โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง ดนตรี คนขี้ยา Britpop Cinema: ภาพยนตร์แบบคนอังกฤษยุค 90s

The Momentum

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 18.21 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2567 เวลา 05.32 น. • THE MOMENTUM

สำหรับโลกดนตรี ข่าวใหญ่ที่น่าจะกระเพื่อมแรงสุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคือข่าว Oasis วงดนตรีบริตป็อปชื่อดัง หวนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังประกาศแยกทางกันแบบไม่สวยนักตั้งแต่ปี 2009 และหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การกลับมาจับมือกันอีกหนของวงเป็นข่าวใหญ่ คือการที่ตัววงส่งอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมดนตรีมหาศาลในช่วงปลายยุค 90s ไล่เรื่อยจนมาถึงรอยต่อระหว่างต้นทศวรรษ 2000s ทั้งหลายๆ คนอาจเคยได้ยินบทเพลงดังอย่าง Wonderwall, Stop Crying Your Heart Out, Live Forever, Champagne Supernovaผ่านหูมาแล้ว ทั้งจากรายการโทรทัศน์, คลื่นวิทยุ หรือแม้แต่แอพลิเคชั่น TikTok

ทั้งนี้ Oasis เป็นวงดนตรีสัญชาติอังกฤษจากเมืองแมนเชสเตอร์ ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1991 ตัวละครหลักและเป็นต้นธารที่ทำให้วงแตกคือสองพี่น้องกัลลาเกอร์สอย่าง โนล กัลลาเกอร์ (Noel Gallagher) พี่ชายที่รับหน้าที่้เป็นคนเขียนเพลง มือกีตาร์ และนักร้องของวงกับ เลียม กัลลาเกอร์ (Liam Gallagher) น้องชายที่ทำหน้าที่ร้องนำ (รวมทั้งบางครั้งก็เขย่าแทมบูรีนด้วย) เมื่อทั้งสองตีกันนัวมาตั้งแต่ในบ้านยันบนเวที โดยเฉพาะเลียมที่ขึ้นชื่อเรื่องหัวร้อน ดื่มแอลกอฮอลหนัก ยังผลให้เขาปะทะคารมกับพี่ชายแท้ๆ บ่อยครั้งจนโนลเคยออกปากว่า "ไอ้เลียมแม่งเหมือนส้อม ในโลกที่มีแต่ซุป"

อย่างไรก็ดี Oasis ส่งผลต่อวัฒนธรรมดนตรีในภาพรวมของอังกฤษ เพราะสมาชิกวงรวมทั้งสองพี่น้องกัลลาเกอร์สเติบโตมาจากชนชั้นแรงงาน บทเพลงของพวกเขาจึงพูดถึงความฝัน ความหวัง และการกระเสือกกระสนไปให้พ้นจากชีวิตที่ยากไร้ รวมทั้งมิตรภาพของคนหนุ่มสาวดังที่ปรากฏในเพลง Definitely Maybeที่โนลเขียน พูดถึงช่วงเวลาของการได้คบค้าสมาคมกับเพื่อนฝูง เฝ้ารอวันสุดสัปดาห์เพื่อจะไปฟังดนตรีจากวงโปรดในผับด้วยกัน

และไม่ใช่ Oasis เพียงวงเดียวที่ฉายภาพเกาะอังกฤษในช่วง 90s เพราะหากถอยออกมามองภาพใหญ่ เวลานั้นเกิดวัฒนธรรมดนตรีบริตป็อป (Britpop) ขึ้นมา กล่าวคือดนตรีที่มีเนื้อหาขบถ, จัดจ้านและเป็นตัวของตัวเอง วงดนตรีที่เป็นหัวเรือใหญ่ของบริตป็อปคือ Oasis, Blur (ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันในยุค 90s ถึงขั้นที่ NME ซึ่งเป็นนิตยสารดนตรีแถวหน้า อุทิศภาพปกนิตยสารฉบับหนึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างวงดนตรีสองวงนี้), Suede และ Pulp ทั้งยังประกาศศักดา (หรือยุคนี้อาจเรียกว่า 'ซอฟต์พาวเวอร์') ความเป็นอังกฤษด้วยการส่งออกดนตรี สำเนียง แฟชั่น และวัฒนธรรมชาวเกาะไปยังโลกภายนอก โดยเฉพาะฝั่งอเมริกาที่ครองตำแหน่งยักษ์ใหญ่ของวงการดนตรีมานานหลายปี

