โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวกูย จาก 'โขง-ชี-มูล' รับราชการ 'งานช้าง' ในอยุธยา | สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 มิ.ย. 2566 เวลา 06.45 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2566 เวลา 06.43 น.

รัฐอยุธยาจัดหน่วยราชการหลายหน่วยเกี่ยวข้องกับช้าง พบในบทพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ได้แก่

กรมพระคชบาล (ในกำกับของพระเพทราชา ศักดินา 500), กรมเชือก, กรมหมอช้าง, กรมหมอพัตโนด, กรมโขลง, กรมเพนียด (เจ้ากรมถือศักดินา 500), กรมพฤทธิบาท (พฤฒิบาศ) พระอีศวรธิบดีศรีสิทธิพฤทธิบาท (จางวาง ศักดินา 1000) หลวงสิทธิไชยบดี (เจ้ากรม ศักดินา 800)

เพนียดคล้องช้างที่อยุธยา สังกัดกรมเพนียด เพื่อจับช้างป่ามาฝึกใช้งานในกองทัพช้างของราชสำนักอยุธยา และอีกจำนวนหนึ่งส่งขายเป็นช้างงานถึงอินเดีย, ลังกา

บรรดาข้าราชการและบ่าวไพร่ที่ทำงานในกรมต่างๆ เกี่ยวกับช้าง น่าเชื่อว่าส่วนมากเป็นชาวกูยจาก “โขง-ชี-มูล” และมีชาติพันธุ์อื่นด้วย

ชาวกูย พูดภาษาเขมร (ในตระกูลภาษามอญ-เขมร) “กูย” เป็นชื่อเรียกตนเองแปลว่าคน (ไม่ใช่ผี) แต่อาจกลายเสียงเป็น “กวย” ก็ได้ ครั้นถึงสมัยหลังถูกอำนาจจากกรุงเทพฯ เรียกชาวกูยหรือกวยว่า “ส่วย” (แปลว่าขี้ข้า) เพราะต้องส่งส่วยทองคำให้กรุงเทพฯ

“โขง-ชี-มูล” หมายถึงพื้นที่ต่อเนื่องแถบลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำชี, ลุ่มน้ำมูล ซึ่งมีประชากรหลายชาติพันธุ์อยู่ปะปนกันหนาแน่นทั้งกลุ่มพูดมอญ-เขมร และกลุ่มพูดมลายู (คือจาม)

เหตุผลที่เชื่อกันว่าชาวกูยรับราชการอยู่ในกรมเกี่ยวกับช้าง เพราะเพนียดคล้องช้างอยุธยาพบร่องรอยพิธีกรรมโพนช้างของชาวกูยคือหอประกำ ขณะเดียวกันก็พบคำเรียกเป็นภาษากูย คือ เสาตะลุง [เรื่อง “เพนียดคล้องช้าง” ในหนังสือโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เล่ม 1) กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2551 หน้า 286-289]

หอประกำ

เพนียดคล้องช้างที่อยุธยาบริเวณกึ่งกลางมีหอยกสูงเรียก “หอประกำ” เมื่อมีการคล้องช้างให้เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระอีศวร, พระนารายณ์ เป็นต้น เสร็จพิธีคล้องช้างก็เชิญเทวรูปไปประดิษฐานเทวสถานในพระนคร

“หอประกำ” กลางเพนียดคล้องช้างที่อยุธยา มีต้นตอจากหอผีประกำตามประเพณีโพนช้างของชาวกูย ลุ่มน้ำ “โขง-ชี-มูล” ที่สืบเนื่องไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

“หอประกำ” หมายถึงหอผีประกำ หรือหออันเป็นที่สิงสถิตของผีประกำ

[“ประกำ” หรือ “ปะกำ” เป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า ปรฺกำ (อ่านว่า ปรฺอ-กำ) แปลว่าสายสูตรสำหรับผูกช้างป่า (มักฟั่นเป็น 3 เกลียว) (จากหนังสือพจนานุกรมเขมร-ไทย เล่ม 2 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2521 หน้า 343)]

“ผีประกำ” หมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งสิงอยู่ในเชือกบาศสำหรับผูกช้างป่า ส่วนชาวกูยยกย่องนับถือเป็นผีซึ่งเฮี้ยนมากสิงในเชือกประกำ จึงต้องมีพิธีเลี้ยงผีประกำทุกครั้งก่อนออกไปจับช้างป่า ต่อไปข้างหน้าถูกยกเป็นเทวดาว่า “พระเทพกรรม”

“เชือกประกำ” คือเชือกบาศ หมายถึงเชือกฟั่นใช้ผูกช้างป่า เป็นเชือกหนังทำจากหนังควาย (บางทีเป็นแส้หวาย เรียกแส้ประกำที่ทำจากต้นหวายฟั่นเป็นเกลียว) เชื่อว่ามีผีประกำสิงอยู่ด้วย

“หมอประกำ” หมายถึงหมอช้างผู้ทำพิธีเลี้ยงผีประกำก่อนไปจับช้างป่า โดยปริยายเป็น “ครูบา” ผู้อาวุโสมีประสบการณ์สูงในการขี่ช้างต่อจับช้างป่า และเชื่อกันว่ารู้ภาษาช้างป่า (ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษามอญ-เขมร) สามารถพูดจาโอ้โลมเกลี้ยกล่อมต่อรองช้างป่าแล้วจับช้างป่าสำเร็จทุกครั้ง ต่อไปข้างหน้าได้รับยกย่องเป็นพราหมณ์ท้องถิ่นเกี่ยวกับช้างเรียก “พราหมณ์พฤฒิบาศ”

