มู่เซียนเซียน หวนคืนสู่โลกปัจจุบันในรอบ 2000 ปี
ข้อมูลเบื้องต้น
Returning to the current world in 2000 years :
หวนคืนสู่โลกปัจจุบันในรอบ 2000 ปี
ตัวข้า มู่เซียนเซียน ได้แยกจากครอบครัวเป็นเวลากว่า 2000 ปี หลังจากที่ข้าได้สร้างค่ายกล
“ห้วงกาลเวลานิรันดร์” ได้สำเร็จ ถึงคราที่ข้าจะได้กลับไปเสียที
หลังจากที่ข้าได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในโลกปัจจุบัน พอข้าลืมตาตื่นขึ้นข้าก็ได้ไปอยู่ในใจกลางป่าที่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์มากมายที่ฉันไม่เคยเห็น แต่โชคดีที่มีเจ้าสำนักบุปผาสวรรค์ได้มาพบเจอข้าเข้า จึงได้สั่งสอนวิชาต่างๆมากมาย รวมถึงการบ่มเพาะลมปราณ และดูเหมือนว่าร่างกายของข้านี้จะสามารถบ่มเพาะได้อย่างดีเยี่ยม จนถ้าได้สืบทอดตำแหน่ง “เจ้าสำนักบุปผาสวรรค์”
เวลาล่วงเลยไปกว่า 2000 ปี ข้าก็ได้คิดค้นสูตรค่ายกล “ห้วงกาลเวลานิรันดร์” ที่จะส่งข้าเพื่อกลับไปในโลกปัจจุบันที่ข้าได้จากมา
“
ลาก่อนโลกของผู้เป็นอมตะ
”
หลังจากที่ มู่เซียนเซียน จากไปเธอไม่อาจรู้เลยว่าค่ายกลห้วงเวลานิรันดร์ที่เธอสร้างนั้นได้รวบรวมลมปราณจากทั้งโลกมารวมที่ค่ายกลแห่งนี้
ระดับขั้นลมปราณ
แต่ละขั้นจะมีขั้นย่อยเป็น ต่ำ กลาง สูง
แม่ทัพ
กองทัพ
ราชา
กษัตริย์
บรรพจารย์
จักรพรรดิ
เซียน
เทพ
นักแต่งนิยายหน้าใหม่ นิยายเรื่องแรก เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
ตอนต้นๆเนื้อหาอาจน้อยหน่อยนะคะ ถ้ามีคนสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะเพิ่มจำนวนอักษรขึ้นนะคะ
ค่ายกลห้วงกาลเวลานิรันดร์
ตอนที่1 ค่ายกลห้วงกาลเวลานิรันดร์
“ ท่านเจ้าสำนักเจ้าคะ คราวนี้ท่านเจ้าสำนักจะสร้างค่ายกลอะไรหรือเจ้าคะ ”
บ่าวรับใช้ตัวเล็กในชุดสีฟ้าสดใสเอ่ยถามเจ้านายของเธอที่เธอรักและเคารพยิ่ง ในขณะนี้เธอและเจ้านายกำลังเดินทางไป ณ บริเวณฝึกวิชาของ มู่เซียนเซียน เจ้าสำนักบุปผาสวรรค์คนปัจจุบัน ในระหว่างทางเดิน บ่าวรับใช้หรือลูกศิษย์ในสำนัก ก็ก้มโค้งคำนับเจ้าสำนักด้วยความเคารพ หย่ำเกรง หวาดกลัว และเลื่อมใสในความแข็งแกร่งนี้
“มู่เซียนเซียน” นามนี้ทั้งทั้งดินแดนอมตะคงจะไม่มีใครไม่รู้จัก
“เจ้าสำนักบุปผาสวรรว์” ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่ออายุยังน้อย อายุเพียง 2020 ปี เท่านั้น แต่ขั้นพลังปราณกลับสูงส่งเกินกว่าเจ้าสำนักใดๆ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนจนอายุล่วงเลยนับ 5000 ปี แม้แต่จักรพรรดิที่ปกครองทั้งดินแดนอมตะแห่งนี้ก็ต้องให้เกียรติและก้มหัวให้เล็กน้อย
