หลังบ้านทรงพลัง ตั้ง FIFO แบบ 7-Eleven
ความสำเร็จของร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven มีหลายกลยุทธ์ที่นำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราได้ โดยเฉพาะในแง่ของการบริหารจัดการวัตถุดิบและการจัดผังร้านที่ดูจะเป็นจุดเด่นมากที่สุด
สังเกตว่าเวลาเดินเข้า 7-Eleven นั่นเราหาสินค้าที่ต้องการได้ไม่ยาก เป็นวิธีการจัดผังร้านแบบ “Grid” ที่มีลักษณะการจัดวางที่เป็นแบบล็อกๆ และเดินเชื่อมต่อถึงกันได้หมด
และหากสังเกตให้ลึกลงไปอีกจะพบว่า7-Eleven ทุกสาขา จะวางตู้น้ำดื่มซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง ไว้บริเวณข้างในสุด ก่อนที่ลูกค้าจะเดินเข้าไปถึงด้านในก็ต้องผ่านสินค้าอื่นๆ ที่จัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ เพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดีเคล็ดลับในการบริหารจัดการของ 7-Eleven ไม่ได้มีแค่นั้น อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก คือ “First In First Out” หรือ FIFO ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้จัดการด้านวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการของแนวคิดนี้ก็ง่ายๆ คือ “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าล็อตไหน ที่ได้สั่งซื้อเข้ามาก่อน ให้นำออกไปจำหน่ายก่อน เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือ “ตู้แช่เครื่องดื่ม”
ใน 7-Eleven ทุกครั้งที่มีลูกค้าหยิบเอาสินค้าออกไป สินค้าตัวใหม่ก็จะเลื่อนมาแทนที่ โดยวิธีการนี้ออกแบบให้พนักงานคอยเติมสินค้าใหม่อยู่ด้านหลังตู้อย่างต่อเนื่อง
ถามว่าวิธีนี้มีข้อดีอย่างไร?
1️.ทำให้บริการจัดการสต็อคได้ง่ายรู้ว่าสินค้าชิ้นไหนมาก่อนมาหลัง ลูกค้าจะได้สินค้าที่ไม่ค้างสต็อค
2️.จัดเก็บสินค้าได้อย่างเป็นระบบ เพิ่มความสะดวกในการหยิบสินค้า และเช็กสต็อกสินค้า
3️.ทราบมูลค่าของสินค้าคงคลังได้ง่ายขึ้น โดยสังเกตจากจำนวนเงินที่ถูกหักออกไปจากคลังสินค้า เทียบกับจำนวนที่ได้รับเข้ามา ซึ่งทั้งสองจะแปรผันตรงกัน ง่ายต่อการนำข้อมูลมาทำบัญชี
และยิ่งไปกว่านั้น FIFO ยังนำไปใช้คิด “ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น” ของสินค้าและวัตถุดิบ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น
สินค้าล็อตแรกสั่งมา 100 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 20 บาท สินค้าล็อตที่ 2 สั่งมา 100 ชิ้นต้นทุนชิ้นละ 50 บาท
- ถ้าขายสินค้าล็อตที่ 1 และ 2 หมด
- ต้นทุนคือ 100 x 20 = 2,000 บาท บวกกับ 100 x 50 = 5,000 บาท
- จะเป็นต้นทุนรวม 7,000 บาท
- หารด้วยจำนวนสินค้า 200 ชิ้น เฉลี่ยแล้วต้นทุนชิ้นละ 35 บาท
ซึ่งการคิดต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นแบบ FIFO ในแต่ละช่วงเวลา ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับจำนวนการขาย ปริมาณการขายในแต่ละวัน ก็มีผลต่อการคิดคำนวณต้นทุนกำไร สามารถนำไปปรับใช้กับร้านอาหารที่มีการเข้าออกของวัตถุดิบอย่าง เนื้อหมู ,เนื้อปลา ,ไข่ไก่ , ผักสด อยู่ตลอดเวลา
และหากเป็นการค้าปลีกในชุมชนหรือร้านโชห่วยนอกจากจะเอากลยุทธ์ FIFO ไปปรับใช้ ยังมีอีกวิธีที่ควรนำไปใช้คู่กันคือ กฎ 80/20 ของ Pareto ที่ให้แบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มคือ สินค้าขายดี สินค้าขายได้ปานกลาง และสินค้าขายได้น้อยใส่คำบรรยายภาพ
หลังจากแบ่งประเภทสินค้าได้แล้วให้เรียงบนชั้นวางสินค้า จากบนลงล่าง โดยให้สินค้าขายดีอยู่บนชั้นวางสินค้ามากที่สุด ตามมาด้วยสินค้าขายได้ปานกลาง และวางสินค้าขายได้น้อยในจำนวนที่น้อยที่สุด
และในที่สุดสินค้าที่ขายไม่ดี สุดท้ายก็จะถูกเอาออกไปจากชั้นวาง และทางร้านมีหน้าที่ในการหาสินค้าใหม่ที่ลูกค้าสนใจมากกว่าเข้ามาทดแทน วิธีนี้จะทำให้ มีสินค้าที่ตรงกับความต้องการผู้บริโภคได้มากที่สุด
ในยุคที่การแข่งขันนั้นสูง ยิ่งมีกลุ่มทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจในไทย ก็ทำให้เราต้องยิ่งปรับตัวและพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า การได้เรียนรู้โมเดลความสำเร็จจากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จก็เป็นอีกทางลัดที่ทำให้ธุรกิจเราพร้อมจะเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
รวมข่าวแฟรนไชส์ไทย - www.ThaiFranchiseCenter.com