โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเล่าเรื่องแบบ Time skip ในอนิเมะเรื่อง ฟรีเรน แตกต่างจากปกติยังไง?

BT Beartai

อัพเดต 05 ธ.ค. 2566 เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2566 เวลา 11.36 น.
การเล่าเรื่องแบบ Time skip ในอนิเมะเรื่อง ฟรีเรน แตกต่างจากปกติยังไง?

https://assets.beartai.com/uploads/speaker/post-1337870.mp3?cb=1701776329.mp3

‘ฟรีเรน คำอธิษฐานในวันที่จากลา’ หนึ่งในอนิเมะกระแสแรงช่วงนี้ แม้ใครจะยังไม่ได้เริ่มดูเลยสักตอน แต่ก็น่าจะเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมากันบ้าง และสำหรับคนที่ตามดูอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ ก็ยังไม่ต้องรีบร้อนกลัวว่าอนิเมะจะจบลงที่เดือน ธันวาคม เหมือนเรื่องอื่น ๆ เพราะจำนวนตอนในซีซันแรก มีมากถึง 28 ตอน สามารถดูต่อเนื่องจนถึงเดือน มีนาคม ปีหน้าได้เลย

สิ่งหนึ่งที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจสำหรับคนดู คือ ‘การเล่าเรื่องที่แปลกใหม่’ โดยดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหลัก ฟรีเรน นักเวทสาวเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มผู้กล้าพิชิตจอมมาร ถ้าอิงตามเนื้อเรื่องปกติแล้ว เรื่องราวทั่วไปมักจะเล่าถึงการเดินทางของกลุ่มผู้กล้าเพื่อรวบรวมคนไปปราบจอมมาร และระหว่างการเดินทางนั้น พบเจออุปสรรคอะไรบ้างที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวละคร จนสิ้นสุดที่การปราบจอมมารสำเร็จ

ทว่าเรื่องราวการปราบจอมมารของฟรีเรน กลับสิ้นสุดลงตั้งแต่ช่วงต้นของอนิเมะตอนแรก กลุ่มผู้กล้าเสร็จสิ้นภารกิจและต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง โดยเอลฟ์สาวของเรานั้นเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่สามารถมีชีวิตยืนยาวเป็นพัน ๆ ปี ดังนั้นเธอเลยมองว่าการร่วมผจญภัยกับกลุ่มผู้กล้าในระยะเวลา 10 ปี เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

การเล่าเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับเรื่องฟรีเรน คือ การใช้เทคนิค ‘Time skip’ เพื่อเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเผ่าพันธุ์ที่มีอายุขัยยืนยาว และมองระยะเวลาที่ผ่านไปรอบตัวเป็นเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น เพราะงั้นพอคนดูอย่างเรา ผ่านช่วงเวลา Time skip ซึ่งนำเอาช่วงระยะเวลา หลายเดือน หรือ หลายสิบปี ในเนื้อเรื่องมานำเสนอโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ยิ่งเสมือนกับว่าตัวเราได้สัมผัสการรับรู้เวลาแบบที่ตัวละครฟรีเรนได้สัมผัสจริง ๆ

อันที่จริงแล้ว เทคนิคการเล่าเรื่องแบบ Time skip นั้น เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างแพร่หลาย และถูกนำไปใช้ในหลายเรื่องที่น่าจะคุ้นเคยกันดี ทว่าจุดประสงค์หลักของการ Time skip นั้น มักจะใช้เพื่อเป็นการตัดจบเนื้อเรื่องบทเก่า และส่งต่อไปสู่เนื้อเรื่องในภาคต่อไป นอกจากนั้นยังมักจะนำเสนอพัฒนาการของตัวละครที่ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานั้นมา ว่าได้รับการฝึกฝนในรูปแบบไหนบ้างอีกด้วย