ด้านหนึ่ง หลายคนจึงขนานนามว่าบริตป็อป เป็นแนวดนตรีที่สำแดงให้เห็นถึงสปิริตของช่วงปี 90s ที่มีทั้งเหล้ายา บุหรี่ ความยากจนกับชนชั้น ไล่เรื่อยไปจนถึงเนื้อเพลงที่พร่ำบ่นชีวิตอันเลื่อนลอยไร้สาระ

ทำให้โลกภาพยนตร์อังกฤษก็รับเอาวัฒนธรรมบริตป็อปมาด้วยเช่นกัน กล่าวคือมันมีน้ำเสียงและท่าทีของการปฏิเสธการเล่าเรื่องแบบฮอลลีวูด พูดถึงคนตัวเล็กตัวน้อยกับชนชั้นแรงงาน การใช้ชีวิตภายใต้รัฐบาลอนุรักษนิยม ตัวละครหน้าตายับๆ ใช้ชีวิตเหนื่อยหน่ายตามประสาชนชั้นแรงงาน พวกเขาไม่อินังขังขอบหากจะต้องใช้ความรุนแรง (ทั้งเพื่อแก้ปัญหา หรือในทางกลับกัน คือเพื่อสร้างปัญหา)

หนังที่เป็นเสมือนหัวเรือของตระกูลนี้คือ Trainspotting(1996) ที่ว่าด้วยเด็กหนุ่มชาวสก็อตแลนด์ผู้กระโจนลงส้วมที่ชักโครกที่สุดเพื่อหายามาแก้ความเสี้ยน (อะไรนะ) หนังกำกับโดย แดนนี บอยล์ (Danny Boyle) และส่ง จอห์น ฮอดจ์ (John Hodge) เข้าชิงออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยม โดยหนังเล่าถึงชีวิตบัดซบของ เรนตัน (แสดงโดย ยวน แม็กเกรเกอร์ - ผู้ตะบี้ตะบันลดน้ำหนักไปหลายกิโลกรัมเพื่อรับบทนี้) เด็กหนุ่มติดยาและใช้ชีวิตเมาๆ เรื้อนเนื้อเรื้อนยากับเพื่อนไม่กี่คน

หนึ่งในนั้นคือ ไซมอน หรือซิกบอย (แสดงโดย จอห์นนี ลี มิลเลอร์) หนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาที่คอยหาเฮโรอีนมาปรนเปรอเพื่อนฝูงเสมอ, สปัด (แสดงโดย ยวน เบรมเมอร์) หนุ่มขี้วิตกที่พยายามหางานให้ตัวเองทำหลังอยู่ได้ด้วยสวัสดิการเล็กจ้อยจากรัฐ, เบ็กบี (แสดงโดย โรเบิร์ต คาร์ไลล์) เพื่อนรุ่นพี่หัวรุนแรงและทอมมี (แสดงโดย เควิน แม็กคิดด์) หนุ่มนิสัยดีที่ปฏิเสธยาเสพติดทุกชนิด ก่อนที่ชีวิตพวกเขาจะดิ่งลงเหวจากเฮโรอีนและความบ้าคลั่งของสภาพเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของสก็อตแลนด์

หนังเก็บบรรยากาศของความเป็น 'บริตป็อป' ได้หมดจด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน วันๆ ของเด็กหนุ่มเหล่านี้หมดไปกับการเตะฟุตบอลเล่นกันในสนามเล็กแคบ เฉอะแฉะมีแต่โคลนเลน รวมทั้งการนั่งมองรถไฟแล่นผ่านสายตาไปอย่างเฉื่อยชา เพราะพวกเขาไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไร

พวกเขาเกลียดชังประเทศ (ดังที่เรนตันสบถว่า สก็อตแลนด์ก็เป็นได้แค่ลูกกระจ๊อกของอังกฤษ) เกลียดชังสภาพสังคม เกลียดชังชีวิตตัวเอง และพร้อมกันนี้ก็เคว้งคว้างหาทางออกไม่ได้ มันจึงกลายเป็นหนังที่ให้ภาพมวลบรรยากาศของความขมขื่น และต่อต้านของคนหนุ่มสาวไปพร้อมๆ กัน (อย่างไรก็ดี แดนนี บอยล์เคยพยายามติดต่อวง Oasis ให้มาทำเพลง แต่โนล กัลลาเกอร์เห็นชื่อหนังแล้วนึกว่าเป็นหนังเกี่ยวกับคนที่จ้องรถไฟตามตัวอักษร จึงปฏิเสธการร่วมงานไปแบบงงๆ)

และหากว่า Trainspottingคือตัวแทนฝั่งสก็อตแลนด์ ฝั่งเวลส์ก็ขอส่ง Human Traffic(1999) หนังคัลต์ร่วมทุนสร้างสองสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-ไอร์แลนด์) กำกับโดย จัสติน เคอร์ริแกน (Justin Kerrigan) โดยเป็นหนังข้ามพ้นวัยที่พูดถึงเหล้า ยา เซ็กซ์ และคลับ เคอร์ริแกนพาคนดูไปรู้จักกับหนุ่มสาว 5 คนที่ออกเดินทางไปเที่ยวย่านคาร์ดิฟฟ์ช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหลีกหนีชีวิตอันจำเจประจำวัน ก่อนจะสำรวจเงื่อนปมชวนปวดหัวต่างๆ ที่พวกเขากำลังเผชิญ

จิปป์ (แสดงโดย จอห์น ซิมม์) ชายหนุ่มที่วิตกกังวลเรื่องความสัมพันธ์ที่ ‘ไม่เป็นท่า’ อยู่บ่อยครั้ง, คูป (แสดงโดย ฌอน ปาร์เกส) เฝ้ามองคนรักของตัวเองที่ร่าเริงและสุขใจด้วยความทุกข์ระทมเพราะเป็นอย่างเธอไม่ได้, นีนา (แสดงโดย นิโคลา เรย์โนลด์ส) ถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงานและเรียกร้องอะไรไม่ได้, ลูลู (แสดงโดย ลอร์เรน พิลคิงตัน) เพื่อนสนิท (และอาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย) ของจิปป์ที่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับความสัมพันธ์ชวนยุ่งเหยิงของตัวเอง และม็อฟฟ์ (แสดงโดยแดนนี ดายเออร์) เพื่อนสนิทคนใหม่ของกลุ่มที่มีงานอดิเรกคือการค้ายา (อะไรนะ) ใต้จมูกของพ่อที่เป็นตำรวจ (อะไรนะ!)

จะว่าไปหนังก็หาได้พาคนดูไปเจออะไรมากมายนอก เหนือจากชีวิตสุดสัปดาห์อันแสนวายป่วงของหนุ่มสาวทั้งห้า ที่มีทั้งเหล้า ยา และเซ็กซ์ระเบิดระเบ้อ หากแต่เหนือไปกว่านั้น หนังยังจับจ้องไปยังความเคว้งคว้าง เปลี่ยวเหงาและขื่นขมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตในสังคมที่ไม่เหลืออนาคตให้พวกเขานัก (ข่าวดีของเรื่องนี้คือ เคอร์ริแกนกำลังทำภาคต่อของหนัง แม้จะยังไม่มีกำหนดฉาย แต่ก็ดูเหมือนคนดูจะได้รู้ชะตากรรมวัยผู้ใหญ่ของเจ้าพวกอดีตเด็กหนุ่มสาวสุดห่ามพวกนี้เสียที)

Lock, Stock and Two Smoking Barrels(1998) หนังร่วมทุนสร้างสองสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-สหรัฐอเมริกา) และเป็นหนังยาวเรื่องแรกของ กาย ริชชี (Guy Ritchie) ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่เก็บเอาช่วงเวลาที่เศรษฐกิจในอังกฤษถดถอยรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งไว้ได้ โดยหนังเล่าถึงเพื่อนรักชาวอังกฤษ 4 คนได้แก่ เบคอน (แสดงโดย เจสัน สเตแธม ก่อนหน้าจะกลายเป็นดาวบู๊ชื่อดัง) หนุ่มขี้ขโมยที่วันๆ ไม่คิดอะไรนอกจากการหยิบของติดไม้ติดมือกลับบ้าน, เอ็ดดี (แสดงโดย นิก โมแรน) คนขายของที่ถูกขโมยมาอีกทอด, โซป (แสดงโดย เด็กซ์เตอร์ เฟลตเชอร์) คนครัวใจดี และทอม (แสดงโดย เจสัน เฟรมมิง) ชายที่ติดพนันงอมแงม และหลังจากชีวิตผลักไสให้ต้องไปเป็นหนี้หลายแสนปอนด์ระดับไม่มีปัญญาจ่ายกันแน่ๆ ทั้งสี่จึงหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ด้วยการวางแผนปล้นเงินต่อจากโจร

