ฟิทช์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิต PTTGC เป็น “เสถียรภาพ” จากเดิม “ลบ” คาดหนี้ลดต่อเนื่อง
ฟิทช์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิต PTTGC เป็นมี “เสถียรภาพ” จากเดิม “ลบ” คาด EBITDA Net Leverage ลดลงต่ำกว่า 3.5 เท่า ภายในปี 2568 คงเรทติ้งสกุลเงินต่างประเทศ ที่ ‘BBB’ และในประเทศ ที่ ‘AA ’
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ +ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ อันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) + ของบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เป็นแนวโน้มเครดิตมี “เสถียรภาพ” จากแนวโน้ม “ลบ”
นอกจากนี้ ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ ที่ ‘BBB’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ที่ ‘AA(tha)’
ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัท ที่ ‘AA(tha)’
และอันดับเครดิตสากลของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ภายใต้โปรแกรมการออกหุ้นกู้ (Global Medium-term Note Programme) ซึ่งออกโดยบริษัท จีซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด ในฐานะศูนย์บริหารเงินของกลุ่มPTTGC ที่ ‘BBB’ หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะต้องชำระตามกำหนดโดยไม่มีเงื่อนไขและไม่สามารถเพิกถอนได้จากPTTGC
อันดับเครดิตของPTTGC ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่
อันดับเครดิตของPTTGC สะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจของPTTGC ในฐานะบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำในภูมิภาค การที่บริษัทฯ มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้จากสัญญาการจัดหาวัตถุดิบ และสัญญาซื้อผลิตภัณฑ์ระยะยาวกับบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘BBB+’/‘AAA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ)
อันดับเครดิตของPTTGC ยังสะท้อนถึงอัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ ที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากความผันผวนที่สูงของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีที่บริษัทฯ ดำเนินงานอยู่
การปรับแนวโน้มอันดับเครดิต สะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ว่า หนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ของPTTGC จะยังคงปรับตัวลดลงตาม มาอยู่ระดับต่ำกว่า 3.5 เท่า ภายในปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่ฟิทช์ได้คาดการณ์
“ฟิทช์เชื่อว่า PTTGC มีมาตรการต่างๆ ในการช่วยลดอัตราส่วนหนี้สิน แม้ว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่ฟิทช์คาด”
บริษัทฯ ได้ดำเนินการขยายเทอมการชำระเงินในการซื้อน้ำมันดิบกับบริษัทแม่ เพื่อลดความต้องการในการใช้เงินทุนหมุนเวียน และได้มีการขายทรัพย์สินในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ ไปบ้างแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการขายทรัพย์สินในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ อื่นๆ เพิ่มเติม
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
อัตราส่วนหนี้สินลดลงอย่างต่อเนื่อง : ฟิทช์คาดว่า EBITDA Net Leverage ของPTTGC จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3.5 เท่า ในปี 2568 จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ปรับตัวลดลง
ผู้บริหารของ PTTGC มีความมุ่งมั่นในการลดอัตราส่วนหนี้สิน โดยมีมาตรการต่างๆ เพื่อลดหนี้สิน เช่น การขายทรัพย์สินในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ มาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยให้บริษัทฯ มีความคล่องตัวในการปรับลดอัตราส่วนหนี้สิน ในกรณีที่กำไร และ ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด
กำไรที่ปรับตัวดีขึ้น : ฟิทช์คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจาหน่าย (EBITDA) ของPTTGC น่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2567 (ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท) จากระดับที่ต่ำมากในปี 2566 (2.7 หมื่นล้านบาท) โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากระดับที่ต่ำในปี 2566 โดยธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันน่าจะมีผลประกอบการที่ดี
ฟิทช์คาดว่า EBITDA น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 จากอุปสงค์ และอุปทานในธุรกิจปิโตรเคมีที่มีความสมดุลมากขึ้น ฟิทช์คาดว่าค่าการกลั่นของPTTGC ในปี 2568 จะยังคงอยู่ในระดับที่ดี ที่ประมาณ 5.5-6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์เคมีที่ต่ำ : ฟิทช์คาดว่า ส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี น่าจะยังคงอ่อนแอในปี 2567 แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวเล็กบ้างจากระดับต่ำในปี 2566 เนื่องจาก ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของความต้องการของผู้บริโภคจากประเทศจีน การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ช้าลง และสภาวะกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ จะยังคงกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจีนน่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าในช่วงก่อนการเกิดสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด อย่างน้อยจนถึงปี 2569