นอกจากการ Time skip ก็ยังมีการเล่าเรื่องอีกแบบที่นิยมนำเอาไปใช้พอ ๆ กัน นั่นคือ ‘ย้อนอดีต’ และในเรื่องฟรีเรน ก็ไม่พลาดนำเทคนิคนี้มาใช้ในการเล่าเรื่องได้บ่อยพอ ๆ กับการ Time skip อีกด้วย พอนำทั้งสองเทคนิคมารวมกันและตัดสลับไปมาแบบลื่นไหล ทำให้สามารถสื่อถึงผู้ชมให้เข้าใจถึงสัมผัสเวลาของเอลฟ์ผู้ใช้ชีวิตมายาวนานได้เป็นอย่างดี

ก่อนที่จะยกตัวอย่างฉากสำคัญของการ Time skip และย้อนอดีตในเรื่องราวของฟรีเรน คงต้องขอกล่าวถึงการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องทั้งสองแบบ ในอนิเมะเรื่องอื่น ๆ เสียก่อน เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น

“พวกเราจะมารวมตัวกันในอีก 2 ปี ให้หลัง ที่หมู่เกาะชาบอนดี้”

สำหรับเรืองแรกที่จะกล่าวถึงเลย คือ วันพีซ (One piece) หนึ่งในผลงานของอาจารย์เออิจิโระ โอดะ (Eiichiro Oda) ที่พูดถึงเรื่องราวการผจญภัยของ มังกี้ ดี ลูฟี่ (Monkey D.Luffy) ชายหนุ่มผู้ใฝ่ฝันจะเป็นจ้าวแห่งโจรสลัด และได้ออกผจญภัยในท้องทะเลเพื่อรวบรวมเหล่าพวกพ้องและก่อตั้งเป็นกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางขึ้นมา

การย้อนอดีตเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำหรับการเล่าเรื่องของวันพีซ เพราะในเนื้อเรื่องสำคัญของแต่ละเกาะที่ลูฟี่และกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางได้เข้าไปมีส่วนร่วม อาจารย์โอดะมักจะดึงเรื่องราวในอดีตที่สำคัญและส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักขึ้นมาพูดถึงก่อนการต่อสู้ในช่วงสุดท้ายเสมอ จนเป็นอีกหนึ่งจุดที่หลาย ๆ คน ต่างเฝ้าคอยว่าอาจารย์แกจะเปิดเผยเนื้อเรื่องสะเทือนอารมณ์ขนาดไหนในช่วงย้อนอดีต (แอบสปอยล์ว่าช่วงย้อนอดีตของเกาะเอ้กเฮด ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องของมังงะปัจจุบัน มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญและจุดสะเทือนอารมณ์เยอะมาก)

ส่วนในการเล่าเรื่องแบบ Time skip ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวันพีซ คือ การฝึกฝนตัวของกลุ่มหมวกฟางที่ถูกส่งไปแต่ละเกาะที่ห่างกันมาก ๆ ด้วยฝีมือของ 1 ใน 7 เทพโจรสลัด บาร์โธโลมิว คุมะ เป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนเข้าสู่โลกใหม่ ซึ่งเนื้อเรื่องหลังจากกลับมาเจอกันอีกรอบ สมาชิกทุกคนก็ได้รับทักษะการต่อสู้ใหม่มาเพิ่มความแข็งแกร่งของกลุ่มขึ้น พร้อมจะไปเผชิญหน้ากับเหล่า 4 จักรพรรดิ ที่ครองทะเลฝั่งโลกใหม่กันอยู่ ถือเป็นการนำเอาเทคนิค Time skip มาย่นระยะเวลาในการฝึกฝน และเป็นการเก็บความลับของพลังใหม่ ๆ ที่ทยอยเปิดเผยออกมาเพิ่มเติมในเนื้อเรื่องหลังจากนั้นอีกที

“คนที่แม้แต่เพื่อนคนเดียวยังช่วยไม่ได้ จะไปเป็นโฮคาเงะได้ยังไง”