พลังปราณของมู่เซียนเซียนตอนนี้ก็คือ
“ปราณเซียน”
ปราณเซียนนี้ทั่วทั้งดินแดนอมตะยังไม่มีผู้ใดไปถึง นอกจากเธอผู้นี้ มู่เซียนเซียน แต่นอกเหนือจากพลังที่โดดเด่นแล้ว เส้นผมที่ดำขลับ ริมฝีปากบาง สันจมูกและเค้าโครงใบหน้าที่คมชัด แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสูงส่ง สง่างาม และทรงอำนาจ
ณ ตอนนี้ในขณะที่กำลังเดินไปบริเวณที่ฝึกวิชา มู่เซียนเซียน ก็ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้ตัวน้อยคนสนิท
“ตอนนี้ข้ากำลังจะสร้างค่ายกลที่ข้าตั้งใจมากที่สุด ข้าใช้เวลาคิดค้นเป็นเวลากว่า 1000 ปี ข้าได้ตั้งชื่อค่ายกลนี้ว่า ห้วงกาลเวลานิรันดร์ ”
บ่าวรับใช้ตัวน้อยก็ได้กล่าวถามคำถามเพิ่มเติมว่า
“คงจะสำคัญมากเลยนะเจ้าคะ วัตถุดิบที่ต้องใช้สร้างในคราวนี้ ล้วนเป็นของมีค่าหายากกันทั้งนั้นเลย”
มู่เซียนเซียนยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูบ่าวรับใช้ตัวน้อยผู้นี้ที่ดูแลและอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แต่รอยยิ้มน้ำก็หายไปเหลือเพียงแต่สีหน้าที่จริงจัง และตอบกลับว่า
“ข้าจะต้องสร้างค่ายกลให้สำเร็จเพราะวัตถุดิบหลายชิ้นนั้นล้วนหายาก จนถึงขั้นบางชิ้นอาจจะไม่มีอีกแล้ว”
ในตอนนี้ทั้ง 2 คน ก็ได้เดินทางมาถึงที่หมายบ่าวรับใช้ตัวน้อยโค้งคำนับเพื่อส่งมู่เซียนเซียน เพื่อเข้าสู่ห้องเก็บตัวฝึกวิชา
“บ่าวลี่ลี่ จะรอท่านเจ้าสำนึกอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าแห่งนี้นะเจ้าคะ หากท่านเจ้าสำนักมีอะไรให้บ่าวรับใช้ สามารถเรียกบ่าวได้ทุกเมื่อเลยนะเจ้าคะ”
เซียนเซียน เห็นเช่นนั้นก็ยังไม่วางใจนัก
“หากมีใครสร้างปัญหาในสำนักเจ้าก็จัดการได้เลย ข้าขอลงประกาศิตให้เจ้าเป็นตัวแทนของข้า ในบริเวณสำนักบุปผาสวรรค์ เจ้ามีอำนาจสูงสุด หากว่ามีเรื่องใดที่เจ้าจัดการไม่ได้ ให้ไปหาเจ้าสำนักกระบี่ เข้าใจหรือไม่? ”
ลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจแต่เธอก็สงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ลี่ลี่ก้มหัวพร้อมตอบกลับว่า
“ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลสำนักอย่างดี ระหว่างรอท่านกลับมา ”
มู่เซียนเซียน ได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าตอบรับแล้วเดินเข้าไปในห้องฝึกวิชาเพื่อสร้างค่ายกลเสียที
