โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

มู่เซียนเซียน หวนคืนสู่โลกปัจจุบันในรอบ 2000 ปี

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 พ.ค. 2567 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2567 เวลา 06.25 น. • ข้าวต้มมัด_m.ad
ตัวข้า มู่เซียนเซียน ได้แยกจากครอบครัวเป็นเวลากว่า 2000 ปี หลังจากที่ข้าได้สร้างค่ายกล “ห้วงกาลเวลานิรันดร์” ได้สำเร็จ ถึงคราที่ข้าจะได้กลับไปเสียที

ข้อมูลเบื้องต้น

Returning to the current world in 2000 years :

หวนคืนสู่โลกปัจจุบันในรอบ 2000 ปี

ตัวข้า มู่เซียนเซียน ได้แยกจากครอบครัวเป็นเวลากว่า 2000 ปี หลังจากที่ข้าได้สร้างค่ายกล

“ห้วงกาลเวลานิรันดร์” ได้สำเร็จ ถึงคราที่ข้าจะได้กลับไปเสียที

หลังจากที่ข้าได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในโลกปัจจุบัน พอข้าลืมตาตื่นขึ้นข้าก็ได้ไปอยู่ในใจกลางป่าที่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์มากมายที่ฉันไม่เคยเห็น แต่โชคดีที่มีเจ้าสำนักบุปผาสวรรค์ได้มาพบเจอข้าเข้า จึงได้สั่งสอนวิชาต่างๆมากมาย รวมถึงการบ่มเพาะลมปราณ และดูเหมือนว่าร่างกายของข้านี้จะสามารถบ่มเพาะได้อย่างดีเยี่ยม จนถ้าได้สืบทอดตำแหน่ง “เจ้าสำนักบุปผาสวรรค์”

เวลาล่วงเลยไปกว่า 2000 ปี ข้าก็ได้คิดค้นสูตรค่ายกล “ห้วงกาลเวลานิรันดร์” ที่จะส่งข้าเพื่อกลับไปในโลกปัจจุบันที่ข้าได้จากมา

ลาก่อนโลกของผู้เป็นอมตะ

หลังจากที่ มู่เซียนเซียน จากไปเธอไม่อาจรู้เลยว่าค่ายกลห้วงเวลานิรันดร์ที่เธอสร้างนั้นได้รวบรวมลมปราณจากทั้งโลกมารวมที่ค่ายกลแห่งนี้

ระดับขั้นลมปราณ

แต่ละขั้นจะมีขั้นย่อยเป็น ต่ำ กลาง สูง

แม่ทัพ

กองทัพ

ราชา

กษัตริย์

บรรพจารย์

จักรพรรดิ

เซียน

เทพ

นักแต่งนิยายหน้าใหม่ นิยายเรื่องแรก เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ

ตอนต้นๆเนื้อหาอาจน้อยหน่อยนะคะ ถ้ามีคนสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะเพิ่มจำนวนอักษรขึ้นนะคะ

ค่ายกลห้วงกาลเวลานิรันดร์

ตอนที่1 ค่ายกลห้วงกาลเวลานิรันดร์

“ ท่านเจ้าสำนักเจ้าคะ คราวนี้ท่านเจ้าสำนักจะสร้างค่ายกลอะไรหรือเจ้าคะ ”

บ่าวรับใช้ตัวเล็กในชุดสีฟ้าสดใสเอ่ยถามเจ้านายของเธอที่เธอรักและเคารพยิ่ง ในขณะนี้เธอและเจ้านายกำลังเดินทางไป ณ บริเวณฝึกวิชาของ มู่เซียนเซียน เจ้าสำนักบุปผาสวรรค์คนปัจจุบัน ในระหว่างทางเดิน บ่าวรับใช้หรือลูกศิษย์ในสำนัก ก็ก้มโค้งคำนับเจ้าสำนักด้วยความเคารพ หย่ำเกรง หวาดกลัว และเลื่อมใสในความแข็งแกร่งนี้