ฟิทช์คาดว่ากำลังการผลิตใหม่ในอุตสาหกรรม น่าจะเริ่มลดลงหลังจากปี 2567 ซึ่งน่าจะทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ฟื้นตัวหลังจากนั้น
ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ลดลง : ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของบริษัทฯ จะอยู่ที่ระดับประมาณ 2.0-2.3 หมื่นล้านบาทต่อปี ในปี 2567 และ 2568 เมื่อเปรียบเที่ยบกับ 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2566 ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนในปี 2567 น่าจะปรับตัวลดลง หลังจากที่บริษัทฯ เสร็จสิ้นการก่อสร้างโครงการ Olefins 2 Modification และเริ่มดำเนินการในปี 2566 ฟิทช์คาดว่า PTTGC จะยังคงไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ใหม่ๆ โดยเฉพาะในช่วงสภาวะตลาดยังคงอ่อนแออยู่
การขยายเทอมการชำระเงินช่วยเสริมความคล่องตัวทางการเงิน : ฟิทช์มองว่าการขยายเทอมการชำระเงินในการซื้อวัตถุดิบจาก ปตท.ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ นั้น จะช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินให้กับPTTGC ในการบริหารจัดการอัตราส่วนหนี้สิน PTTGC ได้มีการลดเทอมการชำระเงินดังกล่าวในช่วงปี 2565 เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงกลั่น ฟิทช์คาดว่า PTTGC จะคงการขยายเทอมการชำระเงินดังกล่าวเป็น 90 วัน ในปี 2566-2567 ซึ่งน่าจะช่วยลดความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียน จำนวนประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท
ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการกระจายตัวของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น : การเข้าซื้อกิจการ Allnex สอดคล้องกับกลยุทธ์ของPTTGC ในการเพิ่มการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง และการกระจายธุรกิจไปยังธุรกิจเคมีเกรดพิเศษ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่มีเสถียรภาพมากกว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแบบพื้นฐานในช่วงที่อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากความต้องการของผลิตภัณฑ์ปลายทางมีความผันผวนที่น้อยกว่า
สัดส่วน EBITDA จากผลิตภัณฑ์ Performance Chemicals ของPTTGC จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 22 ในปี 2567 และ ปี 2568 จากระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ซึ่งทำให้สถานะทางธุรกิจปรับตัวดีขึ้น
การผลิตที่ครบวงจรและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ : PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูง ส่งผลให้บริษัทฯ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มากกว่า และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีและน้ำมันอื่นๆ ในประเทศ
นอกจากนี้ PTTGCยังมีความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเนื่องจากวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตโอเลฟินส์ คือก๊าซธรรมชาติซึ่งจัดหาได้จากภายในประเทศ และบริษัทฯ ยังได้รับประโยชน์จากการที่มีสัญญาการจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาวกับ ปตท. ซึ่งช่วยลดความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบได้ PTTGC เป็นบริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่ม ปตท.
แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจาก ปตท. ในระดับปานกลาง : อันดับเครดิตของPTTGC ได้มีการพิจารณารวมถึงการปรับเพิ่มอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัทฯ ที่ ‘bb+’/’a+(tha)’ ซึ่งสะท้อนถึงแรงจูงใจของบริษัทแม่ซึ่งได้แก่ ปตท. ในการให้การสนับสนุน จากความสำคัญทางกลยุทธ์ และความสำคัญทางด้านการดำเนินงานแก่ PTTGC ในระดับปานกลาง ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก
ฟิทช์เชื่อว่าธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น ซึ่ง PTTGCเป็นหนึ่งในบริษัทหลักของธุรกิจนี้ มีความสำคัญด้านกลยุทธ์ต่อ ปตท. นอกจากนี้ PTTGCยังเป็นผู้รับซื้อวัตถุดิบที่เป็นผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรายใหญ่ของ ปตท.
ความผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจ : อันดับเครดิตของบริษัทฯ ถูกลดทอนจากความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ตามวัฎจักรของธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น ความผันผวนของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ ค่าการกลั่น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียน อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อกำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ
นอกจากนี้ PTTGCยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบน้อยแหล่ง เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่มาจาก ปตท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ รับวัตถุดิบส่วนใหญ่จาก ปตท. ได้ถูกบรรเทาลงจากการที่ ปตท. มีอันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในประเทศไทย