอก็ไม่คิดที่จะเข้าไปช่วยพยุงหญิงชรานางนี้ที่ยังมีแรงมาด่อทอเด็กๆและทุบประตูบ้านของตนด้วย สิ่งที่เธอทำคือมีเพียงปรายตามองแค่นั้น

“หล่อนเป็นสะใภ้ฉันนะยะ แล้วลูกเลี้ยงของหล่อนไปไหน ไปเรียกให้พวกมันไปเกี่ยวหญ้ามาให้หมูกินได้แล้ว

หล่อนไม่ได้ยินเสียงหมูมันร้องหรอกเหรอ” เสียงแหลมของฉินเจียวพูดขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยวใส่ซูเหยา เมื่อเธอสามารถยืนทรงตัวได้มั่นคง

“เด็กๆไม่ว่างค่ะ ฉันจะให้พวกเขาขึ้นเขาไปกับฉันส่วนงานบ้านโน้นต่อไปนี้ก็ให้คนบ้านโน้นทำนะคะ อย่าได้ลามมาถึงคนบ้านนี้อีกเพราะเราแยกครัวกินกันตั้งนานแล้ว

ให้เด็กๆ ไปช่วยงานอาหารก็ไม่เคยให้กินดังนั้นมาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้นค่ะ”ซูเหยาพูดกับแม่สามีของตนอย่างไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกรังแก

“กะแกมันเป็นตัวซวยจริงๆ ฉันไม่น่าให้ลูกชายฉันแต่งแกเข้าบ้านมาเลยงานอะไรก็ไม่เคยหยิบจับ ฉันจะใช้หลานฉันมันเกี่ยวอะไรกับหล่อนยะ”เสียงที่ไม่ยอมแพ้ของขิงแก่เผ็ดร้อนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เกี่ยวซิคะ ก็เขาสองคนเป็นลูกของสามีฉัน และตอนนี้ฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงของเขาดังนั้นเขาทั้งสองก็ย่อมเป็นลูกของฉันด้วยเหมือนกัน

คุณแม่ว่าจริงหรือเปล่าละคะ”ซูเหยาก็ยังคงลอยหน้าลอยตาพูดกับแม่สามีตัวร้ายของตนต่อไป

“กะ..แกฉันจะบอกลูกชายฉันให้หย่ากับแก เพราะแกมันร้าย” ฉินเจียวซึ่งตอนนี้ได้โกรธลูกสะใภ้คนรองจนไฟแทบจะออกจากหัว

ได้ยืนเอานิ้วชี้หน้าลูกสะใภ้นอกคอกของตนพร้อมกับเต้นเร่าๆด้วยความขัดใจเพราะในตอนนี้เธอไม่สามารถเถียงอะไรกับซูเหยาได้แม้เพียงครึ่งคำ

“แม่คะ ฉันว่าเรากลับกันเถอะค่ะ” จิวเหลียนลูกสะใภ้คนโตที่ได้เดินตามมาห่างๆ เมื่อเห็นว่าแม่สามีมีแน้วโน้มว่าจะแพ้ให้กับซูเหยาเธอจึงได้แสดงตัวออกมา

“จะว่าไปพี่สะใภ้ก็น่าจะทำงานบ้างนะคะ เพราะดูจากรูปร่างที่อวบอ้วนเข้าขั้นระยะสุดท้ายแบบนี้ระวังสามีจะไปมีหญิงอื่น

หรือไม่ก็อาจจะมีโรคภัยมาเบียดเบียนเอาได้” ซูเหยาเมื่อเธอหันมาเห็นสะใภ้คนโตเธอจึงพูดแขวะออกมา

เพราะนังลูกสะใภ้คนโตนี่แหละตัวดีที่มักจะหลอกเด็กๆไปใช้งานอยู่บ่อยๆ ซึ่งซูเหยาคนก่อนแม้จะรู้เห็นก็ไม่เคยว่าปราม

แต่กลับเธอนั้นไม่ใช่เพราะเธอถือคติว่าใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็คืนไปเท่าทวี

“นี่น้องสะใภ้ฉันไม่เคยทำอะไรเธอนะ และรูปร่างอย่างพี่นี่เขาเรียกว่าคนมีอันจะกินอุดมไปด้วยทรัพย์สมบัติต่างหาก

ไม่เหมือนกับน้องสะใภ้ที่พอลมพัดทีก็คงจะปลิวไปตามลมอย่างแน่นอน” จิวเหลียนก็ตอบโตกลับซูเหยาอย่างไวเช่นเดียวกัน

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็เชิญผู้มีอันจะกินทั้งสองช่วยเดินออกจากบ้านของฉันด้วยนะคะเพราะฉันจะรีบออกไปข้างนอกค่ะ เชิญ” ซูเหยาได้พูดไล่คนออกมาอย่างไม่ไว้หน้าอีกครั้งแม้ว่าคน คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นแม่สามีก็ตาม

เพราะตามนิยาย มู่หานเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง เขาใช้ชีวิตในตระกูลนี้มาด้วยความยากลำบากโดนใช้ทำงานต่างๆสารพัด