มองในแง่การเป็นคนทำหนัง ริชชีถือว่าแจ้งเกิดด้วยการทำหนังยาวเรื่องแรกที่มีลายเซ็นตัวเองสูงลิบ ทั้งในแง่เส้นเรื่องวุ่นวายของคนที่พาตัวเองไปเจอเรื่องวายป่วง, การตัดต่อแบบเดือดดาลบ้าคลั่ง หรือต้นเรื่องความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากประเด็นง่ายๆ ชวนเหวอ นอกจากนี้ยังสำรวจสภาพสังคมอังกฤษในยุคนั้นได้อย่างน่าจับตา ผ่านเรื่องราวของคนหนุ่มสาวที่ชีวิตไม่มีที่ไปนัก (พวกเขาวางแผนปล้นเงินจากคนพี้กัญชา) และวาดหวังที่จะได้ร่ำได้รวย ลืมตาอ้าปากอย่างคนอื่นเขาสักที แต่ก็ทำได้แค่ผลักชีวิตไปเจอเรื่องวายป่วงมากกว่าเดิมเท่านั้น

ตามด้วยหนังที่อังกฤษแบบตะโกนอย่าง This Is England(2006) โดย ฌอน เมโดวส์ (Shane Meadows) ที่สำรวจวัฒนธรรมย่อยในอังกฤษอย่างกลุ่มสกินเฮด หรือกลุ่มคนที่ไว้ผมสั้นติดหนังหัว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มคนจากชนชั้นแรงงาน ศูนย์กลางของเรื่องคือ ฌอน (แสดงโดย โธมัส เทอร์กูส - ผู้กลายเป็นขาประจำในหนังแฟรนไชส์ This Is England ภาคต่อๆ ไปด้วย) เด็กชายวัย 12 ปีจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน และใช้ชีวิตเคว้งคว้างไปวันต่อวันหลังจากพ่อเสียชีวิตลง กระทั่งเมื่อเขาได้เจอกับ คอมโบ (แสดงโดย สตีเฟน กราแฮม) ชายหนุ่มหัวรุนแรงที่พาเขาเข้ากลุ่ม เปิดประตูให้ฌอนได้รู้จักกับคนหนุ่มสาวมากหน้าหลายตา ที่ล้วนแล้วแต่แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกัน พูดจาด้วยภาษาเดียวกัน โดยไม่ทันได้รู้ตัวแม้สักนิดว่า คอมโบเพิ่งพาเขาเข้าสู่กลุ่มอนุรักษนิยมหัวรุนแรง และปลูกฝังแนวคิดรักชาติขวาจัดให้เขา

จุดเด่นของ This Is Englandคือการเก็บเอามวลบรรยากาศทางการเมืองของอังกฤษช่วงต้นยุค 80s มาไว้ได้อย่างหมดจด ทั้งความแค้นเคืองของผู้คน ความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อโลก (ฌอนเองก็เสียพ่อไปจากสงคราม) และการก่อตัวถือกำเนิดขึ้นมาของกลุ่มการเมืองฝั่งขวาจัดหัวรุนแรง หนังได้รับความนิยมมากเสียจนมีภาคต่อที่จับจ้องไปยังการเมืองในห้วงเวลาต่างๆ ของอังกฤษ กล่าวคือ This Is England '86(2010), This Is England '88(2011) และ This Is England '90 (2015)

อย่างไรก็ดี หากใครสนใจหนังที่พูดถึงดนตรีบริตป็อปโดยตรง ก็สามารถสำรวจผ่าน Oasis: Supersonic(2016), Blur: Starshaped(1993), Pulp: A Film About Life, Death & Supermarkets (2014) และ Live Forever(2003) ได้เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...