“มู่เซียนเซียน” นามนี้ทั้งทั้งดินแดนอมตะคงจะไม่มีใครไม่รู้จัก

“เจ้าสำนักบุปผาสวรรว์” ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่ออายุยังน้อย อายุเพียง 2020 ปี เท่านั้น แต่ขั้นพลังปราณกลับสูงส่งเกินกว่าเจ้าสำนักใดๆ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนจนอายุล่วงเลยนับ 5000 ปี แม้แต่จักรพรรดิที่ปกครองทั้งดินแดนอมตะแห่งนี้ก็ต้องให้เกียรติและก้มหัวให้เล็กน้อย

พลังปราณของมู่เซียนเซียนตอนนี้ก็คือ

“ปราณเซียน”

ปราณเซียนนี้ทั่วทั้งดินแดนอมตะยังไม่มีผู้ใดไปถึง นอกจากเธอผู้นี้ มู่เซียนเซียน แต่นอกเหนือจากพลังที่โดดเด่นแล้ว เส้นผมที่ดำขลับ ริมฝีปากบาง สันจมูกและเค้าโครงใบหน้าที่คมชัด แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสูงส่ง สง่างาม และทรงอำนาจ

ณ ตอนนี้ในขณะที่กำลังเดินไปบริเวณที่ฝึกวิชา มู่เซียนเซียน ก็ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้ตัวน้อยคนสนิท

“ตอนนี้ข้ากำลังจะสร้างค่ายกลที่ข้าตั้งใจมากที่สุด ข้าใช้เวลาคิดค้นเป็นเวลากว่า 1000 ปี ข้าได้ตั้งชื่อค่ายกลนี้ว่า ห้วงกาลเวลานิรันดร์ ”

บ่าวรับใช้ตัวน้อยก็ได้กล่าวถามคำถามเพิ่มเติมว่า

“คงจะสำคัญมากเลยนะเจ้าคะ วัตถุดิบที่ต้องใช้สร้างในคราวนี้ ล้วนเป็นของมีค่าหายากกันทั้งนั้นเลย”

มู่เซียนเซียนยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูบ่าวรับใช้ตัวน้อยผู้นี้ที่ดูแลและอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แต่รอยยิ้มน้ำก็หายไปเหลือเพียงแต่สีหน้าที่จริงจัง และตอบกลับว่า

“ข้าจะต้องสร้างค่ายกลให้สำเร็จเพราะวัตถุดิบหลายชิ้นนั้นล้วนหายาก จนถึงขั้นบางชิ้นอาจจะไม่มีอีกแล้ว”

ในตอนนี้ทั้ง 2 คน ก็ได้เดินทางมาถึงที่หมายบ่าวรับใช้ตัวน้อยโค้งคำนับเพื่อส่งมู่เซียนเซียน เพื่อเข้าสู่ห้องเก็บตัวฝึกวิชา

“บ่าวลี่ลี่ จะรอท่านเจ้าสำนึกอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าแห่งนี้นะเจ้าคะ หากท่านเจ้าสำนักมีอะไรให้บ่าวรับใช้ สามารถเรียกบ่าวได้ทุกเมื่อเลยนะเจ้าคะ”

เซียนเซียน เห็นเช่นนั้นก็ยังไม่วางใจนัก

“หากมีใครสร้างปัญหาในสำนักเจ้าก็จัดการได้เลย ข้าขอลงประกาศิตให้เจ้าเป็นตัวแทนของข้า ในบริเวณสำนักบุปผาสวรรค์ เจ้ามีอำนาจสูงสุด หากว่ามีเรื่องใดที่เจ้าจัดการไม่ได้ ให้ไปหาเจ้าสำนักกระบี่ เข้าใจหรือไม่? ”

ลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจแต่เธอก็สงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ลี่ลี่ก้มหัวพร้อมตอบกลับว่า

“ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลสำนักอย่างดี ระหว่างรอท่านกลับมา ”

มู่เซียนเซียน ได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าตอบรับแล้วเดินเข้าไปในห้องฝึกวิชาเพื่อสร้างค่ายกลเสียที

