INVX ประเมิน หุ้นไทย พ้นวิกฤติ ตั้งเป้าสิ้นปีแตะ 1,500 จุด แนะหุ้นเด่น BDMS, CPALL, GPSC, HANA, LHHOTEL
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน "หุ้นไทย" ผ่านพ้นวิกฤติแล้ว ชี้ต่างชาติเริ่มกลับซื้อสุทธิ คาดสิ้นปีดัชนีหุ้นไทยแตะ 1,500 จุด แนวโน้ม Q4/67 ยังผันผวนสูง จีดีพีโต 3.5% ชี้เศรษฐกิจและการลงทุนกำลังเปลี่ยนผ่านเข้ายุคใหม่ แนะนำลงทุนด้วยความระมัดระวัง แนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ BDMS CPALL GPSC HANA และ LHHOTEL
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 4/67 ดัชนี หุ้นไทย ได้ผ่านพ้นวิกฤติแล้ว เนื่องจากวิกฤติความเชื่อมั่นคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับไปสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายต่อวัน เพิ่มขึ้นกว่า 30% จากค่าเฉลี่ย 8 เดือนของปี 67 นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่อเนื่อง และทำให้ตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงตลาดหุ้นเพื่อนบ้านมากขึ้น
ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามในไตรมาส 4/67 ประกอบด้วย
- ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวได้และไม่เกิดภาวะถดถอย ตามที่ตลาดกำลังคาดการณ์หรือไม่
- ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก เนื่องจากแนวนโยบายของทั้ง 2 พรรคแตกต่างกัน
- ทิศทางธุรกิจเทคโนโลยีว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
- นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในด้านอื่นๆ ต่อจาก Digital wallet คืออะไร
ทั้งนี้ มีความเห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วง เดือน ส.ค - ก.ย.เนื่องจาก “วิกฤตความเชื่อมั่นคลี่คลาย” ส่งผลให้ราคาหุ้นกลับไปสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายต่อวันเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากค่าเฉลี่ย 8 เดือนของปี 2567นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่อเนื่อง และทำให้ตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงตลาดหุ้นเพื่อนบ้านมากขึ้น
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ดี แม้ในระยะถัดไปประเทศหลักจะเริ่มชะลอลงในลักษณะ soft-landing การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ธนาคารกลางอื่นๆ เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยตาม ช่วยหนุนความน่าสนใจของตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงประเทศไทย ด้านอัตราเงินเฟ้อยังชะลอตัว
อีกทั้งเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานมีแนวโน้มลดลงได้ต่อ จากตลาดน้ำมันที่เริ่มกำลังพลิกเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินจากอุปสงค์ที่ชะลอตัว และอุปทานที่เพิ่มต่อเนื่อง
ทั้งนี้แนะนำให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจและการจ้างงานสหรัฐฯ หลังการลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจของจีนที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายของทางการที่ 5% การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยติดตามมาตรการของรัฐบาลใหม่ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะเป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหวของ SET Index ในระยะถัดไป
ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ในไตรมาส 4 ปี 2567 เศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และการเมืองโลกจะเข้าสู่ยุคใหม่ โดยเศรษฐกิจหลักจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะภาคการผลิต ดอกเบี้ยจะเข้าสู่ยุควัฏจักรขาลงหลังจากเฟดลดดอกเบี้ยเชิงรุก ขณะที่การเมืองโลกจะเปลี่ยนแปลงและผันผวน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ผู้สมัครประธานาธิบดีทั้ง 2 ฝั่งมีนโยบายเศรษฐกิจต่างกัน
ในส่วนของทิศทางเศรษฐกิจโลกนั้น เศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.8% ในปีนี้ น้อยกว่าสหรัฐฯ ที่ขยายตัว 2.3% เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงสู่ 4.8% และญี่ปุ่นจะชะลอลงสู่ 0.0% ด้านเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกชะลอลงจากปัจจัยการเมืองและนโยบายการเงินการคลังตึงตัวอย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบาย Digital Wallet ได้สำเร็จ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 4 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5%
ขณะที่ทั้งปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.5% ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1.0% ในปี 2567 และ 2568 เพื่อสนับสนุนการเติบโต นอกจากนั้นการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทด้วยเช่นกัน
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/67 จะมีความผันผวนสูง โดยประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย จะปรับขึ้นแตะระดับที่ 1,500 จุด ภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 1,550 จุด ในปี 2568
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4/67 มีปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยปัจจัยจากภายนอกที่กดดัน ประกอบด้วย เลือกตั้งสหรัฐ ขณะที่การลดดอกเบี้ยของเฟด จะส่งผลดีต่อตลาดเกิดใหม่ ที่เศรษฐกิจยังเติบโตดีเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ส่วนดอลลาร์ที่อ่อนค่า จะช่วยสนับสนุนให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ และไทย
ด้านปัจจัยภายในประเทศ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการออกนโยบายเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของรัฐบาลใหม่ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้
สำหรับหุ้นเด่น เน้นบริษัทที่ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและได้ประโยชน์จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวด้วยแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และได้ประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เช่น BDMS , CPALL , GPSC , HANA และ LHHOTEL
ขณะที่ หุ้นต่างประเทศ ภายหลังจากเฟดปรับลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจและการจ้างงานที่เริ่มชะลอตัว ในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังมีความน่าสนใจ +โดยแบ่งแยกดังนี้ +
- หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาลง ได้แก่ กลุ่มซ่อมแซมตกแต่งบ้าน HD, LOW
- กลุ่มพลังงานสะอาด FSLR , ENPH
- หุ้นที่มี Valuation ไม่แพงและปันผลสูง VZ , PFE , F และ TGT
- หุ้นเทคโนโลยีที่ผลประกอบการยังมีแนวโน้มดี MSFT , AMD , CRM , PANW และ NVDA
นอกจากตลาดสหรัฐ มองว่าการลงทุนต้องเน้นเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีมากกว่าประเด็นความถูกของการประเมินมูลค่าหุ้น โดยในตลาดยุโรป มองหุ้นที่เน้นไปยังพลังงานสะอาดและได้ Sentiment จากดอกเบี้ยขาลงอย่าง Iberdrola และ Enel ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีเน้นไปที่กลุ่มอิงกับอุตสาหกรรมยานยนต์น้อยอย่าง ASML , SAP
ขณะที่ ตลาดหุ้นจีน ให้เน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมใหม่ อย่าง Chaina Mobile , CATL , CRRC และ SMIC และหุ้นที่มีพื้นฐานดีและแปรผันจากปัจจัยภายนอกน้อย อย่าง BYD , Luxshare , Tencent , Trip.com และ Xiaomi นอกจากนี้ ตลาดหุ้นในเอเชีย ที่มีอัตราการเติบโตได้ดี เช่น FPT , Hon Hai , Infosys , MediaTek , SK Hynix และ TSMC
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่ 📌