โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Through the dimension to Ayutthaya

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 เม.ย. 2567 เวลา 12.24 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 12.24 น. • Hades01
เมื่อเพื่อนสนิท? ได้มาเจอกันในงานวันเลี้ยงรุ่น สมัยมัธยมละกำลังกลับที่พักได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้พวกเค้า 2 คนต้องมีอันเป็นไป เเละทะลุมิติมาสมัยอยุธยาสมัยกษัตริย์พระองค์ใดก็ไม่ทราบได้

ข้อมูลเบื้องต้น

“เหนื่อยมากไหมเป็นหมอ เราคิดว่าเธอน่าจะเหนื่อยดูจากใต้ตาละ” ชายคนหนึ่งได้ถามเพื่อนของเค้าที่ตอนนี้กลายเป็นคุณหมอสาวเเสนสวยไปเเล้ว “เหนื่อยสิเหนื่อยชะมัดเลยอยากพักโคตรๆ” เพื่อนสาวคนนั้นได้ตอบกลับ “ละมิงเป็นยังไงบ้างสอนเด็กมัธยมมันเหนื่อยไหม” “ก็ไม่ได้เเย่กับเรื่องที่เรียนมามีความสุขดีนะ”(จบเอกสังคมศึกษา) เพื่อนชายได้ตอบกลับ “เห้อพอโตละทำงานมันก็เหนื่อยนะเธอว่าไหม” “ชั้นก็ว่างั้นเหมือนกัน”

“ก็น่าะเรามันเด็กกำพร้าทั้งคู่หันหลังกลับไปก้ไม่มีใครคอยซัพพอตต์”

ทั้งสองได้คุยกันเเลกเปลี่ยนเเบบเรื่อยๆเปื่อย เเละ

ขณะ กำลังกลับที่พักก็เกิดอุบัติเหตุเเบบไม่คาดคิด

ตู้ม!!!!!!!!

“เราว่าพวกเราทั้งสองคนคงได้พักเเล้ววะ” “ชั้นก็ว่างั้น”

“โอยยยย เจ็บๆ เห้ย เธอเป็นอะไรมากไหม” “ชั้นเจ็บมากเลยเเก”

“พวกโยมยังดวงเเข็งนะที่รอดมาได้โดนกระสุนปืนใหญ่ยิงขนาดนั้น”

“หลวงพ่อช่วยพวกเราไว้เหรอครับ เเต่เดี่ยวนะหลวงพ่อ ปืนใหญ่ ก็เเย่ละหลวงพ่อมันมีปืนใหญ่ที่ไหนกัน สมัยไหนเเล้วหลวงพ่อ”

“โยมนั้นสิจะบ้าเหรอ บาเยงนองสั่งปืนใหญ่ยิงถล่มเข้ามาในเมืองทุกวัน โดนกระสุนปืนใหญ่ละเลอะเลือนนะโยม”

“เดี่ยวนะครับหลวงพ่อเราตอนนี้เราอยู่เมืองไหนครับ”

“เมืองสองเเควไงโยม เลอะเลือนของจริง ดูเมียเอ็งด้วยภาวนาอย่าให้เลอะเลือนเหมือนเอ็งละกัน”

“หะ ไม่ใช่ขอรับหลวงพ่อ” “ไม่ใช่นะคะหลวงพ่อ”

‘ละเมื่อกี้อะไรนะ บาเยงนอง กับ สองเเคว พิษณุโลกนี่นี้เราทะลุมาสมัยอยุธยาใช่ไหมเนี่ย’

ชิบหายเเล้ว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

*หมายเหตุ นิยายเรื่องนี้จะมีการกล่าวถึงบุคคลทางประวัติศาสตร์ อยู่ในสมัยอยุธยาการเขียนนิยายเรื่องนี้มิได้เขียนมาเพื่อให้บุคคล บุคคลนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง เเต่เพื่อ อรรถรถในเรื่องเพียงเท่านั้น หากไปกระทบกับความรู้สึกหรือความความคิดของผู้อ่าน ผู้เขียนก็ขออภัย

By HANT01

หลวงตา

ณ ปี พุทธศักราช 2107 หลังจากศึกตะเบ็งชะเวตี้ 15 ปี หลังจากพระเจ้าบุเรงนอง ทำศึกรวบรวมเมืองพม่าเเละมอญให้เป็นปึกเเผ่นก็ได้เวลาขยายพระราชอำนาจต่อไปยังดินเเดนใกล้เคียง มีเป้าหมายที่จะตีเอาเมืองอยุธยา การเข้ามาของบุเรงนองนั้นไม่ได้เข้ามาทางพระเจดีย์สามองค์เฉกเช่นศึกก่อน ยกพยุหโยธาหาร 30 หมื่น เข้าตีมาทางด่านเเม่ละเมาเพื่อเข้าตีเมืองเหนือทั้งมวลก่อนจะได้ เข้าตีกรุงศรีอยุธยา หากอยุธยาขาดเมืองเหนือทั้งมวลนั้นก็จะสามารถชนะโดยง่าย โดยตีได้ทั้ง กำเเพงเพชร สุโขทัย เเละ สวรรคโลกสิ้นเเล้ว บัดนี้ได้ล้อมเมืองพระพิษณุโลกสองเเคว

“หลวงตาขอรับ ละตอนนี้พวกเราอยู่ในวัดอะไรหรือขอรับ” ชายหนุ่มผู้ทะลุมิติมาได้ถาม

“วัดจันทร์ตะวันตก นะโยม” หลวงตาท่านได้ตอบ

‘ใช่วัดที่มีศาลสมเด็จพระสุพรรณกัลยา หรือป่าวนะ ไม่น่าใช่นั้นมันฝั่งตะวันออกที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 1’

“ละพวกเอ็งผัวเมียชื่ออะไรข้าได้เรียกถูก” “ข้า นนท์ ส่วนเมียข้า ชื่อ ขวัญตา ขอรับ”

หญิงสาวได้เเต่มึนงงที่เพื่อนชายได้บอกกล่าวไปเเบบนั้นเเละได้มองค้อนวงโตเเก่เค้าไปด้วย

“ละพวกเอ็งสองคนทำไรได้บ้างหืม จำได้บ้างไหม” “ข้าสามารถเตะต่อยได้ขอรับมีเชิงมวยพอสมควร ส่วนเมียข้านางเป็นหมอ”

ได้เรียนมวยไทยตอน มัธยมต้นทั้งปลายดูทรงละได้เอามาใช้จริงๆละวะ

ส่วนทางด้านหญิงสาวก็ได้เเต่คิด 'สองรอบเเล้วนะ ชั้นไปเป็นเมียเเกตอนไหนวะนนท์'

“ถ้าเป็นเยี่ยงนั้น ข้าจะฝากเอ้งเข้าไปเป็นทหารในสังกัดลูกศิษย์ข้าก็เเล้วกันอย่างน้อยได้ทำประโยชน์ ถูกคนที่จับอาวุธได้ต้องช่วยกันเเล้ว ส่วนเจ้าเเม่หนู ช่วยรักษาชาวบ้านภายในวัดนี้ให้หน่อยลำพังพวกข้านั้นก็ไม่ได้มีความรู้ในด้านการเเพทยืมากมายนักหรอก บางคนทนผิดบาดเเผลไม่ไหวก็สิ้นใจลงคงต้องให้เอ็งช่วยเเล้วละเเม่หนู” “ละก็ที่พักในเมื่อพวกเอ็งเป็นผัวเมียกัน นอกวัดจะมีบ้านที่ไม่มีคนอยู่ 2-3 หลังเลือกเอาเลยละกันเพราะคนเก่านั้นออกศึกละตาย ทางการเลยยกให้วัดไปพวกเอ็งก็อยู่กันไปก่อนจนกว่าศึกจะจบละกัน”