เซียนเซียนได้หยิบเอาวัตถุดิบหายากทั้งหลาย ออกมาวางตามจุดค่ายกลที่ได้คิดค้นเอาไว้ แล้วเธอก็ได้เริ่มเดินลมปราณเพื่อสร้างค่ายกล หัวใจของค่ายกลนี้ก็คือ มิติเวลา อุปกรณ์มิตินั้นเป็นสิ่งหายากเป็นอย่างมาก แต่ความยากก็มีความโชคดีอยู่ นั่นก็คือ ธาตุหลักของมู่เซียนเซียนนั้นก็คือ ธาตุมิติ เธอได้ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกล

แม้ว่าถ้าหากสร้างค่ายกลไม่สำเร็จตัวเธอเองอาจตายได้ แต่ถึงอย่างไรการอยู่ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีมิตรสหายที่สนิทเยอะมาก ห่วงแต่บ่าวรับใช้ตัวน้อยลี่ลี่ ที่อาจจะต้องอยู่คนเดียว

มู่เซียนเซียนได้เริ่มดึง พลังธาตุมิติ ของเธอออกมาเพื่อใช้ในการแหวกมิติเพื่อหวนคืนสู่บ้านเกิดของเธอ โลกปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สะดวกสบาย

ในวินาทีที่เธอดึงพลังออกมาจนเกือบหมดเพื่อเปิดมิติกาลเวลา ประตูมิติก็ได้เปิดขึ้นพร้อมทั้งลมปราณมากมายในดินแดนให้นี้ได้โดนดูดเพื่อมาอยู่ที่ค่ายกลเพราะวัตถุดิบที่เธอได้เลือกมานั้น นำมาเพื่อใช้ในการรวบรวมพลังปราณให้มาอยู่ในค่ายกลแห่งนี้เป็นจำนวนมหาศาล เพราะลำพังพลังของเธอเพียงแค่คนเดียวไม่อาจเปิดประตูมิติได้

ในตอนนี้ประตูมิติก็ได้เปิดออกแล้วถึงเวลาที่เธอจะได้กลับบ้านเสียที

ก่อนที่จะจากไปเธอได้สื่อสารทางจิตส่งไปหาบ่าวรับใช้ลี่ลี่เพื่อสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย

“ลี่ลี่ ถึงเวลาที่ข้าต้องจากไปแล้วเจ้าจงดูแลสำนักบุปผาสวรรค์ให้เป็นอย่างดี และหากว่าเกิดปัญหาจนต้องถึงแก่ชีวิตเจ้าจงหนีไปและทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปซะ ชีวิตเจ้าย่อมสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ลาก่อนลี่ลี่”

“ ลาก่อน ดินแดนอมตะ ”

หวนคืน

ตอนที่2 หวนคืน

ครืนๆ

ณ กลางภูเขาในมณฑลหูหนาน ทางกรมอุตุวิทยาคมได้ออกมาแถลงการว่ามีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้น “ขอแจ้งให้ประชาชนอยู่ในความสงบตอนนี้ได้มีพายุลูกใหญ่ได้ก่อตัวขึ้น ขอให้ประชนทุกท่านห้ามออกจากบริเวณที่พักอาศัย และประชาชนท่านใดอยู่ข้างนอกขอให้ท่านหาสถานที่ปลอดภัยหลบก่อน เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง” พายุครั้งนี้ถือว่าเป็นพายุครั้งใหญ่ ในรอบ 5 ปี เนื่องจากเมื่อ 5 ปีก่อนนั้นได้มีพายุลูกใหญ่ลักษณะเช่นนี้ปรากฏขึ้นเช่นกัน

ภายในพายุที่ผู้คนกำลังหวาดกลัวอยู่นั้น ได้มีหญิงสาว ในชุดจีนโบราณกำลังลอยอยู่ เมื่อหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้น เธอก็ได้ยกมือที่เรียวยาวอันแสนสวยงามแล้วปัดพายุลูกนั้นทิ้ง เฉกเช่นปัดไรฝุ่นอันเล็กน้อยก็ไม่ปาน ภายในชั่วพริบตาพายุก็ได้อันตรธานหายไป

