โครงการแสนล้าน CFP ไทยออยล์ ค่าแรงก่อสร้างทำป่วน วิ่งวุ่นแก้ปัญหา
ใกล้จะถึงหมุดหมายแห่งความสำเร็จในการขยายกำลังกลั่นน้ำมัน 4 แสนบาร์เรล โครงการเรือธงของ TOP หลังล่าช้าจากผลกระทบโควิดมาครั้งหนึ่งแล้ว
วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ภายหลังจากที่ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ต้องเผชิญกับความยุ่งยากกรณีสหพันธ์ผู้รับเหมาโรงกลั่น TOP ในโครงการ CFP ศรีราชา นำคนงานออกมารวมตัวบริเวณหน้าโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์เพื่อเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายในการก่อสร้างโครงการ CFP
อันอาจจะส่งผลต่อการดำเนินโครงการของ TOP และได้สร้างความกังวลให้กับ TOP ด้วยเหตุที่ว่าโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) นอกจากจะเป็นโครงการสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันแล้ว โครงการนี้ยังจัดเป็นโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนโครงการแรกใน เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย
TOP ได้เข้าลงทุนในโครงการ CFP ในเดือนสิงหาคมปี 2561 มีมูลค่าโครงการประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณการดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้างขณะนั้นอยู่ที่ 151 ล้านเหรียญ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี โดยโครงการประกอบไปด้วยกระบวนการผลิต 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1) หน่วยการกลั่นน้ำมันดิบใหม่ที่มีกำลังกลั่นสูงขึ้น ส่งผลให้ TOP มีกำลังการผลิตรวมปรับเพิ่มขึ้นจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน
2) หน่วยแตกตัว “น้ำมันหนัก” ให้เป็น “น้ำมันเบา” โดยใช้ก๊าซไฮโดรเจน (RHCU) เป็นหน่วยผลิตที่สามารถเปลี่ยนน้ำมันเตา ซึ่งเป็นน้ำมันหนักมีมูลค่าต่ำให้เป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่มีมูลค่าสูง
3) หน่วยผลิตพลังงาน (Energy Recovery Unit หรือ ERU) ซึ่งเป็นหน่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำติดตั้ง 3 หน่วยผลิต 1 หน่วยสำรอง เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในโครงการ CFP รวม 250 MW โดยใช้วิธีขายทรัพย์สินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์หน่วยผลิต ERU ให้กับ บริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GOSC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท.เป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระการลงทุนของ TOP ได้
อย่างไรก็ตามการขยายกำลังการกลั่นในโครงการ CFP มาเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวันนั้น TOP เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการประหยัดด้านขนาด (Economies of Sale) เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงและยังเพื่อความยืดหยุ่นในการรับน้ำมันดิบ ทำให้โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์สามารถเพิ่มสัดส่วนการกลั่นน้ำมัน (Heavy Crude) ได้มากขึ้นร้อยละ 40-50 โดยการเปลี่ยนน้ำมันเตาให้เป็นน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล ซึ่งมีราคาสูงกว่า
ล่าสุดในการประชุมผู้ถือหุ้น TOP มีการรายงานความคืบหน้าของโครงการ CFP ณ เดือนมิถุนายน 2567 มีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 96.8 นั่นหมายความว่า อุปกรณ์ เครื่องจักร โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ได้ถูกนำเข้ามายังพื้นที่ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างการเร่งประกอบติดตั้ง
แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระหว่างปี 2563-2565 ทำให้โครงการ CFP ประสบความล่าช้าไปจากกำหนดการเดิม ทำให้งบประมาณการลงทุนของโครงการเพิ่มขึ้นจากเดิม ประมาณ 550 ล้านเหรียญ และมีการประมาณการดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 422 ล้านเหรียญ และขยายระยะเวลาการก่อสร้างโครงการออกไปอีก 2 ปี
ส่วนปัญหาการชุมนุมเพื่อเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายของผู้รับเหมาช่วงในการก่อสร้างโครงการ CFP ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้นั้น มีสาเหตุหนึ่งมาจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย กล่าวคือ
ตามการประกวดราคาผู้รับจ้างเหมาออกแบบวิศวกรรม การจัดหาและการก่อสร้าง (EPC Engineeting Procurement and Construction) ซึ่งเป็นสัญญาแบบเหมารวม (Lumpsum Contract) นั้นปรากฏผู้ชนะ ได้แก่
1) บริษัท Petrofac International (UAE) LLC 2) บริษัท Samsung Engineering Co และ 3) Saipem S.P.A ได้ทำสัญญาจ้างกับ TOP ในปี 2561 ในนามของ The Consortium ซึ่งประกอบไปด้วย
Pss Netherlands B.V (Offshore Contractor) และ UJV-Samsung , Petrofac และ Saipem (Onshore Contractor)
โดยการระบาดของโควิด-19 ในระหว่างปี 2562-2565 ได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานและการก่อสร้างโครงการ CEP ของ UJV-Samsung Petrofac และ Saipem
ดังนั้นคู่สัญญาทั้ง 3 จึงเริ่มเจรจากับ TOP มาตั้งแต่ปี 2564 และเป็นที่มาของการเพิ่มงบประมาณลงทุนในสัญญา EPC อีก 550 ล้านเหรียญ และยังขยายระยะเวลาการส่งมอบโครงการออกไปอีก 2 ปี (จะส่งมอบงานก่อสร้างทั้งหมดภายในปี 2568)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ UJV-Samsung Petrofac และ Saipem ในช่วงของการขยายระยะเวลาส่งมอบโครงการก็คือ “การขาดสภาพคล่อง” และบานปลายไปถึงการ “ค้างจ่ายค่าตอบแทน” กับผู้รับเหมาช่วงของโครงการ CEP ได้แก่
บริษัท One Turn Ten บริษัท EMCO LTD (Thailand) และ บริษัท Thai Fong ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้เป็นผู้รับเหมาช่วงอีกทอดหนึ่งของ บริษัทชิโนเพค เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) ที่เป็นผู้รับเหมาช่วงของ UJV : Unincorporated Hoint Venture of Petrofac South East Asia Pte Ltd Saipem Singapore Ltd และ Samsung E&A (Thailand) คู่สัญญา EPC กับ TOP
ล่าสุด TOP ได้พยายามที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเพื่อให้ โครงการพลังงานสะอาด (CFP) ก่อสร้างสำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ด้วยการยอมให้ UJV-Samsung Petrofac Saipem เรียกเก็บค่าตอบแทนจาก TOP ตามความสำเร็จของงานที่เกิดขึ้นจริงแทนการจ่ายเงินตามการส่งมอบงานในแต่ละส่วนตั้งแต่กลางปี 2563-2567 เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของ UJV หรืออีกนัยหนึ่งก็ด้วยหวังให้ UJV เร่งจ่ายเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระให้กับผู้รับเหมาช่วง Sinopec นั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้างค่าตอบแทนของผู้รับเหมาช่วงที่คาดกันว่า จะอยู่ในวงเงิน 567 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องจับตามองกันต่อไป
แม้ว่าการดำเนินโครงการพลังงานสะอาด CFP จะมีความคืบหน้าไปแล้วมากกว่าร้อยละ 96 ก็ตาม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โครงการแสนล้าน CFP ไทยออยล์ ค่าแรงก่อสร้างทำป่วน วิ่งวุ่นแก้ปัญหา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net