เซียนเซียนได้หยิบเอาวัตถุดิบหายากทั้งหลาย ออกมาวางตามจุดค่ายกลที่ได้คิดค้นเอาไว้ แล้วเธอก็ได้เริ่มเดินลมปราณเพื่อสร้างค่ายกล หัวใจของค่ายกลนี้ก็คือ มิติเวลา อุปกรณ์มิตินั้นเป็นสิ่งหายากเป็นอย่างมาก แต่ความยากก็มีความโชคดีอยู่ นั่นก็คือ ธาตุหลักของมู่เซียนเซียนนั้นก็คือ ธาตุมิติ เธอได้ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกล
แม้ว่าถ้าหากสร้างค่ายกลไม่สำเร็จตัวเธอเองอาจตายได้ แต่ถึงอย่างไรการอยู่ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีมิตรสหายที่สนิทเยอะมาก ห่วงแต่บ่าวรับใช้ตัวน้อยลี่ลี่ ที่อาจจะต้องอยู่คนเดียว
มู่เซียนเซียนได้เริ่มดึง พลังธาตุมิติ ของเธอออกมาเพื่อใช้ในการแหวกมิติเพื่อหวนคืนสู่บ้านเกิดของเธอ โลกปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สะดวกสบาย
ในวินาทีที่เธอดึงพลังออกมาจนเกือบหมดเพื่อเปิดมิติกาลเวลา ประตูมิติก็ได้เปิดขึ้นพร้อมทั้งลมปราณมากมายในดินแดนให้นี้ได้โดนดูดเพื่อมาอยู่ที่ค่ายกลเพราะวัตถุดิบที่เธอได้เลือกมานั้น นำมาเพื่อใช้ในการรวบรวมพลังปราณให้มาอยู่ในค่ายกลแห่งนี้เป็นจำนวนมหาศาล เพราะลำพังพลังของเธอเพียงแค่คนเดียวไม่อาจเปิดประตูมิติได้
ในตอนนี้ประตูมิติก็ได้เปิดออกแล้วถึงเวลาที่เธอจะได้กลับบ้านเสียที
ก่อนที่จะจากไปเธอได้สื่อสารทางจิตส่งไปหาบ่าวรับใช้ลี่ลี่เพื่อสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย
“ลี่ลี่ ถึงเวลาที่ข้าต้องจากไปแล้วเจ้าจงดูแลสำนักบุปผาสวรรค์ให้เป็นอย่างดี และหากว่าเกิดปัญหาจนต้องถึงแก่ชีวิตเจ้าจงหนีไปและทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปซะ ชีวิตเจ้าย่อมสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ลาก่อนลี่ลี่”
“ ลาก่อน ดินแดนอมตะ ”
หวนคืน
ตอนที่2 หวนคืน
ครืนๆ
ณ กลางภูเขาในมณฑลหูหนาน ทางกรมอุตุวิทยาคมได้ออกมาแถลงการว่ามีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้น “ขอแจ้งให้ประชาชนอยู่ในความสงบตอนนี้ได้มีพายุลูกใหญ่ได้ก่อตัวขึ้น ขอให้ประชนทุกท่านห้ามออกจากบริเวณที่พักอาศัย และประชาชนท่านใดอยู่ข้างนอกขอให้ท่านหาสถานที่ปลอดภัยหลบก่อน เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง” พายุครั้งนี้ถือว่าเป็นพายุครั้งใหญ่ ในรอบ 5 ปี เนื่องจากเมื่อ 5 ปีก่อนนั้นได้มีพายุลูกใหญ่ลักษณะเช่นนี้ปรากฏขึ้นเช่นกัน