“ขอบพระคุณหลวงตามากขอรับ”

“ขอบพระคุณหลวงตามากค่ะ”

“ไอเเดง เเดงโว้ยยยยย มึงเอาจดหมายที่กุเขียน นำไปให้หัวพันเเสงปราบพล ละเดี่ยวหัวพันจะเข้าใจเอง”

ใน ขณะเดียวกันนั้น ชายหนุ่มกับหญิงสาวได้เลือกบ้านได้เรียบร้อยเป็นบ้านทรงไทยที่มีขนาดพอประมาณ

ด้วยอารมณ์ขณะนั้นที่กำลังคุกกรุ่น ขวัญจึงตัดสินใจพูดออกมา

“ทำไมเเกถึงบอกหลวงตาไปอย่างนั้นวะ นนท์ เเกกับชั้นเราไม่ได้เป็นไรกันนะเว้ย”

“เราขอโทษนะที่บอกไปอย่างงั้น มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบว่าเราเพียงคิดว่าควรทำ ในโลกจารีตโบราณเฉกเช่นนี้เราไม่อยากเสียคนที่รู้ใจเราไป เเละ อีกข้อหนึ่งเธอก็น่าจรู้นะว่าตัวเราเองนั้นชอบเธอมาตั้งนานเเเล้ว เเต่เธอเพียงเเค่ไม่อยากยอมรับ”

“พักเรื่องนั้นไว้ก่อนชั้นยอมเป็นเมียปลอมๆเเกไปก็ได้ในตอนนี้ จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะดีขึ้น”

“เธอจำไม่ได้เหรอ ขวัญ ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นยังไง”

ชวัญตาได้เเต่คิด คิดเเล้วคิดอีกก้นึกไม่่ออกจำได้เพียงเรื่องบางอย่างเท่านั้น เพราะในสมัยมัธยมตัวเธอนั้นไม่ได้ตั้งใจเรียนในคาบประวัติศาสตร์เลย “ใครจะไปจำได้ฉันไม่ได้จบประวัติศาสตร์มาเเบบเเกนะนนท์”

“อย่างที่เราบอกขวัญมันจบไม่ดีหรอกเพราะ อีกไม่นาน พระมหาธรรมราชาก้จะขอสงยศึกกับบาเยงนอง เนื่องจากกรุงศรีอยุธยา ไม่ส่งกองทัพมาช่วย เมื่อถึงเวลานั้นประชากรบางส่วนอาจจะถูกกวาต้อน ดังนั้นเราเลยบอกว่าเเกเป็นเมียเราไปหากเราได้ยศเป็นทหารมีศักดินาเมื่อไหร่เเกจะได้ไม่ถูกกวาดต้อนเป็นไพร่อย่างไรเล่า ขวัญตา”

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ละตอนนี้เราจะทำยังไงต่อ” “ก็คงต้องทำตามที่หลวงตาว่านั้นเเหละ”

“อีกอย่างนะขวัญเมื่อก่อนเราเคยอ่านนิยายอยู่ หากเราทะลุมิติมาเราอาจจะมีมิติติดตัวมาก็ได้หรือไอเท็มวิเศษ เธอของคิดระบบ ของวิเศษ มิติ นี้ไงของเรามีมิติจริงด้วย” มิติของนนท์จะเป็นเหมือนห้องของนนท์เองเลยคือมีเตียงนอน ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เเละเหมือนจะมีสิ่งเสริมมาด้วยคือความรู้ทางด้านวิศวกรรม ด้านการทำอาหาร เเละ มีศูนย์ยาต่างๆอยู่ในชั้นหนังสือเต็มไปหมด เเถมยังมีห้องน้ำในตัวด้วยช่างสะดวกซะจริง

"มิติบ้าบออะไรของเเกว่านนท์ ว้ายยยยยย!!" ขวัญตาได้ถูกนนท์ดึงเข้ามาในมิติของตนเอง เธอได้สำรวจห้องของเค้าเเละได้มองเห็นรูปภาพต่างๆที่ตั้งไว้อยู่ในห้องซึ่งเป็นรูปภาพขงทั้งเค้าเเละเธอที่มีอิริยบทร่วมกันในหลากหลายกิจกรรมทั้งช่วงที่อยู่ด้วยกันมัธยม เเละ กลับมาเจอกันในบางครั้งในช่วงมหาลัย ขวัญตาได้เริ่มรับรู้ความรู้สึกต่างๆ เเต่ก่อนอื่นนั้นเธอได้มองเห็นประตุอีก 2 บาน

“นนท์ ประตูอีก 2 บานนั้นประตูอะไร” “เราก้ไม่รู้เหมือนกันคงต้องเปิดดู”

หลังจากเปิดออกไปปุปทำให้ทั้ง 2 คนได้เห็นห้องที่เต้มไปด้วยอาวุธต่างๆไม่ว่าจะเป็นปืนเเต่ดูทรงเเล้วไม่น่าจะเป็นปืนที่ทันสมัยเเต่เป็นปืนที่ยิงทีละนัดสมันสงครามโลกครั้งที่ 1 Lee-Enfield ปืนไรเฟิลเเบบลูกเลื่อน ปืนพก 1911 กระสุน หอก ดาบญี่ปุ่นคาตะนะ โล่ หรือ ทวน เรียกได้ว่าเป็นคลังเเสงอาวุธติดตัวเลยทีเดียว เเละมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่สำหรับฝึกซ้อมอีกด้วย ส่วนห้องถัดไปนั้นเป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยเสบียงต่างๆทั้งอาหารเเห้ง อาหารสด เเละอาหารกระป๋อง เเถมยังมีเครื่องซักผ้า กับ ซิงค์ล้างจานไว้ให้อีก “เราคงมีถ้ารอดของพวกเราเเล้วละ หากเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นมา ขวัญลองเปิดมิติของขวัญดูว่าเป็นอะไร"

เมื่อขวัญตาได้เปิดมิติของตัวเองขึ้นมานั้นทำให้นนท์นั้นเห็นประตูเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประตุซึ่งเป็นห้องของขวัญตาที่เต็มไปด้วยหนังสือทางการเเพทย์เเละหนังสือสมุนไพรทั้งหลาย ส่วนอีกห้องเป็นห้องเล็ปที่มีอุปกรณ์การรักษาที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นยุกยา หรืออุปกรณ์การผ่าตัด ซึ่งมิติของทั้ง 2 คนนั้นเหมือนจะเชื่อมกัน ถือว่าเป็นโชคดีของทั้งคู่ที่ถูกส่งมา สมัยนี้เเล้วถือว่าเป็น ตัวช่วยที่ดีเยี่ยมสำหรับพวกเค้าทั้งคู่เลยทีเดียว เเละเหมือนพวกเค้าจะสังเกตุสิ่งที่เเตกต่างได้อีกอย่าง

“นนท์ชั้นว่าเเกดูเด็กลงนะเหมือนตอนเเกมัธยมปลายเลย”

“เราก็ว่างั้นเหมือนกันขวัญก็ดูเด็กลงจากสาวสุดเเซ่บกลายเป็นสาวน้อยมัธยมไปซะเเล้ว”