อุซึมากิ นารูโตะ (Uzumaki Naruto) จากเรื่อง นารูโตะ นินจาจอมคาถา ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละคร ที่ถูก Time skip ช่วงระยะเวลาที่ฝึกฝนกับจิไรยะ ไปถึง 2 ปีครึ่ง และชื่อภาคหลังจากเขากลับมาจากการฝึกฝน ก็ถูกแทนที่ด้วยชื่อว่า นารูโตะ ตำนานวายุสลาตัน ถือเป็นการแสดงความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง ทั้งในด้านพัฒนาการของตัวละคร และ ความความเข้มข้นด้านเนื้อเรื่อง ที่เจาะลึกไปถึงองค์กรแสงอุษามากยิ่งขึ้น ลากยาวไปถึงบทสรุปตอนอวสานของเรื่องนี้เลย ส่วนในการเล่าเรื่องแบบย้อนอดีตจะถูกแทรกเข้ามาพูดถึงเป็นช่วง ๆ ระหว่างเรื่องเป็นปกติ

จากนั้นมีการใช้ Time skip ในการเริ่มต้นเรื่องราวภาคต่อของลูกชายอย่าง โบรูโตะ และสถานะของนารูโตะก็ถูกขยับขึ้นเป็น โฮคาเงะ รุ่นที่ 7 อย่างเป็นทางการ พร้อมกับการที่ลูกชายของเขา กลายมาเป็นพระเอกของเรื่องราวถัดไป ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนรุ่นระหว่างพ่อลูก ทำให้ต้องนำ Time skip มาเล่าเรื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเรื่องอื่น ๆ จะขอยกตัวอย่างมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บลีช เทพมรณะ (Bleach) การ Time skip ที่สำคัญ คือช่วงระยะเวลา 17 เดือนหลังจากที่อิจิโกะปราบไอเซ็นลงได้ แต่ก็ต้องแลกมากับการสูญเสียพลังยมทูตของตนไป และต้องใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาที่ไม่สามารถรับรู้ถึงพลังวิญญาณหรือยมทูตได้เลย เป็นการส่งต่อไปถึงเนื้อเรื่องของภาค ฟูลบริงค์

ดาบพิฆาตอสูร (Kimetsu no Yaiba) มักจะใช้การ Time skip ไปกับช่วงเวลาการฝึกฝนของเหล่าตัวละครหลัก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนของทันจิโร่ เพื่อเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกหน่วยพิฆาตอสูร โดยเริ่มต้นจากชาวบ้านขายถ่านธรรมดา หรือจะเป็นการฝึกฝนร่วมกันกับเพื่อน ๆ ระหว่างพักฟื้นจากการต่อสู้ แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ การย้อนอดีตของเหล่าอสูรข้างแรมและข้างขึ้น ที่จะทำให้เราได้รับรู้เบื้องหลังของอสูรแต่ละตน

มายฮีโร อคาเดเมีย (My Hero Academia) ก่อนเข้าสู่สงครามระหว่างเหล่าฮีโรและกองทัพปลดปล่อย ในอนิเมะซีซันที่ 6 ได้มีการ Time skip ข้ามช่วงการฝึกฝนของตัวละครฝั่งพระเอก ไปเล่าเรื่องในมุมมองของฝั่งตัวร้าย ทำให้ตัวละอีกฝั่งดูมีมิติขึ้นมาอีกด้วย

มหาเวทย์ผนึกมาร (Jujutsu Kaisen) ช่วงการ Time skip ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องราวหลังจากอนิเมะซีซัน 2 ที่การเปลี่ยนเนื้อเรื่องจาก ภาคอุบัติการณ์ชิบุยะ ไปสู่ ภาคจรดลล้างบาง โดยเรื่องราวจะกล่าวถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กลับกันจุดเล่าเรื่องที่น่าสนใจสุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การ Time skip แต่เป็นการย้อนอดีตในช่วง 5 ตอนแรกของอนิเมะซีซัน 2 ต่างหาก มีการกล่าวถึงจุดเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่าง โกะโจกับเกะโท รวมไปถึงการเปิดเผยตัวละครอย่าง โทจิ ที่ส่งผลถึงโลกไสยเวททั้งที่มีแค่พลังกายภายล้วน ๆ อีกด้วย