ภายในพายุที่ผู้คนกำลังหวาดกลัวอยู่นั้น ได้มีหญิงสาว ในชุดจีนโบราณกำลังลอยอยู่ เมื่อหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้น เธอก็ได้ยกมือที่เรียวยาวอันแสนสวยงามแล้วปัดพายุลูกนั้นทิ้ง เฉกเช่นปัดไรฝุ่นอันเล็กน้อยก็ไม่ปาน ภายในชั่วพริบตาพายุก็ได้อันตรธานหายไป
ทางกรมอุตุวิทยาคมได้ออกมาแจ้งอีกครั้งว่า
“ณ ตอนนี้ภัยพิบัติในครั้งนี้ได้หายไปแล้ว และทางเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอุทกภัยในครั้งนี้”
มู่เซียนเซียน ผู้เป็นต้นเหตุในครั้งนี้เธอไม่รู้เลยว่าได้สร้างความตกอกตกใจแก่ประชากรนับล้านคน และสร้างความแปลกใจแก่ประชากรนับล้านคนเช่นเดียวกัน
ในขณะนี้มู่เซียนเซียนเธอกำลังกวาดสัมผัสสวรรค์ออกไปเพื่อตรวจดูว่าบริเวณนี้ว่ามีคนอาศัยอยู่หรือไม่ แต่ในตอนที่เธอปล่อยสัมผัสสวรรค์ออกมาเธอก็ได้สัมผัสว่า พลังปราณของเธอตอนนี้ ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งที่ก่อนที่ ค่ายกลห้วงกาลเวลานิรันดร์ จะเปิดประตูสำเร็จพลังปราณของเธอนั้นใกล้จะหมดแล้ว หรือว่านี่จะเป็นผลของวัตถุดิบหายากพวกนั้น ที่ใช้รวบรวมลมปราณมันคงจะใช้ได้ผลดี ถ้านำมาใช้ตอนฝึกวิชาด้วยคงจะบ่มเพาะลมปราณได้เป็นอย่างดี
แต่เธอก็คงไม่รู้เลยว่าค่ายกลนี้จะรวบรวมลมปราณของโลกใบนี้มา จนโลกภายนอกนั้นเหลือลมปราณเพียงน้อยนิด
หลังจากที่ได้กวาดสัมผัสสวรรค์ไปนั้นเธอก็ได้พบ ผู้ฝึกวิชาอมตะ
ผู้ฝึกวิชาอมตะ เป็นชื่อเรียกของผู้ฝึกตนเพื่อไขว้คว้าหาโอกาสในการเป็นอมตะ แต่ว่าในดินแดนอมตะนั้นยังไม่มีผู้ใดไปถึง “ปราณเทพ” ได้เลย
เมื่อมู่เซียนเซียนได้สัมผัสเจอกลุ่มผู้ฝึกวิชาอมตะ เธอก็ได้พุ่งทะยานไป ณ บริเวณนั้นทันที
ลานกว้าง ณ ยอดเขาหุนเทียนที่ตั้งของหน่วยงานลับทางรัฐบาล ที่ได้รวบรวมเหล่าผู้ฝึกพลังเพื่อได้มาทำหน้าที่ปกป้องรักษาความสงบของประเทศ
ในตอนที่เหล่าทหารได้ทำการฝึกวิชาการต่อสู้ บางส่วนกำลังบ่มเพาะลมปราณ พวกเขาก็ได้สัมผัสได้ว่าค่ายกลที่ปกป้องฐานทัพแห่งนี้อยู่ได้เปิดออก
ซึ่งพวกเขาได้ตกใจเป็นอย่างมากเพราะค่ายกลแห่งนี้ได้สร้างโดย ท่านผู้เฒ่าหวงเหวินฟู่ ผู้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่ฝึกวิชาได้จนมาถึงขั้น ปราณราชา ซึ่งถือว่าเป็นขั้นพลังสูงสุดในตอนนี้
ณ ห้องทำงานของท่านนายพล
ท่านนายพลอี้หยางอู่ นายพลเพียงคนเดียวของกองทัพที่เป็นผู้ฝึกวิชาอมตะ นายพลอี้จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลและฝึกฝนเหล้าผู้ฝึกวิชาเหล่านี้