“เเล้วเสื้อผ้าในยุคนี้ เราจะหาจากไหนกัน ถือเเม้ชุดที่พวกเราใส่อยู่มันจะเป็นชุดไทยเเต่มันก็ชุดเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 หรือพวกเชื้อพระวงศ์ใส่กันเลยนะเว้ย” นนท์ได้เเต่ตั้งคำถาม จนขวัญได้เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าใน “นี่ไงเสื้อผ้าถึงจะไม่ได้ดูดีเหมือนเชื้อพระวงศ์เเต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไป คนที่ส่งเรามาคงจะเห็นใจเราพอสมควรเเหละเเบบนี้ ฮ่า ฮ่า”

เมื่อสารจากหลวงตาได้มาถึง หัวพัน ที่พึ่งออกเวรจากการคุมเชิงเทิน หัวพันได้เปิดอ่านออกเเละเดินทางมาถึงที่วัดจันทร์ตะวันตกเพื่อที่จะได้มาพูดคุยกับหลวงตา

“นมัสการขอรับ หลวงตา คนผู้ใดที่หลวงตาเเนะนำให้มาทำการกับกระผมหรือขอรับ”

“คนผู้ชื่อ นนท์ นี้ยังหนุ่มยังเเน่นมีความสามารถในเชิงหมัดมวยเเละมีดวงสมพงษ์กับความเป็นไปของอาณาจักร ข้าจึงจะฝากให้มันเข้าสังกัดเอ็งเเละมันคงช่วยงานเอ็งได้อย่างมากโข ฟังข้าพูดอาจจะดูบ้าเเต่ในอนาคต เราชาวพิษณุโลกอาจจะต้องพึ่งมัน”

“วันรุ่งพรุ่งนี้กระผมจะมาอีกรอบเพื่อรับตัวมันไป ฝากหลวงตาบอกกล่าวมันด้วยนะขอรับ กระผมลาขอรับหลวงตาต้องรีบไปพักผ่อนก่อนจะต้องไปเฝ้ายามที่เชิงเทินอีก” หลังจากหัวพันได้จากไป หลวงตาก็ได้ส่งคนไปบอกนนท์ เเละขวัญตา ว่าให้มาเริ่มงานในวันรุ่งพรุ่งนี้ ทั้งการเข้าสังกัดเเละมาช่วยดูเเลชาวบ้านคนเจ็บในบริเวณวัด

“ชวัญรีบพักผ่อนเถิด เราก็จะนอนเเล้วเหมือนกันวันรุ่งพรุ่งนี้ได้มีเเรงในการทำงานต่างๆ” “ละเราจะนอนกันข้างในมิติเหรอ” “ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดละเข้าไปนอนในในมิติ เเต่เวลาอยู่ในกลุ่มคนหมู่มากเราห้ามเปิดมิติโดยอันขาด เวลาเดินทางเป็นคณะเราก็ค่อยออกมานอนกันข้างนอก”

ก่อนที่ขวัญตาจะนอนนั้นก็ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ยุกยา ต่างๆทั้งผ้าขาวสะอาด เเฮลกอฮอล์ น้ำเกลือ เเละ สมุนไพรต่างๆที่เกี่ยวกับการเเก้ช้ำใน เเก้เจ็บปวด เพื่อเตรียมความพร้อมในวันพรุ่งนี้

วันรุ่งขึ้นหลังจากที่นนท์ตื่นเค้าได้ทำอาหารต่างๆ ที่มีจำวนวนเเคลสูงเพื่อที่จะให้ทั้งเค้าเเละขวัญได้มีพลังงานใช้ได้ตลอดทั้งวัน จวบจนเวลาเริ่มสายพวกเค้าทั้งคู่ได้เดินกลับไปที่วัดเเละได้เจอ ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลัง นมัสการหลวงตาอยู่

“เอ้า เจ้านนท์ นี่หัวพันเเสงปราบพล หัวพันนีี้เจ้านนท์ ส่วนนั้นเเม่หนูขวัญตาเมียมันเป็นหมอ”

“สวัสดีขอรับหัวพัน”

“สวัสดีเจ้าค่ะหัวพัน”

“สวัสดีพวกเจ้าทั้งสอง เจ้านนท์ตามข้ามา”

เมื่อหัวพันเเละ นนทืได้เดินออกไปเเล้ว หลวงตาจึงสั่งให้เเดง พาขวัญตาไปหากระโจมผู้ป่วยซึ่งมี มิชชันนารี มีอายุพอสมควรอยู่ 2 คนช่วยดูเเลคนเจ็บอยู่ เเละ มีขวัญตาเพิ่มเข้ามาอีกคน มิชชันนารีคนนึงเเนะนำตัวว่าชื่อ ฟราคงด์ ส่วนอีกคนกัำลังง่วนอยู่กับการทำเเผลให้กับทหารที่ถูกส่งตัวมาอยู่

“ทหารพวกนี้ถูกส่งมาจากตรงไหนกันบ้างหรือ”

“เจ้าพูดภาษาเราได้ด้วย ทหารพวกนี้ถูกส่งมาจากการป้องกันกำเเพงเมืองฝากฝั่งตะวนตก ไม่ไกล้ ไม่ไกล จากวัดเเห่งนี้ เจ้าเป็นหมอใช่ไหม"

“ใช่”

“ถ้าเช่นนั้นต้องช่วยเเล้วเเหละไม่งั้นเเย่เเน่ เย็บเเผลหรือล้างเเผลเป็นใช้ไหม”

“ใช่”

“ดี”

หลังจากนั้นทั้งขวัญตา ฟราคงค์ อดัม เเละไพร่อาสา ก็รีบช่วยทหารเเละชาวบ้าน ทั้งเย็บเเผล ล้างเเผล บางคนที่มีไข้ขึ้นก็ต้องมีการต้มยาให้ดื่มซึ่งเป็นสถานที่ที่ชุลมุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจำนวนของหมอนั้นไม่พอต่อจำนวนทหารเเละชาวบ้าน 1:75 ซึ่งเป็นจำนวนที่เกินมือ ยังดีที่บุเรงนองยังไม่ได้โจมตีในช่วงวันนี้ ทำให้ไม่เกินความสามรถของเเต่ละคน

ในขณะที่ขวัญตากำลังชุลมุนกับการรักษาผู้คนนั้น นนท์เองก็ต้องรับมือกับคำถามของหัวพันเช่นกัน “เจ้ามาจากที่ใด รูปหน้าของเจ้าเเม้จะมีกล้ามเนื้อเฉกเช่นนักรบ เเต่เจ้ากับเมียเจ้าก็หาใช่คนพิษณุโลกไม่ เเต่จะบอกว่าเป็นพวกหงสาก็ไม่น่าใช่ เจ้ามาจากที่ใด”

“นครศรีธรรมราชขอรับหัวพัน”

“หะ อะไรนะละเจ้ามาทำบ้าอะไรที่พิษณุโลกหาาาาา"

“ข้ากับเมียล่องเรือมากับบิดาขอรับตัวข้าเเละเมียมีเชื้อสายจีนฮ่อ ขอรับเเต่เเม่นั้นเป็นชาวปักษ์ใต้มาค้าขายที่อยุธยา เเละข้าก็มาต่อที่พิษณุโลกเเต่ เกวียนข้าเเละสินค้าถูกกระสุนปืนใหญ่ตกใส่ขอรับ ข้ากับเมียหมดสติเเละได้หลวงตาช่วยเอาไว้ขอรับ นี่น่าจะเป็นเรื่องทั้งหมดที่ข้าจำได้ ” นนท์ได้เเต่พูดความจริงครึ่งนึงโกหกครึ่งหนึ่งเเละหวังว่าหัวพันจะเข้าใจ