ทางกรมอุตุวิทยาคมได้ออกมาแจ้งอีกครั้งว่า

“ณ ตอนนี้ภัยพิบัติในครั้งนี้ได้หายไปแล้ว และทางเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอุทกภัยในครั้งนี้”

มู่เซียนเซียน ผู้เป็นต้นเหตุในครั้งนี้เธอไม่รู้เลยว่าได้สร้างความตกอกตกใจแก่ประชากรนับล้านคน และสร้างความแปลกใจแก่ประชากรนับล้านคนเช่นเดียวกัน

ในขณะนี้มู่เซียนเซียนเธอกำลังกวาดสัมผัสสวรรค์ออกไปเพื่อตรวจดูว่าบริเวณนี้ว่ามีคนอาศัยอยู่หรือไม่ แต่ในตอนที่เธอปล่อยสัมผัสสวรรค์ออกมาเธอก็ได้สัมผัสว่า พลังปราณของเธอตอนนี้ ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ทั้งที่ก่อนที่ ค่ายกลห้วงกาลเวลานิรันดร์ จะเปิดประตูสำเร็จพลังปราณของเธอนั้นใกล้จะหมดแล้ว หรือว่านี่จะเป็นผลของวัตถุดิบหายากพวกนั้น ที่ใช้รวบรวมลมปราณมันคงจะใช้ได้ผลดี ถ้านำมาใช้ตอนฝึกวิชาด้วยคงจะบ่มเพาะลมปราณได้เป็นอย่างดี

แต่เธอก็คงไม่รู้เลยว่าค่ายกลนี้จะรวบรวมลมปราณของโลกใบนี้มา จนโลกภายนอกนั้นเหลือลมปราณเพียงน้อยนิด

หลังจากที่ได้กวาดสัมผัสสวรรค์ไปนั้นเธอก็ได้พบ ผู้ฝึกวิชาอมตะ

ผู้ฝึกวิชาอมตะ เป็นชื่อเรียกของผู้ฝึกตนเพื่อไขว้คว้าหาโอกาสในการเป็นอมตะ แต่ว่าในดินแดนอมตะนั้นยังไม่มีผู้ใดไปถึง “ปราณเทพ” ได้เลย

เมื่อมู่เซียนเซียนได้สัมผัสเจอกลุ่มผู้ฝึกวิชาอมตะ เธอก็ได้พุ่งทะยานไป ณ บริเวณนั้นทันที

ลานกว้าง ณ ยอดเขาหุนเทียนที่ตั้งของหน่วยงานลับทางรัฐบาล ที่ได้รวบรวมเหล่าผู้ฝึกพลังเพื่อได้มาทำหน้าที่ปกป้องรักษาความสงบของประเทศ

ในตอนที่เหล่าทหารได้ทำการฝึกวิชาการต่อสู้ บางส่วนกำลังบ่มเพาะลมปราณ พวกเขาก็ได้สัมผัสได้ว่าค่ายกลที่ปกป้องฐานทัพแห่งนี้อยู่ได้เปิดออก

ซึ่งพวกเขาได้ตกใจเป็นอย่างมากเพราะค่ายกลแห่งนี้ได้สร้างโดย ท่านผู้เฒ่าหวงเหวินฟู่ ผู้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่ฝึกวิชาได้จนมาถึงขั้น ปราณราชา ซึ่งถือว่าเป็นขั้นพลังสูงสุดในตอนนี้

ณ ห้องทำงานของท่านนายพล

ท่านนายพลอี้หยางอู่ นายพลเพียงคนเดียวของกองทัพที่เป็นผู้ฝึกวิชาอมตะ นายพลอี้จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลและฝึกฝนเหล้าผู้ฝึกวิชาเหล่านี้

ในขณะที่กำลังทำงานเอกสารทางราชการอยู่นั้น อี้หยางอู่ นายพลหนุ่มได้สัมผัสได้ว่ามีผู้บุกรุกบริเวณฐานทัพลับของเขา เขาจึงรีบพุ่งออกไปเพื่อดูว่ามี ราชา ท่านไหนมาเยือนฐานทัพของตน