ในขณะที่กำลังทำงานเอกสารทางราชการอยู่นั้น อี้หยางอู่ นายพลหนุ่มได้สัมผัสได้ว่ามีผู้บุกรุกบริเวณฐานทัพลับของเขา เขาจึงรีบพุ่งออกไปเพื่อดูว่ามี ราชา ท่านไหนมาเยือนฐานทัพของตน
ทางฝั่ง มู่เซียนเซียน เธอได้มาถึงที่หมายที่มีเหล่าผู้ฝึกวิชารวมกันอยู่
แต่ในใจเธอนั้นรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่า ในโลกแห่งนี้เหตุใดจึงมีผู้ฝึกวิชาอมตะอยู่แม้ว่า ลมปราณในโลกนี้จะเบาบางเหลือเกิน
“หรือว่าเธอจะมาผิดโลก ไม่หรอกมั้ง”
ในขณะที่มู่เซียนเซียนกำลังสงสัย และสับสนอยู่นั้น ท่านนายพลอี้ก็ได้เดินทางมาถึงพร้อมปล่อยพลังกดดันขั้น ราชา ออกมาใช่แล้วท่านนายพลผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนขั้นราชา ผู้อยู่ในจุดสูงสุดอีกหนึ่งคน
แต่ในขณะที่ปล่อยพลังออกมานั้น เขาก็ต้องกระอักเลือดเพราะพลังกดดันของเขาได้สะท้อนกลับเนื่องจาก
มู่เซียนเซียน นั้นเริ่มอารมณ์ไม่ดีเพราะเธอนั้นไม่ชอบให้ใครมาปล่อยพลังกดดันใส่
“ท่านผู้อาวุโส โปรดอภัยให้ความโง่เขลาของข้า”
ท่านนายพลนั่งคุกเข่าพร้อมก้มคำนับจนติดพื้น เวลาผ่านไปไม่นานพลังกดดันที่แข็งแกร่งก็ได้สลายหายไป
“นี่”
เสียงหญิงสาวที่ทรงพลังได้เอ่ยเรียกท่านนายพลอี้ที่คุกเข่าอยู่
“ นายคนนั้นน่ะ ตอนนี้ปีอะไร ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน”
ท่านนายพลได้เงยหน้าขึ้นพร้อมให้คำตอบผู้ที่อยู่บนฟ้า
“ตอนนี้ ปี2023 ครับ หุบเขาแข่งนี้ชื่อว่า ยอดเขาหุนเทียน ที่นี่เป็นฐานทัพของทางรัฐบาลของประเทศเรา”
หญิงสาวได้เริ่มแน่ใจแล้วว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เพื่อความแม่นยำ
“เมืองอะไร”
“เมืองเยว่หยาง มณฑลหูหนาน ครับ”
พอสิ้นเสียงคำตอบหญิงสาวบนฟ้าก็ได้หายไป เปรียบเสมือนว่าตรงนี้ไม่เคยมีใคร และไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ในตอนนี้ มู่เซียนเซียน ก็ได้รู้แล้วว่าเธออยู่ที่ไหนและกำลังเหาะอย่างรวดเร็วเพื่อกลับบ้านของเธอ เพราะตอนนี้เวลาก็ได้ผ่านไป 5 ปีแล้วหลังจากที่เธอจากไป ไม่รู้ว่าครอบครัวของเธอเป็นอย่างไรบ้าง
รู้หรือไม่ว่าบุตรสาวคนนี้มีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งกำลังเดินทางเพื่อไปหา ณ ตอนนี้
“รอก่อนนะคะ พ่อแม่ เฟยหลง เยว่ฮวา”
“มู่เซียนเซียน คนนี้กลับมาแล้ว”
จะพยายามมาอัพนิยายทุกวันนะคะ นิยายเรื่องแรกในชีวิตฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ
ครอบครัว
ตอนที่ 3 ครอบครัว