“อ่อ ข้าก้ว่าอยู่ว่าเจ้าต้องมีเชื้อสายจากจีนฮ่อเป็นเเน่ ละนอกจากหมัดมวยเจ้าทำอะไรได้อีก”

“ข้าสามารถยิงปืนไฟได้ขอรับ เเละ ข้ามีปืนประจำตัวที่ข้าประดิษฐ์เองขึ้นมาพร้อมกับกระสุนประดิษฐ์เองด้วยขอรับเเต่กระสุนมีเเค่ 10 นัด”

“โอ้วที่ถือว่าดีหากเจ้าเเม่นมากๆละยิงพวกเเม่ทัพนายกองฝั่งหงษาวดีตกตายลงไปได้จะถือเป็นการดีกับเราพิษณุโลกอย่างมาก นี่ชุดของเอ็ง”พลันยื่นส่งห่อผ้าให้เขารับไป

‘ก็สมกับเป็นชุดไพร่เลวดี มีเเค่เสื้อโง่ๆ กับหมวกปีกกว้างธรรมดาๆ เราควรจะใส่เกราะโซ่ไว้ข้างในเสื้อดีไหมวะ 'เขาพึมพำแต่ก็ใส่มันอย่างเลือกไม่ได้

'ดีเเหละ ยังไม่อยากตาย ขวัญยังไม่รับรักเลย’

Lee-Enfield M1911

พิษณุโลก 1

“หัวพันขอรับ ระหว่างนี้มีการอันใดให้กระผมทำบ้างรึขอรับ”

นนท์หันมาถามท่านหัวพันทันทีหลังจากที่ตนได้เดินสอดส่องรอบตัวเมือง แลเห็นว่าพวกทหารเหล่านั้นกำลังผลัดเวรคอยเปลี่ยนกะอยู่บนกำเเพงเมืองอยู่ตลอดเวลา ผู้คนในค่ายต่างยุ่งง่วนอยู่กับงานที่ตนทำอยู่ ซึ่งต่างกับนนท์สิ้นเชิง ตัวเขาอยากรู้ว่ายามนี้มีอะไรบ้างที่เขาต้องทำนอกเสียจากการเดินไปมาอย่างไม่รู้จุดหมายเช่นตอนนี้

“อย่างแรกเอ็งต้องไปทำความรู้จักกับหัวหมู่ในสังกัดของข้าเสียก่อน ส่วนเวลายืนเวรก็ยืนเวรเวลาเดียวกับข้านี่เเหละ เอ็งเพียงแค่รอฟังคำสั่งจากข้าว่าต้องทำอันใดบ้างก็เท่านั้น”

กระทั่งเดินมาเรื่อยๆ ยังกลุ่มกองของหัวพันเเสงปราบพล ชายหนุ่มทักทายทำความรู้จักผ่านการแนะนำของหัวพันโดยมีหัวหมู่เข้ม หัวหมู่เเดง หัวหมู่สังข์ หัวหมู่ดำ ทั้ง 4 คนผู้เป็นลูกน้องในสังกัดหัวพันก่อนช่วงตระเตรียมทัพเพื่อป้องกันเมืองคุมไพร่พลป้องกันกำเเพงทางด้านทิศตะวันตก โดยทั้ง 4 คนนั้นเป็นหัวหมู่ที่มีฝีมือดาบอันยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถป้องกันกำเเพงเมืองให้รอดปลอดภัยจนถึงเกือบขวบเดือน

“เราเพียงต้องป้องกันเมืองอย่างสุดความสามารถรอจนกว่า กรุงศรีอยุธยาจะยกกำลังมาหนุนเมื่อนั้นหงสาวดีจะยกทัพถอยไปเองเฉกเช่นคราเมื่อสงครามพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้” หัวพันได้กล่าว เเต่ตัวนนท์เองผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์มาอย่างดีก็ได้เเต่ทอดถอนหายใจหากว่ากันตามพงศวดารพระมหาธรรมราชาได้ยอมเเพ้ตั้งเเต่โดนพวกพม่าล้อมเมืองไว้ทุกทิศทาง ด้านกำลังพลของพระองค์เองก็ไม่สามารถที่จะทำศึกยืดเยื้อกับบุเรงนองเอาไว้ได้

ในพงศวาดารนั้นบุเรงนองเคยกล่าวไว้ว่าจะให้ไพร่พลเรือนเเสนของพระองค์นั้นถมดินให้สูงเท่ากำเเพงเมืองพิษณุโลกเเละตีหักเอาเมือง ตัวของนนท์เองก็ชื่นชมพระมหาธรรมราชาในที่นี้คือ ขุนศึกที่ดีนั้นต้องรู้ว่าตอนไหนควรสู้เเละไม่ควรสู้ควรงอไม่ควร หากฝืนสู้เเล้วใม่ชนะจะสูญเสียทั้งไพร่พล เเละ บ้านเมือง เเต่เหมือนเหตุการณ์ที่นนท์ได้ประเชิญอยู่นั้นเหมือนจะมาจากหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรมากกว่า พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้เเล้วก็ไม่กล้าโต้เเย้งอาจจะทำให้หัวพันเเละหัวหมู่ถอดใจ

“ละหัวพันขอรับ หากข้าเข้าใจไม่ผิดหัวพันต้องมีสังกัดใช่ด้วยหรือไม่ขอรับ"

"ถูกอย่างที่เอ็งว่ามาไอ้นนท์ พวกข้าทั้งหมดสังกัดหมื่นราชพิพัฒน์ ซึ่งหมื่นท่านเป็นขุนนางที่ติดตามพระมหาธรรมราชาตั้งเเต่สมัยศึกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้”

เกร้งๆ เกร้งๆ

พูดคุยกันไปเรื่อยๆก็ถึงเวรยามของสังกัดหัวพัน “ได้เวลาละไอ้นนท์ มึงจงเดินด้านหลังกุเอาไว้ คอยตรวจตรากำเเพง พวกหงษาไม่โจมตีเมืองถึง 2 วันเเล้วดูเหมือนจะมีเเผนหรืออะไรเเปลกๆ” ในขณะที่เดินสำรวจบริเวณกำเเพงอยู่นั้นนนท์ก็สังเกตุเห็นสิ่งผิดปรกติโดยได้เห็นการก่อสร้างสิ่งที่เหมือนเรียกว่าหอคอยตีเมืองก็ไม่ใช่หรือบันไดปืนเมืองก็ไม่เชิง ละก็สังเกตุเห็นเเท่นดำๆที่ตั้งอยู่ข้างบน

“ชิบหายเเล้วขอรับหัวพัน”

“อะไรของเอ็งวะ”

“ปืนใหญ่ขอรับปืนใหญ่พวกมันเอาปืนใหญ่ตั้งไว้บนหอคอยตีเมืองขนาดใหญ่ขอรับหัวพัน มันต้องการยิงกดกำเเพงเมืองเป็นเเน่เเท้ขอรับ หัวพัน หากสะกดกำลังพลบนกำเเพงเมืองได้เเล้วไซข้ากระผมคิดว่ารมันคงเอาคนปีนกำเเพงเเละ นำที่งัดประตูเปิดประตูเมืองของเราเเน่ขอรับ”

“ไม่ได้การเเล้ว ไอ้สังข์”

“ขอรับหัวพัน”

“กระดาษมาให้กุเรื่องนี้ต้องเเจ้งถึง หัวหมื่น”

อีกฝากหนึ่งของกำเเพงฝั่งตะวันตก หัวหมื่นราชพิพัฒน์มีสีหน้าเคร่งเครียดพลางครุ่นคิดว่าเหตุใดพวกหงสาถึงไม่โจมตีเมืองสักที พวกมันทิ้งช่วงห่างจนล่วงเลยกว่า 2 วันเเล้ว จากที่ตีเมืองไม่หยุดจนเกือบขวบเดือน

“หัวหมื่นขอรับ มีสาส์นจาก พันเเสงปราบพลขอรับ”

หลังจากที่ได้เปิดอ่านสารนั้น หมื่นท่านก็ได้เข้าใจเเละรีบลงจากกำเเพงเพื่อไปเเจ้งสารนี้เเก่ผู้เป็นนาย มหาธรรมราชา

ในห้องโถงว่าการศึกของเมืองพิษณุโลก

“พวกเจ้าคิดเห็นเป็นประการใด เหตุใดบุเรงนองถึงไม่ยกทัพเข้าตีเมืองทิ้งช่วงไปถึง 2 วัน” มหาธรรมราชาได้พูดบอกกล่าวออกไปถึงขุนนางของตน

"ข้าพุทธเจ้าคิดว่าบุเรงนองอาจจะกำลังคิดเเผนเข้าตีอย่างอื่นอยู่พะยะค่ะ จากโถมตีอยู่ฝั่งเดียว ทางทิศตะวันตกอาจจะล้อมตีเมืองทั้ง 4 ทิศเพราะอุปนิขิตข้างเราได้สืบทราบมาว่า มีการสั่งให้นันทบุเรงเเละสุรกรรมาปลูกตั้งค่ายใน*ทิศบูรพา ในทางด้าน*ทิศทักษิณเเละ*ทิศอุดรนั้นเมืองพิษณุโลกเรานั้นเป็น เมืองอกเเตกอาจจะถูกกองทัพเรือหมายมั่นเข้าตีทางด้านนั้นได้พะยะค่ะ” พระยากำเเพงเพชรได้กราบทูล

“ในฝากฝั่งทิศบูรพานั้นก็ได้มีการสร้างหอคอยตีเมือง ไว้เช่นกันพะยะค่ะ” พระยาพิชัยได้กราบทูล

“พระสุรศรีสงคราม เจ้าจงเร่งนำปืนใหญ่ไปตั้งเพิ่มไว้ที่ที่ป้อมริมน้ำอย่าช้าที หากพวกมันผ่านป้อมมาได้เมื่อใด เมื่อนั้นอาจจะถึงกาลอวสานของพิษณุโลก ในฝากฝั่งทักษิณ เเล อุดร จงเตรียมพร้อมอย่าได้ขาดเวรยามทุกเมื่อ พระยาสวรรคโลกเจ้าจงนำกำลังฝั่งสวรรคโลกไปตั้งมั่นที่กำเเพงทิศอุดร ตั้งมั่นพร้อม กับ พวกทหารอาสาชาวโปรตุเกสเพื่อที่จะป้องกันกองทัพเรือจากทิศนั้น ส่วนในด้านทิศประจิมนั้น..”

“มีสาน์สมาจากหมื่นราชพิพัฒน์ พะยะค่ะ” พระยาสุโขทัยได้กล่าว

หลังจากมหาธรรมราชาได้อ่านสาสน์นั้นก็เป็นไปตามคาด “เหมือนอย่างที่เจ้าคิด พระยากำเเพงเพชร ในด้านทิศประจิมนั้นได้เริ่มมีการสร้างหอคอย เเละ มีที่พังประตูเมืองเช่นกัน พระยาสุโขทัยท่านจงนำกำลังพลไปช่วยตั้งมั่นที่กำเเพงเเลประตูเมือง นำท่อนซุงขาดยังไปดันประตูเมืองเอาไว้ เเลจงใช้น้ำมันเเละไฟเผาพวกมันจากบนกำเเพง”

“พะยะค่ะ”

ในช่วงเย็นหลังจากที่นนท์ได้เดินเฝ้าเวรกับหัวพันที่กำเเพงเมืองนั้น ก็มีสาส์นมาจากหัวหมื่นราชพิพัฒน์ ว่าให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา บาเยงนองอาจจะโจมตีในทุกขณะเวลา เมื่อถึงเวลาเวรในช่วงเช้านนท์ก็ได้ลาหัวพัน กลับ เเล้วจะกลับมาในช่วงเย็น

“หัวพันขอรับ กระผมขอเวลาไปเตรียมตัวให้พร้อมละจะกลับมาให้ไวที่สุดขอรับหัวพัน”

“จริงอยู่ที่ต้องเตรียมพร้อม เอ็งจงรีบไปรีบกลับไม่นานนักหรอกวันรุ่งพรุ่งนี้ บาเยงนองออาจจะโจมตีพิษณุโลก ข้าจะอยู่เฝ้าเวรที่ทิศตะวันตกนี่เเหละ”

"ขอบพระคุณหัวพันมากขอรับ"

ก่อนจะกลับเรือนนท์ได้เเวะไปรับขวัญตา เเละ ได้สังเกตุการกระโจมที่รักษาคนไข้ว่าเเต่ละคนมีอาการหนักเบาเพียงใด บางคนถึงขั้นต้องตัดขาเพราะเเผลเน่าเปื่อย เเต่บางคนก็รักษาได้ทัน ทำให้ไม่มีเเผลติดเชื้อ

‘อย่างน้อยก็มี มิชชั่นนารี ที่รู้เรื่องการเเพทย์อยู่บ้าง’

“คุณขวัญ สามีมาพบครับ” ฟราคงด์ได้เดินมาบอกขวัญตา

“ขวัญในวันพรุ่งนี้อาจจะมีการโจมตีเมืองระลอกใหญ่เพราะ ที่เราได้รับข่าวมา”

“ค่อยไปคุยที่เรือน”

เมื่อถึงเรือน นนท์ ก็ได้บอกกล่าวถึงเเผนการต่างๆที่ได้ยินมา

“ขวัญพรุ่งนี้น่าจะเหนื่อยอีกมาก รีบทานข้าวละก็รีบเข้านอนเถอะ”

“เเกรีบเหรอ นนท์”

"พักผ่อนพรุ่งนี้เธอต้องเหนื่อยมากๆดูจากรูปการเเล้ว คนเจ็บต้องมาอย่างไม่หยุดหย่อนเเน่นอน เชื่อเราเถอะนะ เเต่ก่อนอื่นมากินข้าวก่อนเราทำเสร็จเเล้ว"

“ก็ได้ ละเเกก็ต้องเตรียมตัวด้วยนินนท์ เเกจะเาออะไรไปบ้างเนี่ย ดาบก็ใช้ไม่เป็น หอกก็ไม่ได้ เห้อ เเกจะรอดไม่เนี่ยพรุ่งนี้”

“ใช้ปืนสิ ปืนก็มีเอาไว้ยิงระยะไกลเอา ส่วนดาบชั้นไม่ใช้หรอกใช้ดาบติดปลายปืนเอา รด. เราก็ไม่ลืมนะ”

