STA แนวโน้มผลงานสดใส จับตาปี 68 แจกปันผลทะลุ 9%
หุ้นปันผลสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอหยิบยก STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หนึ่งในหุ้นยางพาราที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลค่อนข้างสูง อีกทั้งผลประกอบการปี 2567 อาจพลิกเป็นกำไรได้ จากประเด็นยาง EUDR และราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น ในขณะที่มูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับไม่แพง
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ราคาหุ้นปัจจุบันของ STA ยังซื้อขายบน PBV เพียง 0.64 เท่า ขณะเดียวกันยังคาดหวังอัตราเงินปันผลตอบแทนได้ราว 7% ต่อปี ซึ่งมองว่าไม่แพง และยังไม่ได้สะท้อนรอบขาขึ้นของธุรกิจทั้งยางพาราและถุงมือยาง
สำหรับการจ่ายปันผลในปี 2456 ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่า STA จ่ายปันผลที่ระดับ 1.50 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ 7.2% และในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะจ่ายปันผลเพิ่มเป็น 2 บาท โดยคิดเป็น Dividend Yield สูงถึง 9.6%
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2567 คาดว่าผลประกอบการจะเร่งตัวขึ้นต่อในไตรมาส 3/67 ทั้งจากธุรกิจยางพาราและธุรกิจถุงมือยาง โดยธุรกิจยางพารา คาดปริมาณขายในไตรมาส 3/67 จะทรงตัวจากไตรมาส 2/67 ที่ระดับราว 3.3 แสนตัน
แม้อาจไม่สูงขึ้น แต่จะชดเชยได้ด้วยราคาขายเฉลี่ยยางที่คาดจะสูงขึ้นเป็น 175 – 180 ดอลลาร์ต่อกิโล จากไตรมาส 2/67 ที่ 168 ดอลลาร์ต่อกิโลก ตามทิศทางของยางตลาด SICOM และจาก Product mix ที่ดีขึ้น จากสัดส่วนการขายยาง EUDR ที่จะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 4.5 – 6.0 หมื่นตัน ซึ่งคิดเป็น 15% ของปริมาณขายรวม
นอกจากนี้บริษัทมีการล็อคคำสั่งซื้อไว้บางส่วนแล้ว และเห็นสัญญาณบวกจากลูกค้านอกเหนือจากยุโรป เช่น สหรัฐ, ญี่ปุ่น, จีน ที่เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามา ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของธุรกิจยางพาราคาดจะสูงขึ้นเป็นราว 11 –12% จากไตรมาส 2/67 ที่ 10.8%
อีกทั้งประเมินว่าแม้กฎ EUDR ยังมีความเสี่ยงที่อาจถูกเลื่อนจากการเรียกร้องของหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทล้อยางทั่วโลกได้เริ่มผลิตยางมาตรฐาน EUDR และแข่งขันกันด้วยการนำเสนอความเป็น EUDR แล้ว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าแม้มีความเสี่ยง แต่ยังคงคาดว่าปริมาณยาง EUDR ของ STA จะสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตยางพารารายอื่นยังทำได้ยาก
ส่วนธุรกิจถุงมือยางของ STGT จะเป็นอีกปัจจัยช่วยเร่งการเติบโตของกำไร STA ในครึ่งหลังปี 2567 จากการกลับมาฟื้นตัวได้แบบ V-Shape โดยคาดว่าปริมาณขายจะสูงขึ้นจากภาพอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว และปัญหาการขนส่งทางเรือที่ดีขึ้น จากแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังที่เร่งตัวขึ้น ทำให้ประมาณการกำไรปี 2567 อยู่ที่ 1,721 ล้านบาท พลิกเป็นบวกจากปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 33.70 บาท