ทางด้านครอบครัวมู่ หลังจากที่มู่เซียนเซียนหายตัวไป ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมากว่า 5 ปีแล้ว ครอบครัวมู่ มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน หัวหน้าครอบครัวอย่างพ่อมู่ มู่เฟยเทียน แม่จ้าว จ้าวอู่เซียน มู่เซียนเซียนนั้นเป็นพี่สาวคนโต และมีน้อชายน้องสาวอย่างละ 1 คน น้องชายมู่เฟยหลง น้องสาวมู่เยว่ฮวา หลังจากที่มู่เซียนเซียนหายตัวไป ตอนนี้มู่เฟยหลงก็อายุ 20 ปีแล้วกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยว่หยาง มหาวิทยาลัยประจำเมือง ส่วนมู่เยว่ฮวาตอนนี้อายุ 15 ปี เรียนมัธยมต้นปีสุดท้าย อยู่ที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง ทางด้านครอบครัวมู่นั้น ทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆไม่ได้ใหญ่โตมาก รายได้เพียงพอที่จะส่งลูกๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่นอย่างไม่มีปัญหา
เย็นวันนี้ แม่จ้าวก็ได้ทำอาหารเย็นอย่างเช่นทุกวัน เพื่อรอกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาถึงแม้จะขาดสมาชิกคนสำคัญอีกคนอย่างมู่เซียนเซียนไปแต่ครอบครัวมู่ก็ใช้ชีวิตต่อไปด้วยความหวังว่าสักวันมู่เซียนเซียนจะกลับมา
“โอ้ยย พี่มาขยี้หัวหนูทำไมเนี่ย อุตส่าทำผมมาสวยๆ”
เสียงดังของน้องสาวคนเล็กดังออกมาจากหน้าบ้าน ซึ่งบ่งบอกว่าสมาชิกครอบครัวได้กลับมาบ้านแล้ว
“พอโตขึ้นมาหน่อยหยอกนิดหยอกหน่อยก็ไม่ได้ ชิ”
ลูกชายคนเดียวของบ้านได้แหย่น้องสาวคนเล็กอย่างที่ชอบทำ
“พอแล้วๆ แม่เขารอทานข้าวอยู่เนี่ย มัวแต่เล่นกันอยู่นั่นแหละแม่เขารอนานแล้ว”
ผู้เป็นพ่อได้ส่งเสียงห้ามปาม 2 พี่น้องที่ชอบหยอกเล่นกันอยู่เป็นประจำ พอทั้ง3คนวางกระเป๋าเสร็จแล้วก็ได้พากันเดินไปที่ห้องครัวเพื่อทานข้าว
“แม่ขาาา หนูหิวมากเลย”
ฮวาฮวาได้เข้าไปกอดและอ้อนแม่จ้าวอย่างที่ชอบทำ เฟยหลงก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการแกล้งขยี้ผมน้องสาว
“นี่แน่ะ”
“พี่เฟยหลง อีกแล้วนะ ถ้าพี่เซียนเซียนอยู่นะ”
พอจบประโยคนี้ทั้ง 4 คนก็ได้เงียบลง
“เอาล่ะๆเลิกแกล้งกันแล้วมากินข้าว นั่งลงๆ”
เสียงพ่อมู่เป็นผู้ทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ ทั้ง 4 คนก็ได้นั่งลงเพื่อทานข้าว
“วันนี้แม่ก็มีเมนู ยำแมงกะพรุนน้ำมันงา หมูตุ๋นตงพอ และไก่แช่เหล้า”
แม่จ้าวได้แนะนำอาหารเย็นในวันนี้ให้เหล่าลูกๆและสามีได้ฟัง พร้อมยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ
โห!
เฟยหลงนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะปกติที่บ้านไม่เคยจัดเต็มขนาดนี้
“ทำไมวันนี้จัดเต็มจังเลยอ่ะแม่”
“ไม่รู้สิแม่แค่รู้สึกว่าวันนี้คงมีเรื่องดี แม่ก็เลยทำ กินเถอะๆ”
ติ๊งต่องงงง
เสียงกริ๊งประตูดังขึ้น ในตอนที่ทั้ง 4 กำลังจะเริ่มทานข้าว
“ใครมาหาเราตอนนี้กัน คุณได้นัดลูกค้ามารึเปล่า” แม่ได้เอ่ยถามผู้เป็นพ่อ
“ไม่นะ วันนี้ผมว่าง”
“เดี๋ยวผมไปเองครับ” เฟยหลงรีบลุกเพื่อไปเปิดประตู
มาแล้วครับ เฟยหลงตะโกนบอกผู้ที่อยู่หน้าประตู พร้อมเอื้อมมือบิดลูกบิดประตูออกมา
แอ๊ดดด
“มาหาใคร ครั บ บ”
“สวัสดีเฟยหลง สบายดีมั้ย”
มู่เซียนเซียนหลังจากที่ได้เห็นน้องชายออกมาเปิดประตู ได้เอ่ยปากทักทายพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนดั่งเช่นที่มู่เซียนเซียนยิ้มให้มู่เฟยหลงอย่างเช่นเมื่อตอนนี้ทั้งครอบครัวเราได้อยู่ครบพร้อมหน้ากัน
เฟยหลงหลังจากที่ได้เห็นมู่เซียนเซียนเฟยหลง ลืมไปชั่วขณะว่าต้องพูดอะไร ได้แต่
ฮือ กระอึก…กระซิก แง….โฮกกกก….ฮืออออ
ภายในบ้าน ทั้ง 3 คนได้ยินเสียงเฟยหลงร้องไห้ก็ได้รีบวิ่งออกมาและทั้ง 3 คนก็มีอาการดั่งเช่น ที่เฟยหลงเป็น
ฮือ กระอึก…กระซิก
“สวัสดีค่ะ หนูกลับมาแล้วค่ะ”
แม่จ้าวในตอนนี้ทั้งตกใจ ดีใจที่ได้เห็นลูกสาวคนโตของเธอกลับมา
“เซียนเซียน ละ..ลูกกลับมาแล้ว”
แม่จ้าวเอ่ยเรียกลูกสาวของเธอพร้อมน้ำตา ก่อนที่แม่จ้าวจะพุ่งตัวเข้าไปกอดเป็นคนแรกพร้อมด้วยสมาชิกอีกทั้ง 4 คน ได้เข้าไปกอดมู่เซียนเซียนด้วยความคิดถึงอย่างถึงที่สุด พร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างมีความสุข
มู่เซียนเซียนในตอนนี้เธอรู้สึกมีความสุขมากที่สุดในรอบ 2000 ปี เพราะนี่คือเป้าหมายที่เธอได้ตั้งไว้ว่าเธอจะต้องได้กลับมาเจอครอบครัวของเธออีกครั้ง ดีใจมากกว่าตอนที่เธอได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักบุปผาสวรรค์เสียอีก
พ่อมู่ได้สติก่อนเป็นคนแรก
“ตอนนี้เราเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า ลูกกลับมาทั้งทีให้ลูกเข้าไปพักผ่อนในบ้านดีกว่า”
ทั้ง 3 คนหลังจากที่ได้ยินเสียงพ่อมู่ก็ได้สติกลับมาเช่นกัน แม่จ้าวพอได้สติ เธอก็เริ่มกอดมู่เซียนเซียนเพื่อพาเธอเข้าบ้าน
“เข้าบ้านเถอะลูก ตอนนี้พวกเรากำลังจะทานข้าวกันพอดี”
แม่จ้าวพูดจบพร้อมโอบกอดให้แน่นยิ่งกว่าเดิมเหมือนกลัวว่าลูกสาวคนโตของเธอคนนี้จะหายไปไหนอีก
ระหว่างที่เดินเข้าบ้านน้องสาวคนเล็กก็ได้พูดสิ่งที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้
“วันนี้นะแม่ทำแต่ของโปรดพี่ทั้งนั้นเลย เหมือนแม่จะรู้ว่าพี่จะกลับมาวันนี้งั้นแหละ”
มู่เซียนเซียนยิ้มรับเพราะเธอรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแม่ของเธอต้องรู้สึกถึงเธอแน่ เพราะระหว่างทางที่เธอเดินทางกลับมานั้นเธอได้ส่งพลังจิตเพื่อกลับมาบ้านก่อนที่ตัวเธอจะถึง เพื่อค้นหาว่าครอบครัวของเธออยู่ที่ไหน พลังจิตวิญญาณที่เหนียวแน่นระหว่างเธอกับแม่นั้นเหนียวแน่นเป็นอย่างมาก หลังจากที่ผ่านการบ่มเพาะฝึกวิชาอมตะ เธอก็ได้รู้สึกถึงพลังของจิตวิญญาณมากขึ้นว่ามันแข็งแกร่งและทรงพลังขนาดไหน