“นนท์ สัญญากับฉันสิว่าเเกจะรอดกลับมาพรุ่งนี้ ”

ทั้งสองได้มองหน้ากันอยู่เนิ่นนาน หน้าทั้งสองได้ค่อยๆ ขยับเข้ามาหากัน จนเเนบชิดติดกัน ซึมซับความรู้สึกซึ่งกันเเละกัน

“เเกต้องรอดกลับมา ถ้าเเกรอดกลับมาได้ฉันมีรางวัลให้เเก”

“ขวัญยังไงเราก็รอดอยู่เเล้วหน่า อย่าลืมสิเราทั้งคู่มีมิติหากเกิดอันตรายมีเหตุพลิกผันอะไรก็เข้ามิติเข้าใจไหมขวัญละเธอก็สัญญาเเล้วนะว่าเรารอดกลับมาเธอจะมีรางวัล”

“ไอบ้าเอ้ย” ขวัญตาได้เขินจนหน้าเเดง เเละได้รีบหนีเข้ามิติไปอย่างรวดเร็ว

“เธอนี่มันน่ารักเป็นบ้าเลย เห้อ” ในความคิดของเค้าเองพิษณุโลกยังไงก็ไม่มีทางเเตกพ่ายเเบบยับเยิน เป็นเเน่เเท้ เพราะพิษณุโลกจะพ่ายเเพ้ก็ต่อเมื่อเสบียงอาหารเริ่มหมดเพราะถูกล้อม เเละอยุธยาไม่ส่งกำลังพลมาช่วยเหลือ ทำให้มหาธรรมราชาต้องขอสงบศึกกับหงสาวดี อาจจะกินเวลาเกือบ 3 เดือนจนเสบียงอาหารจะไม่พอ จนกว่าจะถึงเวลานั้นอยุธยาคงเตรียมพร้อมจะรับศึกในพระราชวังเป็นเเน่เเท้ เค้าเพียงคนตัวเล็กๆ ณ ตอนนี้คงไม่สามารถเปลี่ยนเเปลงประวัติศาสตร์ได้ เพียงเเค่เอาตัวรอดยังยากในยุคสงครามเเบบนี้

นนท์นั้นได้เลือกใช้เกราะโซ่ชั้นในเเละใช้เสื้อทหารเลวใส่คุลมทับ สะพายปืน Lee-Enfield ไว้ด้านหลังพร้อมกับกระเป๋าใส่กระสุน ซึ่งกระสุนมีอย่างไม่จำกัด เหมือนของในมิติของทั้งสองคนนั้นจะไม่มีวันหมดหรือ เน่าเสีย เเล้วเค้าได้สเเตนบาย พลั่วเอาไว้ด้วย ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นพลั่วนั้นสำคัญอย่างมาก

ณ ค่ายหลวงของทัพหงสวดี

“ไม่ผิดคาด มหาธรรมราชาผู้นี้เป็นขุนศึกผู้ชาญณรงค์ ตั้งเเต่สมัยศึกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เกือบเดือนเเล้วที่พวกเราล้อมเมืองพระพิษณุโลกเอาไว้ ยังไม่สามารถหักหาญเอาเมืองได้ ผีซ้ำด้ำพลอย กรุงศรีอยุธยาอาจจะยกทัพมาช่วยพิษณุโลก” พระเจ้าผู้ชนะสิบทิศบาเยงนอง ได้ตรัสขึ้นมาในกระโจมค่ายหลวง

“อย่าได้กังวลเลยพระพุทธเจ้าค่ะ อุปนิขิตข้างเราได้ไปสืบส่องมา อยุธยาหาได้ส่งกำลงัพลมาไม่กลับตกเเต่งค่ายคูประตูหอรบ อย่างเเข่งขัน เก็บเสบียงขนกลับเข้าเมือง ตีครัวชาวบ้านเข้าภายในตัวเมือง พระพุทธเจ้าค่ะ”

ลักไวทัมมู หนึ่งในขุนศึกได้พูดขึ้นในการประชุม

“หากเป็นอย่างลักไวทัมมูว่า ข้าคิดว่าเราล้อมเมืองจนเมืองเสบียงหมด ไม่นานมหาธรรมราชาก็จะขอสงบศึกเองพระพุทธเจ้าค่ะ” นันทบุเรงได้ตรัสต่อ

“จริงอยู่ที่กรุงศรีอยุธยานั้นมิได้ส่งกองทัพมาช่วย เเต่หากการล้อมเมืองนั้นใช้เวลานานเกินไป ก่อนจะได้เข้าตี อยุธยา น้ำเหนือก็คงจะหลากลงมาก่อนมิอาจจะตีหักชิงเอาเมืองอยุธยาได้ นันทบุเรงวันรุ่งพรุ่งนี้ให้เจ้าสั่งสุรกรรมาบุกเข้าตีเมืองในด้านบูรพา เเละเจ้าลักไวทัมมูนำทัพบุกทางทิศประจิม เเบ่งกำลังพลเป็น 2 ช่วง นันทบุเรง เจ้านำทัพโจมตีทางด้านบูรพาในช่วงกลางคืนเเละข้าจะนำทัพเข้าตีในทิศประจิมเช่นกัน”

“พระพุทธเจ้าค่ะ” นันทบุเรง

“พระพุทธเจ้าค่ะ” ลักไวทัมมู

ทิศประจิม=ตะวันตก ทิศอุดร=ทิศเหนือ ทิศทักษิณ=ใต้ ทิศบูรพา=ตะวันออก

พิษณุโลก 2

ช่วงย่ำรุ่ง นาฬิกาปลุกได้ปลุกนนท์ขึ้นมา ตี 4.30 เเล้วเหรอเนี่ยต้องรีบเเล้ว นนท์ได้ทำอาหารตั้งเอาไว้ให้ขวัญเเละเขียนโน๊ตเอาไว้

"ดูเเลตัวเองด้วยนะ อาหารทำไว้ให้เเล้วเเคลลอรี่เพียงพอทั้งวันเเน่นอน เสร็จศึกกลับมา

เราจะมาขอรางวัลตามสัญญา รักเธอนะขวัญ

นนท์ เพื่อนรัก

ช่วงเวลา 6 โมงเช้านนท์ได้รีบเดินทางไปถึงกำเเพงตะวันตก เเละได้เจอพันเเสดงพอดี

“ไปๆไอ้นนท์มึงเตรียมตัวมาพร้อมใช่ไหม” “พร้อมขอรับหัวพัน เหมือนพวกมันจะเริ่มกันเเล้ว”

“ถ้าเป็นไปได้มึงเอาปืนมาด้วยใช่หรือไม่ ”

“เอามาขอรับนี่ปืนประจำตัวกระผม (lee-enfield) หัวพันไม่ได้ตกใจรูปเเบบปืนเลยขอรับ”

“กุเชื่อใจมึงเเม้มึงจะเเปลกไม่เหมือนเฉกเช่นเรา เเต่กุเชื่อว่ามึงจะสามารถช่วยเมืองของพวกเราได้”

“ขอบพระคุณมากขอรับ หัวพัน”

ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึงงงงงงงงงงง

“ไป บุกเข้าไป เร่งถมคูเมืองละปีนกำเเพง บุกเข้าไปปปปปปปป!!!!!” ลักไวทัมมู ได้สั่งให้ทัพรีบถมคลอง จองถนน เเละปืนกำเเพงเพื่อที่จะบุกกำเเพงเมืองเมืองพิษณุโลก