ทางฝั่ง มู่เซียนเซียน เธอได้มาถึงที่หมายที่มีเหล่าผู้ฝึกวิชารวมกันอยู่

แต่ในใจเธอนั้นรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่า ในโลกแห่งนี้เหตุใดจึงมีผู้ฝึกวิชาอมตะอยู่แม้ว่า ลมปราณในโลกนี้จะเบาบางเหลือเกิน

“หรือว่าเธอจะมาผิดโลก ไม่หรอกมั้ง”

ในขณะที่มู่เซียนเซียนกำลังสงสัย และสับสนอยู่นั้น ท่านนายพลอี้ก็ได้เดินทางมาถึงพร้อมปล่อยพลังกดดันขั้น ราชา ออกมาใช่แล้วท่านนายพลผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนขั้นราชา ผู้อยู่ในจุดสูงสุดอีกหนึ่งคน

แต่ในขณะที่ปล่อยพลังออกมานั้น เขาก็ต้องกระอักเลือดเพราะพลังกดดันของเขาได้สะท้อนกลับเนื่องจาก

มู่เซียนเซียน นั้นเริ่มอารมณ์ไม่ดีเพราะเธอนั้นไม่ชอบให้ใครมาปล่อยพลังกดดันใส่

“ท่านผู้อาวุโส โปรดอภัยให้ความโง่เขลาของข้า”

ท่านนายพลนั่งคุกเข่าพร้อมก้มคำนับจนติดพื้น เวลาผ่านไปไม่นานพลังกดดันที่แข็งแกร่งก็ได้สลายหายไป

“นี่”

เสียงหญิงสาวที่ทรงพลังได้เอ่ยเรียกท่านนายพลอี้ที่คุกเข่าอยู่

“ นายคนนั้นน่ะ ตอนนี้ปีอะไร ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน”

ท่านนายพลได้เงยหน้าขึ้นพร้อมให้คำตอบผู้ที่อยู่บนฟ้า

“ตอนนี้ ปี2023 ครับ หุบเขาแข่งนี้ชื่อว่า ยอดเขาหุนเทียน ที่นี่เป็นฐานทัพของทางรัฐบาลของประเทศเรา”

หญิงสาวได้เริ่มแน่ใจแล้วว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เพื่อความแม่นยำ

“เมืองอะไร”

“เมืองเยว่หยาง มณฑลหูหนาน ครับ”

พอสิ้นเสียงคำตอบหญิงสาวบนฟ้าก็ได้หายไป เปรียบเสมือนว่าตรงนี้ไม่เคยมีใคร และไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

ในตอนนี้ มู่เซียนเซียน ก็ได้รู้แล้วว่าเธออยู่ที่ไหนและกำลังเหาะอย่างรวดเร็วเพื่อกลับบ้านของเธอ เพราะตอนนี้เวลาก็ได้ผ่านไป 5 ปีแล้วหลังจากที่เธอจากไป ไม่รู้ว่าครอบครัวของเธอเป็นอย่างไรบ้าง

รู้หรือไม่ว่าบุตรสาวคนนี้มีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งกำลังเดินทางเพื่อไปหา ณ ตอนนี้

“รอก่อนนะคะ พ่อแม่ เฟยหลง เยว่ฮวา”

“มู่เซียนเซียน คนนี้กลับมาแล้ว”

จะพยายามมาอัพนิยายทุกวันนะคะ นิยายเรื่องแรกในชีวิตฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ

ครอบครัว

ตอนที่ 3 ครอบครัว

ทางด้านครอบครัวมู่ หลังจากที่มู่เซียนเซียนหายตัวไป ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมากว่า 5 ปีแล้ว ครอบครัวมู่ มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน หัวหน้าครอบครัวอย่างพ่อมู่ มู่เฟยเทียน แม่จ้าว จ้าวอู่เซียน มู่เซียนเซียนนั้นเป็นพี่สาวคนโต และมีน้อชายน้องสาวอย่างละ 1 คน น้องชายมู่เฟยหลง น้องสาวมู่เยว่ฮวา หลังจากที่มู่เซียนเซียนหายตัวไป ตอนนี้มู่เฟยหลงก็อายุ 20 ปีแล้วกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยว่หยาง มหาวิทยาลัยประจำเมือง ส่วนมู่เยว่ฮวาตอนนี้อายุ 15 ปี เรียนมัธยมต้นปีสุดท้าย อยู่ที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง ทางด้านครอบครัวมู่นั้น ทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆไม่ได้ใหญ่โตมาก รายได้เพียงพอที่จะส่งลูกๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่นอย่างไม่มีปัญหา