คราวนี้ย้อนกลับมาดูเรื่องราวการ Time skip และ ฉากย้อนอดีตที่เรื่อง ฟรีเรน เอามาใช้กันบ้างดีกว่า หลังจากออกฉายมาประมาณครึ่งซีซันแล้ว และคิดว่าทุกคนน่าจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตยืนยาวแบบเอลฟ์ที่สัมผัสทางด้านเวลาแตกต่างจากคนทั่วไปไม่มากก็น้อย ส่วนสำหรับคนที่ยังไม่เริ่มต้นดูอนิเมะเรื่องนี้ ถ้าอ่านฉากที่ยกตัวอย่างมาแล้วรู้สึกสนใจ ก็ลองไปหาดูได้ตามช่องทางสตรีมมิงต่าง ๆ ได้เลย

“ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แค่ 10 ปีก็เถอะ”

เป็นฉากสะเทือนอารมณ์ที่เปิดมาให้เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดกันตั้งแต่ตอนที่ 1 แบบไม่ทันให้ตั้งตัว อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรก ว่าเรื่องราวของเรื่องนี้จะเริ่มต้นหลังจากกลุ่มผู้กล้าได้ปราบจอมมารลงไปได้ แต่เมื่อเวลาแห่งการจากลามาถึง แต่ละคนก็ได้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง โดยตัวเอกของเราฟรีเรน ได้ออกผจญภัยต่อตามลำพัง เพื่อทำการศึกษาและรวบรวมเวทย์มนตร์ที่เป็นดั่งงานอดิเรกของเธอต่อไป และได้นัดกับสมาชิกคนอื่น ๆ ว่าพวกเราจะกลับมาดูฝนดาวตกกันอีกครั้งใน 50 ปีถัดมา

อย่างที่กล่าวไว้ว่า สัมผัสการรับรู้ด้านเวลาของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ที่มีชีวิตมาอย่างยาวนานนั้นแตกต่างจากมนุษย์มาก ระยะเวลา 50 ปีของเธอนั้นเป็นเพียงแค่ชั่วพริบตา ตรงจุดนี้อาจารย์ผู้เขียนจึงได้นำเอาเทคนิคการเล่าเรื่องแบบ Time skip มาใช้ เพื่อเล่าเรื่องราว 50 ปีที่ผ่านไป โดยใช้การดำเนินชีวิตของฟรีเรนเพียงไม่กี่ฉากเท่านั้น ทว่าเมื่อได้กลับมาเจอกับเพื่อนพ้องอีกครั้ง ร่างกายของแต่ละคนก็ก้าวเข้าสู้วัยชรากันหมดเสียแล้ว

ถึงจะสำเร็จภารกิจในการได้ร่วมดูฝนดาวตกกับสมาชิกกลุ่มผู้กล้าอีกครั้ง แต่อายุขัยของ ‘ผู้กล้าฮิมเมล’ ตัวละครที่เสมือนจะถูกปูบทมาให้เป็นตัวละครเอกอีกคน ก็กลับจบลงหลังจากการดูดาวครั้งนั้นเพียงไม่นาน (เวลาล่วงเลยมาถึง 50 ปีแล้วนี่นะ) และในงานศพนั้นฟรีเรนก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านไปเป็นครั้งแรก และได้คิดทบทวนว่าทำไมตนถึงไม่ยอมทำความรู้จักมนุษย์ให้มากกว่านี้นะ ทั้งที่พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแท้ ๆ อีกทั้งยังไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้แล้วด้วย

“ทั้งที่รู้ว่าชีวิตของมนุษย์น่ะสั้น แต่ทำไมฉันถึงไม่เคยคิดที่จะทำความรู้จัก”

แม้ฟรีเรนจะผ่านช่วงสูญเสียของมนุษย์มามากมาย ทว่าช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ได้ร่วมผจญภัยในก๊วนผู้กล้าปราบจอมมารกลับมีความหมายสำหรับเธอมาก หลังจากที่ฮิมเมลตายไป เมื่อไหร่ที่การเดินทางครั้งใหม่ของเธอได้ไปซ้อนทับกับการผจญภัยครั้งเก่า ก็มักจะเกิดการย้อนอดีตในช่วงของการผจญภัยกับฮิมเมลเสมอ จนกลายเป็นการเล่าเรื่องปกติสำหรับเรื่องนี้ไปแล้ว