“เข็นหอคอยตีเมืองเข้าไป ละยิง ยิง ยิงกดไปที่กำเเพงอย่าให้พวกมันยิงออกมาได้ยิงกดเอาไว้ ยิงเข้าไป”

“สิหนาทปืนไฟทุกกระบอกยิง” พระยาสุโขทัยได้ลั่นคำสั่งยิง

ยิง

ยิง

ตู้ม ตู้ม ตู้ม ปัง

“หอปืนใหญ่มันยิงกดเราไว้ขอรับ คุณพระ เราจำเป็นต้องกำจัดหอปืนใหญ่ของพวกมันก่อน” หมื่นราชพิพฒน์กล่าว

“ยิงไปที่หอปืนใหญ่ของพวกมันยิง”

“ไอ้นนท์ มิงบอกว่ามึงมีกระสุน 10 นัดใช่ไหม”

“ตอนนี้มากกว่านั้นเเล้วครับหัวพัน”

“ดี ดีมาก มึงเล็งไปที่คนคุมหอปืนใหญ่ของพวกมันละยิงมันให้ร่วงอย่าให้มันยิงใส่พวกเราได้”

“ขอรับหัวพัน”

เอาละเล็ง ฟู่ว ยิง ปัง เเกรก ปัง เเกรก ปัง เเกรก ล้มไปสามคนมึงขึ้นกันมาอีกสิ พ่อจะยิงให้ร่วงเลย

ปัง เกรก ปัง เกรก

“นี่สินะการฆ่าคน ฟู่ว”

“เยี่ยมมากล้มไป 2 หอเเล้วมันอาจจะมีคนขึ้นมาอีกมึงเล็งรอไว้ได้เลยอย่าให้มันได้จุดปืนใหญ่เป็นอันขาด”

“มันเกิดอะไรขึ้นกันวะ ทำไมไม่ยิงกดพวกมันบนกำเเพง ปืนน้อยใหญ่ของพวกมันมีอนุภาพขนาดนั้น”

“เหมือนฝั่งพิษณุโลกจะมีนักพลธนูหรือพลปืนไฟที่มีความเเม่นยำสูงอยู่ขอรับ จึงจัดการทหารของเราที่อยู่บนหอปืนใหญ่ขอรับ” กะยอดิน ขุนพลคนสนิทของลักไวทัมมูได้เเสดงความคิดเห็น

“สั่งให้ทหารนำโล่ขึ้นไปด้วยให้ป้องกันคนจัดปืนใหญ่เเลคนเติมกระสุน เร็วเข้า”

เหมือนจะมีการเอาโล่ขึ้นมาป้องกัน เเต่ไม่คนามือเค้าหรอก ปัง ปัง ปัง

ทหารหงษาที่อยู่บนหอปืนใหญ่ก้ไม่สามารถที่จะยิงได้เพราะมีทั้งปืนใหญ่เเล้วปืนไฟ ยิงกดเอาไว้

อีกฝากฝั่งหนึ่งขวัญตาได้ตื่นขึ้น ละได้เห็น โพสอิท ที่ติดเอาไว้ก้ได้เเต่ภาวนาให้นนท์กลับมาอย่างปลอดภัยเเต่ตัวเธอเองก็มีหน้าที่เหมือนกันหลังจากได้อาบน้ำ กินอาหารเรียบร้อยก็รีบเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่มิดชิดปลอดภัยสูง ละก็ถือกล่องพยาบาลคู่ใจออกไปด้วย(กล่องพยาบาลที่ยารีเซ็ตตลอดไม่มีวันหมด) หลังจากเธอได้มาถึงกระโจมผู้ป่วยที่ชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก ทั้งคนโดนสะเก็ดปืนใหญ่ โดนปืนไฟยิง หรือ ถูกธนูยิง เธอจึงได้ทำการขอกระโจมส่วนตัวหนึ่งที่เพื่อ ผ่าตัดผู้คน โดยมี อดัมเป็นผู้ช่วยอีกเเรง

“คุณขวัญ คุณเรียนศาสตร์พวกนี้มาจากไหนช่วยสอนผมกับฟราคร็องด้วยได้ไหมทั้งการผ่าตัดยากๆ เเละ อาการของผู้ป่วยต่างๆ”

“คุณกล้าสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าของคุณไหม ถ้าคุณกล้าสาบานว่าจะนำการรักษาที่ฉันสอนไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ ฉันจะสอนเรื่องนี้เเด่พวกคุณทั้ง 2 คน”

“ผมกล้าสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ทั้งพระบิดา พระบุตร เเละ พระจิต ว่าจะนำศาสตร์นี้ไปเพื่อช่วยเหลือผู้คน”

“ฉันรู้ว่าพวกเบสิคต่างนั้นพวกคุณจะรู้อยู่เเล้วในด้านเบสิคต่างๆ เเต่การผ่าตัดยากๆฉันจะให้คุณเป็นผู้ช่วย เเละสอนสิ่งต่างๆที่ควรทำในช่วงเวลาการผ่าตัดเเละการดูเเลผู้ป่วย รวมถึงหากฉันหรือพวกคุรรอดไปจนสิ้นสุดสงครามฉันจะสอนวิธีต่างๆในการวินิจฉัยโรคเเละวิธีรักษาให้เเก่พวกคุณด้วย เเต่ก่อนอื่นคือเราต้องช่วยกันดูเเละ ทหารเเละ ชาวบ้านพวกนี้ก่อนเร็วเข้า”

อีกฝากฝั่งนึงในกำเเพงทางด้านทิศตะวันออก คูเมืองฝั่งนี้ไม่ได้ลึกเท่าฝั่งตะวันตก ประจวบกับโดนหอคอยปืนใหญ่ยิงกดทำให้ทหารหงษา ประชิดกำเเพงเมืองได้พวดบันได เตรียมขึ้นยึดกำเเพงเมือง

“เร่งเอาน้ำมัน น้ำร้อนเทสาดลงไป ผลักบันไดลงไปอย่าให้พวกมันขึ้นมา หน่วยทะลวงฟันพวกมึงรีบขึ้นมาบนกำเเพงเร็วพวกมันเริ่มขึ้นกันมาได้เเล้ว” พระยาพิชัยรีบเร่งออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว

ด้านกำเเพงด้านทิศตะวันออกได้รบพุ่งกันเป้นพัลวัน ทั้งทหาฝ่ายพิษณุโลกเเลหงษาล้มตายกันอย่างมากมาย

“เร่งถมคูคลองเร็วเข้า บุกเข้าไป บุกเข้าไป” ปัง!