เย็นวันนี้ แม่จ้าวก็ได้ทำอาหารเย็นอย่างเช่นทุกวัน เพื่อรอกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาถึงแม้จะขาดสมาชิกคนสำคัญอีกคนอย่างมู่เซียนเซียนไปแต่ครอบครัวมู่ก็ใช้ชีวิตต่อไปด้วยความหวังว่าสักวันมู่เซียนเซียนจะกลับมา

“โอ้ยย พี่มาขยี้หัวหนูทำไมเนี่ย อุตส่าทำผมมาสวยๆ”

เสียงดังของน้องสาวคนเล็กดังออกมาจากหน้าบ้าน ซึ่งบ่งบอกว่าสมาชิกครอบครัวได้กลับมาบ้านแล้ว

“พอโตขึ้นมาหน่อยหยอกนิดหยอกหน่อยก็ไม่ได้ ชิ”

ลูกชายคนเดียวของบ้านได้แหย่น้องสาวคนเล็กอย่างที่ชอบทำ

“พอแล้วๆ แม่เขารอทานข้าวอยู่เนี่ย มัวแต่เล่นกันอยู่นั่นแหละแม่เขารอนานแล้ว”

ผู้เป็นพ่อได้ส่งเสียงห้ามปาม 2 พี่น้องที่ชอบหยอกเล่นกันอยู่เป็นประจำ พอทั้ง3คนวางกระเป๋าเสร็จแล้วก็ได้พากันเดินไปที่ห้องครัวเพื่อทานข้าว

“แม่ขาาา หนูหิวมากเลย”

ฮวาฮวาได้เข้าไปกอดและอ้อนแม่จ้าวอย่างที่ชอบทำ เฟยหลงก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการแกล้งขยี้ผมน้องสาว

“นี่แน่ะ”

“พี่เฟยหลง อีกแล้วนะ ถ้าพี่เซียนเซียนอยู่นะ”

พอจบประโยคนี้ทั้ง 4 คนก็ได้เงียบลง

“เอาล่ะๆเลิกแกล้งกันแล้วมากินข้าว นั่งลงๆ”

เสียงพ่อมู่เป็นผู้ทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ ทั้ง 4 คนก็ได้นั่งลงเพื่อทานข้าว

“วันนี้แม่ก็มีเมนู ยำแมงกะพรุนน้ำมันงา หมูตุ๋นตงพอ และไก่แช่เหล้า”

แม่จ้าวได้แนะนำอาหารเย็นในวันนี้ให้เหล่าลูกๆและสามีได้ฟัง พร้อมยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ

โห!

เฟยหลงนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะปกติที่บ้านไม่เคยจัดเต็มขนาดนี้

“ทำไมวันนี้จัดเต็มจังเลยอ่ะแม่”

“ไม่รู้สิแม่แค่รู้สึกว่าวันนี้คงมีเรื่องดี แม่ก็เลยทำ กินเถอะๆ”

ติ๊งต่องงงง

เสียงกริ๊งประตูดังขึ้น ในตอนที่ทั้ง 4 กำลังจะเริ่มทานข้าว

“ใครมาหาเราตอนนี้กัน คุณได้นัดลูกค้ามารึเปล่า” แม่ได้เอ่ยถามผู้เป็นพ่อ

“ไม่นะ วันนี้ผมว่าง”

“เดี๋ยวผมไปเองครับ” เฟยหลงรีบลุกเพื่อไปเปิดประตู

มาแล้วครับ เฟยหลงตะโกนบอกผู้ที่อยู่หน้าประตู พร้อมเอื้อมมือบิดลูกบิดประตูออกมา

แอ๊ดดด

“มาหาใคร ครั บ บ”