การผจญภัยหลังจากนี้ของเธอ ก็ยังคงสามารถเรียกได้ว่าเป็นการเก็บรวบรวมเวทมนตร์ตามงานอดิเรกเหมือนเดิม แต่หลังจากงานศพของฮิมเมล ฟรีเรนก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า อยากจะทำความรู้จักมนุษย์ให้มากขึ้นยิ่งกว่านี้ ในจุดนี้ถือว่าเป็นการแสดงพัฒนาการของตัวละครที่มักจะเฉยชาด้านการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเสมอมา ให้อยากทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์มากยิ่งขึ้น เหล่าคนที่ฟรีเรนได้เจอหลังจากนี้ จะก่อให้เกิดความแปลกใหม่อะไรแก่เธอกันบ้างนะ ?

อีกฉากหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึง คือ ช่วงเวลา 20 ปีหลังจากที่ผู้กล้าฮิมเมลเสียชีวิต ฟรีเรนได้เดินทางไปหา ‘ไฮเตอร์’ หนึ่งในสมาชิกก๊วนผู้กล้าปราบจอมมาร ที่ปัจจุบันได้ปลีกตัวมาใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบกับ ‘เฟรุน’ เด็กสาวกำพร้าที่เขาเก็บมาเลี้ยงตอนที่เธอหมดสิ้นกำลังใจในการใช้ชีวิต และกำลังจะตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ทว่าด้วยอายุขัยของมนุษย์ ไฮเตอร์ในปัจจุบันนั้นอยู่ในสภาพที่จะตายตอนไหนก็ไม่แปลก

สิ่งที่ค้างคาใจของเขาอย่างเดียว คือ การที่ไฮเตอร์ไม่อยากจะทิ้งเฟรุนให้อยู่เพียงลำพังหลังจากนี้ จึงได้ทำการหลอกใช้ฟรีเรน ด้วยการให้เธอช่วยวิเคราะห์หนังสือเวทย์มนตร์เล่มหนึ่ง โดยคาดการณ์แล้วต้องใช้เวลามากถึง 5-6 ปี และในช่วงเวลาระหว่างนั้น ก็ได้ขอให้ฟรีเรนแบ่งเวลาว่างมาสอนเวทมนตร์ให้แก่เฟรุนด้วย เพื่อให้เธอมีความสามารถในฐานะนักเวทย์มากพอที่จะสามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้ด้วยตัวคนเดียว และมากพอที่ฟรีเรนจะไม่มองว่าเป็นภาระถ้าหากเป็นหนึ่งในพวกพ้องที่จะร่วมเดินทางด้วยกันในอนาคต

ช่วงระยะเวลา 4 ปีที่เป็นการเติบโตของเฟรุน อาจารย์คนเขียนได้ทำการเล่าเรื่องแบบ Time skip เช่นเดิม แต่ระหว่างนั้นก็ยังรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 3 คนที่ค่อย ๆ สนิทสนมกันมากขึ้นในช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมา จนในที่สุดก็มาถึงบั้นปลายสุดท้ายในชีวิตของไฮเตอร์ เขาได้สารภาพความจริงทุกอย่างให้ฟรีเรนฟัง และขอให้ฟรีเรนพาเฟรุนออกผจญภัยไปด้วยในคืนนี้เลย เพราะไม่อยากให้เธอต้องมารับรู้การสูญเสียคนรอบกายไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“สิ่งที่นายควรทำก่อนตาย คือการบอกร่ำลาเด็กคนนั้นอย่างจริงจัง
และสร้างความทรงจำร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ทว่าสิ่งที่ฟรีเรนตั้งใจทำกลับเป็นการให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เสียดายช่วงเวลานี้เหมือนที่เธอเคยรู้สึกมาก่อนตอนช่วงฮิมเมลเสียชีวิต เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการทางด้านความรู้สึกอ่อนโยนของตัวละครฟรีเรนที่คนดูเริ่มจะสัมผัสได้ จากในตอนแรกที่เธอเฉยชาด้านนี้ และหลังจากนี้พัฒนาการเหล่านี้ก็คงจะคืบหน้าต่อไปเรื่อย ๆ

เฟรุนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนักผจญภัยหน้าใหม่ ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ฟรีเรนคนเดียวมาตลอด หลังจากนี้การเดินทางของทั้งสองคนก็จะเน้นไปที่ความรู้สึกต่าง ๆ เข้ามาผสมมากขึ้น รวมไปถึงตัดการ Time skip ช่วงระยะเวลานาน ๆ หลายสิบปีออก เพราะสมาชิกที่ทยอยเพิ่มเข้ามาในกลุ่มจะเป็นมนุษย์ที่มีอายุขัยสั้น ในส่วนนี้การเล่าเรื่องเลยจะเน้นไปที่การย้อนอดีตเมื่อตอนผจญภัยกับก๊วนผู้กล้าปราบจอมมารเป็นหลักแทนเสียมากกว่า

ดังนั้นเราจะได้เห็นตัวละครที่เสียชีวิตไปแล้วเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเนื้อเรื่องหลังจากนี้ (แต่ก็เฉพาะในช่วงการย้อนอดีตเท่านั้น) ไม่ว่าจะเป็น ผู้กล้าฮิมเมลที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ในอนิเมะตอนที่ 1 หรือจะเป็นไฮเตอร์ หนึ่งในสมาชิกที่เสียชีวิตเป็นคนถัดมา รวมถึงตัวละครในอดีตเมื่อพันปีที่แล้วอย่าง ‘ฟรังเม’ นักเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดและอาจารย์ของฟรีเรน

การพูดคุยกันถึงเรื่องดอกไม้บ้านเกิด
การพูดคุยกันถึงเรื่องดอกไม้บ้านเกิด
การพูดคุยกันถึงเรื่องดอกไม้บ้านเกิด
การพูดคุยกันถึงเรื่องดอกไม้บ้านเกิด
การพูดคุยกันถึงเรื่องดอกไม้บ้านเกิด
การพูดคุยกันถึงเรื่องดอกไม้บ้านเกิด

การที่หลาย ๆ คนชอบอนิเมะเรื่องนี้ สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากการเล่าเรื่องแบบแปลกใหม่ที่รวมนำเอาทั้งการ Time skip และ ย้อนอดีตมาใช้ได้อย่างลงตัวในมุมมองของตัวละครที่ใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานหลายพันปีแบบเอลฟ์ และนอกจากนั้นยังมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเธอมาคอยสอดแทรกให้เราเข้าถึงได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นในช่วงโมเมนต์แอบอมยิ้มระหว่างฟรีเรนกับฮิมเมลในอดีต หรือช่วงเรียกน้ำตาในจุดที่ต้องจากลากับผู้คนในช่วงเวลาต่าง ๆ หรือจะเป็นช่วงเวลาวุ่นวายในการใช้ชีวิตอยู่กับเฟรุน

ทว่าองค์ประกอบของอนิเมะเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การเล่าเรื่องเท่านั้น องค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากการต่อสู้, เพลงประกอบฉาก, เพลงเปิดจาก Yoasobi, เพลงปิดจาก milet, การออกฉายครั้งแรกถึง 4 ตอนรวดเพื่อให้จบช่วงเวลาสำคัญที่กำหนดจุดมุ่งหมายการเดินทางของฟรีเรนได้ องค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวถึงทำให้เรื่องนี้ได้ก้าวเข้าไปสู่ อนิเมะในดวงใจของใครหลาย ๆ คนแล้ว

เพลงเปิด (Opening song) โดย Yoasobi
เพลงปิด (Ending song) โดย milet

สุดท้ายขอแนะนำช่องทางการติดตามเรื่องนี้ทั้งในรูปแบบอนิเมะและมังงะ
สำหรับคนที่ตามอยู่แล้ว หรือคนที่อยากจะเริ่มดูเรื่องนี้ขึ้นมาหลังจากได้อ่านบทความ

อนิเมะฉายทุกวันศุกร์ เวลา 22:00 น.

ช่องทางการรับชมอนิเมะ: Amazon Prime, Bilibili, Netfilx, Muse Thailand, iQIYI, True ID

มังงะลิขสิทธิ์ของ สำนักพิมพ์ สยามอินเตอร์คอมมิคส์ เล่ม 1 – 8

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...