แต่ว่าเขายังถือว่าโชคดีที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าป่าลึกที่อยู่ในภูเขาแล้วได้ช่วยคนที่หลบหนีจนชายคนนั้นปลอดภัย

ชายคนนั้นในระหว่างรักษาตัวจึงได้สอนหนังสือและความรู้ต่างๆให้กับมู่หานเป็นการตอบแทน

ตามเรื่องในนิยายมู่หานเป็นตัวเอกชายที่ถึงแม้ในอนาคตจะพิการแต่ว่าเดี๋ยวเขาก็จะได้เจอกับตัวเอกหญิงซึ่งเป็นผู้ที่มองโลกสวยเป็นหมอเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้แล้วได้ลูกๆของมู่หานช่วยเหลือ

จากอันธพาลพวกเด็กๆได้พาหมอคนนี้กลับมาบ้านเมื่อหมอสาวได้มาเห็นสภาพมู่หานเธอจึงคิดว่าเขาน่าจะยังรักษา

ได้ซึ่งก็เป็นจริงเพราะเธอหาวิธีรักษามู่หานได้สำเร็จพวกเขาก็ได้เกิดความรักต่อกัน

หากจะถามว่าแล้วซูเหยาในเรื่องไปไหนก็จะต้องบอกว่าหล่อนหนีไปนะสิ หนีไปคนเดียวโดยนำเงินทั้งหมดของบ้านไปด้วยซึ่งเงินส่วนนั้นก็เป็นเงินจากคนที่มู่หานช่วยชีวิตไว้ได้มอบให้กับเขา

จากเหตุการณ์ที่มู่หานจะต้องพิการนี่แหละเพราะคนที่มู่หานได้ช่วยไว้เป็นหนึ่งในพรานป่าที่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ด้วยกันแล้วพลาดเกือบจะตกหลุมลึก

แต่ตัวเอกอย่างมู่หานได้เข้าไปช่วยไว้ได้ทันโดยได้ผลักชายคนนั้นให้รอดพ้นภัยไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าโชคร้ายกลับมาตกที่ตัวเองจึงได้พลาดตกลงไปแทน

ดังนั้นในเมื่อเธอรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เธอก็จะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมดให้จงได้ ถ้าเธอยังเปลี่ยนไม่ได้ก็คงจะเสียชาติเกิดที่ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตในร่างนี้อีกครั้ง

“น้าคะ/ครับพวกเราล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วค่ะ/ครับ”เด็กน้อยทั้งสองค่อยๆเดินออกมาจากที่ซ่อนเมื่อเห็นว่าย่าและป้าสะใภ้ได้ออกไปจากบ้านของพวกตนแล้ว

เสียงของเด็กน้อยสองคนได้ปลุกให้ซูเหยาได้หลุดออกจากภวังค์ความคิด

“ถ้าอย่างนั้นไปรอน้าในห้องของหนูก่อนนะเดี๋ยวน้าตามเข้าไป”ซูเหยาบอกกับเด็กน้อยหลังจากปิดประตูบ้านเรียบร้อย

เมื่อคล้อยหลังพวกเด็กๆ ซูเหยาก็ได้เขาไปในห้องนอนของตนพร้อมกับนึกถึงสิ่งของที่ต้องการที่มีในห้าง

เธอนึกถึงสิ่งของที่จำเป็นโดยใช้เวลาสักพัก และเมื่อรู้สึกตัวจึงเห็นข้าวของกองเป็นภูเขาย่อมๆอยู่ตรงหน้า

“อุ๊ย! สงสัยช็อปเพลินไปหน่อย แต่ว่าการจับจ่ายโดยไม่เสียเงินนี่มันช่างดีเสียจริง” ซูเหยาได้พูดออกมาอย่างดีใจ

“ใครว่าไม่เสียเงินการซื้อของท่านแต่ละครั้งได้ถูกหักออกจากเงินฝากที่ท่านเคยสะสมไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเงินส่วนนั้นระบบก็ได้ทำการดึงเข้ามาไว้ในนี้ด้วย

แต่ท่านไม่ต้องกังวลเพราะเงินของท่านยังมีอีกมากในการเอาไว้ให้ท่านซื้อของเพื่อเป็นการสร้างตัวในยุคนี้”เสียงโมโนโทนของห้างสรรพสินค้าดังขึ้น

ซึ่งตอนนี้ซูเหยาก็ได้แต่บนอยู่ในใจกับเจ้าระบบเชิงบังคับขี้งก แต่ก็ยังถือว่าโชคดีอยู่ไม่น้อยที่เธอตัวคนเดียวแล้วก็มีเงินเก็บอยู่พอสมควร

“แต่ว่าพวกเครื่องประดับและทองคำที่ฉันเก็บไว้ได้ตามมาด้วยไหมอ่ะ” เธอพูดออกมาอย่างเสียดาย

“ช่างเถอะตอนนี้ไปหาเด็กน้อยผู้น่ารักสองคนนั้นดีกว่า” เธอพูดเองเออเองอีกครั้งก่อนที่จะนำสิ่งของ

ของเด็กๆใส่ลงในกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่แล้วลากไปที่ห้องของเด็กทั้งสองที่ตอนนี้นั่งรอเธออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ

ฝากติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...