โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินอาเซียน! วิกฤตเงินริงกิตมาเลเซีย ต่างชาติหวั่นซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 1997

BTimes

อัพเดต 03 พ.ย. 2566 เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2566 เวลา 05.02 น. • BTimes.Biz

ศูนยวิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้สกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2566 โดยเงินเยนเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากที่สุดในเอเชีย (-12.2%) และหากวัดเฉพาะประเทศในกลุ่ม ASEAN-5 แล้ว เงินริงกิตของมาเลเซีย (-7.7%) อ่อนค่าลงมากกว่าอีก 4 สกุลเงินที่เหลือ ซึ่งได้แก่ เงินบาท เงินรูเปีย เงินเปโซฟิลิปปินส์ และเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ตามลำดับ โดยในส่วนของเงินริงกิตอ่อนค่าลงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2541

แม้ช่วงห่างระหว่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศ จะเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ค่าเงินอ่อน แต่คงต้องยอมรับว่า เมื่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอื่นๆ อ่อนแอลง (อาทิ ดุลการคลังขาดดุลเรื้อรังเป็นเวลานาน และการส่งออกหดตัวลง) “ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Gap ดอกเบี้ย” ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันให้สกุลเงินอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้เช่นกัน

สำหรับในกรณีของมาเลเซียนั้น จุดที่เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม ASEAN-5 ก็คือ ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังเป็นเวลานาน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ช้ากว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี จุดแตกต่างระหว่างมาเลเซียกับประเทศอื่นๆ คือ ดุลการคลังของมาเลเซียขาดดุลไม่ต่ำกว่า 3.0% ต่อจีดีพี ติดต่อกันตลอด 24 ปีที่ผ่านมา หรือช่วงปี 2542-2565 ขณะที่ดุลการคลังของอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยมียอดขาดดุลการคลังมากกว่า 3.0% ต่อจีดีพีในช่วงสถานการณ์โควิด-19 (ก่อนหน้านั้น ยอดขาดดุลการคลังไม่เกิน 3.0% ต่อจีดีพีเป็นส่วนใหญ่)

แม้ว่าสถานการณ์ในภาคการส่งออกของมาเลเซียที่หดตัวลงต่อเนื่องตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา (ระหว่างเดือนมี.ค.-ก.ย. 2566) จะคล้ายคลึงกับสถานการณ์การส่งออกของอินโดนีเซีย แต่ก็เป็นภาพที่น่ากังวลกว่าการส่งออกของไทยและฟิลิปปินส์ซึ่งได้เริ่มทยอยกลับมาขยายตัวแล้ว นอกจากนี้ เมื่อเทียบระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของมาเลเซียในปัจจุบันที่ 3.00% กับกรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่ 5.25-5.50% ก็จะพบว่า แม้ส่วนต่าง หรือ Gap ของดอกเบี้ยของมาเลเซียกับสหรัฐฯ จะติดลบน้อยกว่า Gap ดอกเบี้ยของไทยกับสหรัฐฯ แต่ Gap ดอกเบี้ยของมาเลเซียกับสหรัฐฯ ที่ระดับ 2.50% นั้น เป็นช่วงห่างที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ Gap ดอกเบี้ยของไทยกับสหรัฐฯ เคยห่างกันมากกว่านี้ในช่วงปี 2543 (โดยในช่วงเวลานั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.50% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.50%) อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์จะมีความแตกต่างออกไป เพราะธนาคารกลางของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในเดือนต.ค. 2566 ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ระดับ 6.00% และ 6.50% ซึ่งเพิ่ม Gap ช่วงบวกเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ

ดังนั้น คงต้องยอมรับว่า นอกจากความแตกต่างของสถานการณ์เศรษฐกิจแล้ว Gap ดอกเบี้ย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ค่าเงินริงกิตเผชิญแรงกดดันมากกว่าเงินรูเปียอินโดนีเซียและเงินเปโซฟิลิปปินส์ ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของทั้ง 2 ประเทศอยู่สูงกว่าสหรัฐฯ

สำหรับในระยะข้างหน้า แม้สกุลเงินจะอ่อนค่าในระดับที่แตกต่างกัน แต่จุดที่สำคัญมากกว่า ก็คือ ต้องจับตาผลกระทบจากค่าเงินที่อ่อน เพราะยิ่งค่าเงินอ่อน ก็จะยิ่งกระตุ้นความกังวลในเรื่องเงินทุนไหลออก และดุลการค้าอ่อนแอตามมา

การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ยิ่งสกุลเงินในประเทศอ่อนค่าลงเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ FX Gains ที่ทยอยลดน้อยลง ก็อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยลดพอร์ตการลงทุนและนำเงินออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงไม่ปิดโอกาสสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2566 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ล้วนเผชิญแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอยู่ในฝั่งขายสุทธิพันธบัตรไทยเป็นส่วนใหญ่ในปีนี้ และเพิ่งจะมาขายสุทธิในตลาดพันธบัตรมาเลเซียและอินโดนีเซียตั้งแต่เดือนส.ค. 2566 เป็นต้นมา

ความอ่อนแอของดุลการค้า เพราะค่าเงินอ่อนค่าในยามที่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ชะลอตัว น่าจะทำให้ผลดีจากการอ่อนค่าของค่าเงิน ถูกลดทอนลงไปเนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และมีความเสี่ยงที่จะปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกตามระดับความเสี่ยงของสัญญาณตึงเครียดในตะวันออกกลาง

หากมองผลกระทบในประเด็นนี้ คงต้องยอมรับว่า ไทยและฟิลิปปินส์น่าจะเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายกว่า เพราะไทยและฟิลิปปินส์ล้วนเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งในปี 2565 ยอดขาดดุลในหมวดพลังงานของไทยมีสัดส่วนมากกว่า 10.0% ของจีดีพี ขณะที่ยอดขาดดุลในหมวดพลังงานของฟิลิปปินส์อยู่ที่ระดับสูงกว่า 5.0% ของจีดีพี แต่สำหรับมาเลเซียและอินโดนีเซียนั้น ทั้ง 2 ประเทศยังคงมีสถานะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ

จุดจับตาที่สำคัญ ก็คือ วิธีการรับมือกับความผันผวนในด้านอ่อนค่าของสกุลเงินที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงจะยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส และอาจขยายวงกว้าง ซึ่งจะยิ่งหนุนราคาน้ำมันในตลาดโลก และทำให้เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนเพิ่มเติมในฐานะสกุลเงินปลอดภัย นอกเหนือไปจากโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม โดยหากไม่นับเครื่องมือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ทรัพยากรทางการเงินที่สำคัญในช่วงที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ก็คือ เงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งในปีนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศของไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ทยอยลดลงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับระดับ ณ สิ้นปี 2565

อย่างไรก็ดี ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยและอินโดนีเซียยังคงสูงเพียงพอสำหรับรองรับการนำเข้าเกิน 3 เดือน และการครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเต็มจำนวน แต่ไม่ใช่กรณีของมาเลเซีย ซึ่งมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นค่อนข้างสูง คิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 96% ของเงินสำรองระหว่างประเทศไปแล้ว ดังนั้น คงต้องติดตามสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินริงกิตอย่างใกล้ชิด แม้โอกาสที่จะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตของค่าเงินภูมิภาคจะยังอยู่ในระดับต่ำ ณ เวลานี้ก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...