เสาตะลุง

หอประกำโดยรอบปักล้อมเป็นคอกสี่เหลี่ยมด้วย “เสาตะลุง” (“ตะลุง” เป็นภาษาเขมร แปลว่าเสาสำหรับผูกช้าง เมื่อไทยยืมมาใช้เลยยกเป็นคำซ้อนว่า “เสาตะลุง”)

หนังตะลุง ในภาคกลาง หมายถึงหนังขนาดเล็กของชาวบ้านทั่วไป (ตรงข้ามกับหนังใหญ่ของชนชั้นนำ) มีก้านไม้ (ทำจากไม้ไผ่) เหมือนเสาขนาบตัวหนังให้ก้านยาวลงเป็นด้ามใช้มือจับเชิด และมีปลายแหลมใช้ปักต้นกล้วยริมจอเมื่อเล่นเงา

(ที่ว่าตะลุงมาจากเมืองพัทลุงจึงคลาดเคลื่อนจากความจริง)

ชาวกูย สมัยอยุธยา มีฐานะทางสังคมไม่ธรรมดา

ฐานะทางสังคมอยู่ในระดับสูงของชาวกูย, กวย สมัยอยุธยา มีกว้างๆ ดังนี้

1. ชาวกูยหรือกวยเป็นชาติพันธุ์อิสระอยู่นอกระบบไพร่ของรัฐอยุธยา พบหลักฐานในกฎหมายลักษณะอาญาหลวง พ.ศ.1974 (หรือ 1976) ระบุชื่อกลุ่มคนต่างชาติในรัฐอยุธยา ซึ่งมี “กวย” อยู่ด้วย มีฐานะทางสังคมเสมอฝรั่งตะวันตก และจีน, จาม ที่เข้าไปค้าขายมีทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออก รวม 10 กลุ่ม ได้แก่ ฝรั่ง, อังกฤษ, กปิตัน, วิลันดา, คุลา, ชวา, มลายู, แขก, กวย, แกว

ในกฎหมายฉบับเดียวกันยังมีบอกต่อไปอีกว่าชาวต่างประเทศทั้งหลายที่มาค้าขายทางบกทางเรือ จะเห็นว่ามี “กวย” รวมไว้อีก ได้แก่ แขกพราหมณ์, ญวน, ฝรั่ง, อังกฤษ, จีน, จาม, วิลันดา, ชวา, มลายู, กวย, ขอม, พม่า, รามัญ

2. ชาวกูยมีบ้านเมืองของตนเองอยู่ลุ่มน้ำโขง พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลระบุรายชื่อ 20 เมืองที่ต้องถวายดอกไม้ทองเงิน มีชื่อเมืองอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขง 2 เมือง ได้แก่ เมืองโคตรบอง กับเมืองเรวแกว

เมืองโคตรบอง อยู่สองฝั่งโขงบริเวณตั้งแต่เวียงจันท์ (ฝั่งลาว) ถึงนครพนม (ฝั่งไทย) มีประชากรหลายชาติพันธุ์ทั้งตระกูลมอญ-เขมร, มลายู ฯลฯ

เมืองเรวแกว อยู่บริเวณเมืองจำปาสัก (ฝั่งลาว) มีปราสาทวัดพู เป็นศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์ ส่วนชื่อ “เรวแกว” ตรงกับเรอแดว หรือ ระแด เป็นชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมจามพูดตระกูลภาษามลายู และมีตระกูลมอญ-เขมรปะปนอยู่ด้วย

3. ชาวกูยค้าช้าง และ “ของป่า” พบหลักฐานหลายอย่างรวมทั้งประเพณีสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

การค้าช้างของบ้านเมืองสุวรรณภูมิมีแล้วก่อนสมัยอยุธยา แต่ไม่พบหลักฐานทางการ หลักฐานค้าช้างเพิ่งพบจริงจังสมัยอยุธยา [มีในบทความเรื่อง “ค้าช้างสมัยอยุธยา” ของ ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 25 ฉบับที่ 3 (มกราคม 2547) หน้า 114-122]

ช้างถูกส่งขายทางเรือข้ามทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล จากท่าเรือเมืองทวาย, เมืองมะริด, เมืองตะนาวศรี, เมืองตรัง ฯลฯ ไปทมิฬอินเดียใต้ และลังกา

ไมเคิล ไรท์ (นักปราชญ์ “ฝรั่งคลั่งสยาม” ชาวอังกฤษ) เคยเขียนเล่าว่าอินเดียใต้และลังกาซื้อช้างจากสยามไปทำสงคราม (อยู่ในบทความเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือกและการค้าช้าง” พิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2529 หน้า 32-33) แต่อาจนำช้างจากสยามและที่อื่นๆ ในสุวรรณภูมิไปใช้กิจกรรมอื่นๆ ด้วย

คืนพื้นที่ทางประวัติศาสตร์

ชนชั้นนำสมัยต้นรัตนโกสินทร์ทำความผิดพลาดให้ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยด้วยการกีดกันคนหลากหลายชาติพันธุ์ เมื่อโลกไม่เหมือนเดิมจึงต้องร่วมกันแก้ไขความผิดพลาดที่เราไม่ได้ทำ ด้วยการคืนพื้นที่ในประวัติศาสตร์ให้ชาติพันธุ์ต่างๆ ตามหลักฐานที่พบเพิ่มเติม

ดังกรณีชาวกูยที่ยกมาทั้งหมด •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...