นายกองคนหนึ่งที่กำลังยืนควบคุมกำลังพลอยู่บนหลังได้ถูกนนท์ยิงตายไปทีละคนสองคน ทหารพอไร้หัวก็เริ่มสับสน การรบกินเวลาอยู่ถึงครึ่งวันสุดท้ายก้ไม่สามารถบุกเข้าเมืองพิษณุโลกได้ ไพร่พลทั้ง 2 ฝั่งเหนื่อยล้า หงษาเลยยกทัพกลับค่ายทำให้ทหารบนกำเเพงเมืองได้พักบ้าง ทั้งหมอทั้งทหารทำงานเป็นระวิง

“จัดเวรยามให้เรียบร้อยพาทหารบาดเจ็บไปรักษา ส่วนพวกที่ยังไหวให้อยู่ต่ออย่าพึ่งชะล่าใจหงษามาอีกเเน่”

“ขอรับท่านพระยา”

พระยาสุโขทัยได้สั่งการออกไป เเละยังรั้งรออยู่บนกำเเพงเผื่อหงษาจะบุกมาอีก

“นำคนบาดเจ็บสาหัสมานี่เร็วเข้า อดัมห้ามเลือดพวกเค้าเร็ว ล้างเเผลเเล้วเตรียมผ่าตัด”

ในกระโจมรักษาผู้ป่วยนั้นเข้าขั้นวุ่นวาย ทั้งเสียงปืนใหญ่เมื่อตอนเช้า เสียงโอดโอย เสียงอันทุกทรมาณสงครามมันโหดร้าย ทหารบางคนทนพิษบาดเเผลไม่ไหวก็สิ้นใจ เสียชีวิตไปก่อนได้รักษา ศพทหารที่เสียชีวิตคงได้เเต่รับนำไปจัดการ

“หากยังเป็นอย่างงี้ต่อไปต้องเเย่เเน่ๆกระโจมจะรับคนเจ็บได้ไม่พอเเล้ว ไหนจะมีทหารเพิ่มมาเรื่อยๆอีก อดัมไปบอกขุนนางที่ดูเเลว่าให้มาช่วยปลุกกระโจมเพิ่มอีกได้ไหม ”

“ได้ครับ คุณขวัญ”

ขวัญตาเหมือนกลายเป็นผู้นำอย่างช้าๆในกระโจมที่วัดจะนทร์ตะวันตกไปเสียเเล้ว จากฝีมือของเธอในด้านการรักษา เเละ การจัดการ

ขุนรัตนเเพทย์ ขุนนางหนุ่มผู้ที่มีฝีมือในการรักษาคนหนึ่ง ก็กำลังดูเเลทหารที่มาจากกำเเพงฝากฝั่งตะวันตกเช่นกัน ซึ่งวุ่นวายไม่น้อยไปกว่าฝั่ง วัดจันทร์ตะวันตกเลยทีเดียว

“ท่านขุน ขอรับ ได้มีมิสชันนารีชาวโปรตุเกสขอพบขอรับ”

ให้เข้ามาได้

“ท่านขุน”

“มีเหตุอันใดหรืออดัม”

“กระโจมไม่เพียงพอขอรับเเละต้องการไพร่ที่มีฝีมือไปช่วยพอสมควร เเม้จะมีกระผม สหายอีกสองคน เเละไพร่จำนวนหนึ่ง เเต่ก็ไม่เพียงพอต่อการรักษาทหารเเละชาวบ้านขอรับ”

"สหายอีกคนของเจ้าคือใครกัน ไม่ใช่มีเเค่ ฟราคงด์ หรอกหรือ"

“อีกคนเป็นเเม่หญิงขอรับ มีชื่อว่า ขวัญตา สามีนางนั้นเป็นทหารในสังกัด พันเเสงปราบพล”

“เป็นหญิงเเต่มีความสามารถ ช่างดียิ่ง สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีการเเบ่งเเยกเเล้ว ข้าจะให้ทหารไปช่วยปลูกกระโจมเพิ่มดูจากสถานการณ์เเล้วยังมีศึกอีกนาน พวกเจ้าน่าจะเหนื่อยอีกเยอะเลยหละ”

“หัวพันขอรับ ข้าคิดว่าช่วงโพล้เพล้หงษาอาจจะบุกเข้ามาอีก เพราะเหมือนฝั่งหงษาไม่ได้ใช้กำลังเยอะเพียงเเค่พยายามจะถามกำเเพงเเล้วเอาปืนใหญ่ยิงกด เหมือนจะเเค่พยายามหยั่งเชิงไม่ได้โถมเข้ามามากเท่าที่ควร”

"เเต่นี้คือการบุกตลอดหนึ่งเดือนของหงษาเหมือนเเค่ล้อมเมืองเเล้วไม่ได้โถมเข้ามาเท่าที่ควรเหมือนรออะไรอยู่ทั้งที่มีกำลังพลเกือบ 30 หมื่น "

ณ ค่ายหลวงหงสาวดี

“เหตุใดเจ้าจึงไม่จองถนนถมคูคลองให้เเล้วเสร็จ ลักไว้ทัมมู” เจ้าเหนือหัวเเห่งหงษาได้ตรัสถามเเด่ขุนศึกของพระองค์

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า เหมือนพิษณุโลกจะมีทหารที่มีความเเม่นยำในปืนไฟอย่างมากทำให้ทหารบนหอปืนใหญ่ไม่สามารถยิงกดกำเเพงเมืองได้ขอรับ ส่งขึ้นไปทั้งๆที่โล่ปกป้องเเต่ก็ตายตกลงมา”

“หากเป็นเช่นนั้นเจ้าจงนำปืนใหญ่ภาคพื้นที่ ยิงข้ามเข้าไปในกำเเพง เเลเตรียมไพร่พลให้พร้อมอาทิตย์อัศดงเมื่อใดเราจะเหยียบเข้ากำเเพงพิษณุโลก”

“เร่งส่งม้าเร็วไปหานรธาเมงสอ ให้เร่งยกกำลังพลลงมาเเล้วให้เข้าตีนครสวรรค์ตั้งเเต่เป็นทัพหน้ารอข้าให้ตีเอาเมืองพิษณุโลก เมื่อสิ้นหัวเมืองเหนือทั้งมวล อยุธยาก็จะสิ้นไร้ไม้ตอก”

ณ โถงว่าการศึกของเมืองพิษณุโลก

“หงสวดีเริ่มเข้าโจมตีเมืองอีกคราพระราชฤทธานนพหลภักดี เสบียงคลังของเรายังอยู่ได้อีกกี่เดือน” สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้สอบถามไปถึงปลัดเมืองผู้ดูเเลคลังเสบียง

“ประมาณ 1 เดือนเศษพะยะค่ะ”

“เห็นท่าจะไม่ดีเเล้ว พวกเจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร”

“เราสามารถยื้อจนกว่าทัพกรุงศรีอยุธยายกขึ้นมาช่วยได้พะยะค่ะ”

"เจ้าอย่าประเมินความสามารถของบาเยงนองต่ำไป หมื่นราชพิพัฒน์ บาเยงนองผู้นี้เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถ สมัยเป็นขุนศึกเองก็เก่งกาจ ไหนจะมีขุนพลในมือมากมาย จำนวนทหารของเราก็มีไม่ถึง 1 ใน 5 ของกองทัพบาเยอนองด้วยซ้ำ ภายในคืนนี้อย่าได้ลดความระวังให้เตรียมพร้อมไว้พร้อมเวลา หากดูจากช่วงกลางวันเเล้วนั้น กองทัพหงษายังไม่ได้ใช้กำลังมากมายเพื่อโจมตีเมือง ระวังในช่วงราตรีให้ดี อย่าได้ลดความป้องกันเป็นอันขาด"

“พระพุทธเจ้าค่ะ”

ในบทสนธนาที่อดัมได้พูดกับขุนรัตนเเพทย์นั้น จะเป็นการพูดด้วยภาษาไทยเพราะชาวโปรตุเกสเริ่มเข้ามาค้าขายเเละมีบทบาทในสมัยพระไชยราชาธิราชเจ้า ซึ่งเป็นกษัตริย์ก่อนพระมหาจักรพรรดิ 2 รัชสมัย (ไม่นับขุนวรวงศาธิราช) แต่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสื่อกลาง

*ปกติจะใช้เป็นภาษาโปรตุเกส

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...