“สวัสดีเฟยหลง สบายดีมั้ย”

มู่เซียนเซียนหลังจากที่ได้เห็นน้องชายออกมาเปิดประตู ได้เอ่ยปากทักทายพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนดั่งเช่นที่มู่เซียนเซียนยิ้มให้มู่เฟยหลงอย่างเช่นเมื่อตอนนี้ทั้งครอบครัวเราได้อยู่ครบพร้อมหน้ากัน

เฟยหลงหลังจากที่ได้เห็นมู่เซียนเซียนเฟยหลง ลืมไปชั่วขณะว่าต้องพูดอะไร ได้แต่

ฮือ กระอึก…กระซิก แง….โฮกกกก….ฮืออออ

ภายในบ้าน ทั้ง 3 คนได้ยินเสียงเฟยหลงร้องไห้ก็ได้รีบวิ่งออกมาและทั้ง 3 คนก็มีอาการดั่งเช่น ที่เฟยหลงเป็น

ฮือ กระอึก…กระซิก

“สวัสดีค่ะ หนูกลับมาแล้วค่ะ”

แม่จ้าวในตอนนี้ทั้งตกใจ ดีใจที่ได้เห็นลูกสาวคนโตของเธอกลับมา

“เซียนเซียน ละ..ลูกกลับมาแล้ว”

แม่จ้าวเอ่ยเรียกลูกสาวของเธอพร้อมน้ำตา ก่อนที่แม่จ้าวจะพุ่งตัวเข้าไปกอดเป็นคนแรกพร้อมด้วยสมาชิกอีกทั้ง 4 คน ได้เข้าไปกอดมู่เซียนเซียนด้วยความคิดถึงอย่างถึงที่สุด พร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างมีความสุข

มู่เซียนเซียนในตอนนี้เธอรู้สึกมีความสุขมากที่สุดในรอบ 2000 ปี เพราะนี่คือเป้าหมายที่เธอได้ตั้งไว้ว่าเธอจะต้องได้กลับมาเจอครอบครัวของเธออีกครั้ง ดีใจมากกว่าตอนที่เธอได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักบุปผาสวรรค์เสียอีก

พ่อมู่ได้สติก่อนเป็นคนแรก

“ตอนนี้เราเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า ลูกกลับมาทั้งทีให้ลูกเข้าไปพักผ่อนในบ้านดีกว่า”

ทั้ง 3 คนหลังจากที่ได้ยินเสียงพ่อมู่ก็ได้สติกลับมาเช่นกัน แม่จ้าวพอได้สติ เธอก็เริ่มกอดมู่เซียนเซียนเพื่อพาเธอเข้าบ้าน

“เข้าบ้านเถอะลูก ตอนนี้พวกเรากำลังจะทานข้าวกันพอดี”

แม่จ้าวพูดจบพร้อมโอบกอดให้แน่นยิ่งกว่าเดิมเหมือนกลัวว่าลูกสาวคนโตของเธอคนนี้จะหายไปไหนอีก

ระหว่างที่เดินเข้าบ้านน้องสาวคนเล็กก็ได้พูดสิ่งที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้

“วันนี้นะแม่ทำแต่ของโปรดพี่ทั้งนั้นเลย เหมือนแม่จะรู้ว่าพี่จะกลับมาวันนี้งั้นแหละ”

มู่เซียนเซียนยิ้มรับเพราะเธอรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแม่ของเธอต้องรู้สึกถึงเธอแน่ เพราะระหว่างทางที่เธอเดินทางกลับมานั้นเธอได้ส่งพลังจิตเพื่อกลับมาบ้านก่อนที่ตัวเธอจะถึง เพื่อค้นหาว่าครอบครัวของเธออยู่ที่ไหน พลังจิตวิญญาณที่เหนียวแน่นระหว่างเธอกับแม่นั้นเหนียวแน่นเป็นอย่างมาก หลังจากที่ผ่านการบ่มเพาะฝึกวิชาอมตะ เธอก็ได้รู้สึกถึงพลังของจิตวิญญาณมากขึ้นว่ามันแข็งแกร่งและทรงพลังขนาดไหน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...