โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สร้างผลงานอย่างไรให้ได้แบบ YEW จากวงอินดี้สู่ปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ครองใจผู้ฟัง

The Momentum

อัพเดต 19 ก.ย 2567 เวลา 16.12 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2567 เวลา 08.38 น. • THE MOMENTUM

ในวันนี้การก้าวมาครองตลาดกระแสหลักของวงอินดี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะด้วยความหลากหลายของดนตรี และการเกิดขึ้นของวงดนตรีหน้าใหม่ราวกับดอกเห็ด การจะมีวงดนตรีสักวงหนึ่งที่โดดเด่นและแตกต่าง จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง วงดังกล่าวนั้นต้อง ‘มีของ’ อยู่ไม่น้อย

วง YEW ถือเป็นอีกหนึ่งวงที่เข้าข่ายกรณีนี้เช่นกัน เพราะนอกจากผลงานที่มีคุณภาพแล้ว สิ่งสำคัญที่ถือเป็น ‘ของ’ ดังกล่าว คือเอกลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจนของพวกเขา ที่แสดงออกผ่านทั้งดนตรี เนื้อเพลง ไปจนถึงปกอัลบั้ม การตั้งชื่อเพลง วิธีการแสดงคอนเสิร์ต รวมถึงการแต่งตัวของพวกเขา ที่วันนี้ใครได้เห็นและฟังจะรู้ได้ทันทีว่า นี่คือวง YEW

น่าสนใจไม่น้อยว่า อะไรอยู่เบื้องหลังวิธีคิดและการทำเพลงของวงดนตรีวงนี้ ดังนั้นวันที่ The Momentum ได้พูดคุยกับสมาชิกทั้ง 4 คน ทั้ง ทิ้ว-ปรัชญ์ ปานพลอย (ร้องนำ), แดน-นรุตม์ จุฑาศานต์ (กีตาร์), พี-วรพัทธ์ การะเกตุ (กีตาร์) และทรัพย์-สหธรรม เมฆแดง (กลอง) ถึงการเดินทางตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่พวกเขาจะเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกอย่าง ‘SEASONS - YEW THE FIRST CONCERT’ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน 2567 ที่จะถึงนี้

อะไรที่นำไปสู่การรวมตัวของพวกคุณ จนนำไปสู่วงดนตรีที่ชื่อว่า YEW

นรุตม์:ถ้าได้รวมวงกันจริงๆ ก็ตอนปี 2017 ตอนนั้นประเทศไทยเขาใช้คำว่า อยู่ในยุคที่ ‘เพลงอินดี้’ กำลังเป็นที่นิยม ดนตรีแนวโพสต์ร็อก (Post Rock) กำลังเป็นที่รู้จักในวงการ ตอนนั้นพวกเราเป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาที่มีกิจกรรมคณะให้เด็กปีหนึ่งฟอร์มวงดนตรีไปแสดงโชว์

ปรัชญ์:การมารวมกันตอนนั้นก็ประหลาดอยู่นะ เพราะทุกคนในวงฟังเพลงแทบไม่เหมือนกันเลย

นรุตม์:อย่างตอนนั้นผมก็ฟังเพลงไทยอินดี้ป็อป ชอบฟังวง Sqweez Animal ชอบ Solitude Is Bliss หรือถ้าเป็นฝั่งต่างประเทศจะชอบวง Foals หรือวงร็อกญี่ปุ่นไปเลย

สหธรรม:ช่วงนั้นผมยังได้รับอิทธิพลมาจากเพลงที่ฟังสมัยมัธยมบ้าง ซึ่งเป็นเพลงในกระแสทั่วไป แต่พอเข้ามาเรียนดุริยางค์ สังคมก็หล่อหลอม เพราะเพื่อนมีเพลงฟังกันเยอะ เลยฟังตามจนได้ฟังหลากหลายแนว

วรพัทธ์:ผมเหมือนกันที่ถูกสังคมหล่อหลอม เพราะตอนแรกก็แทบไม่ได้ฟังเพลงนอกกระแสเลย แต่ด้วยช่วงเวลานั้นที่ดนตรีมันหลากหลายขึ้น ได้เจอคนใหม่ๆ เราเลยได้ฟังเพลงกว้างมากขึ้น

อีกเรื่องคือผมจำได้ว่า ตอนนั้นมีเหตุการณ์ต้องเลือกระหว่างจะไปเล่นดนตรีกับอีกวงหรืออยู่กับ YEW แต่สุดท้ายผมใช้วิธีการคือ ถ้าผมไปซื้อเอฟเฟกต์กีตาร์ชิ้นหนึ่งมา จะใช้เล่นดนตรีกับวงไหนได้มากที่สุด สุดท้ายคำตอบคือ YEW ผมเลยได้มาเป็นส่วนหนึ่งของวง

ปรัชญ์: จริงๆ เราคุยกันว่า จะฟอร์มวงกันแค่ตอนเล่นงานในคณะแล้วแยกย้ายกันไป แต่ท้ายที่สุดแล้ว รู้สึกว่าหลายคนมีแพสชันที่จะทำเพลงของตัวเอง และความสนใจมันก็ไปในทางเดียวกัน มีความเชื่อคล้ายกัน เลยไปด้วยกันต่อได้

หากให้นิยามแนวเพลงของ YEW พวกคุณจะอธิบายว่าอย่างไร

นรุตม์:รู้สึกว่าตอบแบบอย่างมั่นใจไม่ได้ ไม่มีคำจำกัดความเฉพาะขนาดนั้น แต่ถ้าให้เรียกรวมๆ ก็อาจใช้คำว่าอัลเทอร์เนทีฟ (Alternative) ก็ได้

ปรัชญ์: เพราะการเดินทางของเราตั้งแต่ Ep แรกจนถึงอัลบั้มเต็ม มันก็ค่อนข้างหลากหลายมาก ดังนั้นใช้คำว่า เป็นวงดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟดีกว่า

เพลงลมที่ลาถือเป็นหนึ่งเพลงที่ทำให้คนรู้จัก YEW ช่วยเล่าที่มาของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ปรัชญ์:‘หมดเวลาของเราแล้ว ไม่มีใครปลอบเธอแล้ว’ เนื้อเพลงนี้แต่งมาตั้งแต่ตอนผมอยู่สมัยมัธยมปลาย หมดเวลาในที่นี้เลยหมายถึงการที่เราต้องแยกย้ายกับเพื่อนไปเติบโตอะไรทำนองนี้ แต่ก็ไม่ได้มาทำเป็นเพลงให้สมบูรณ์ จนพอได้อยู่กับ YEW ก็หยิบเพลงนี้ขึ้นมาทำใหม่ เพราะได้ไอเดีย การเปรียบเทียบคนเรากับสายลมตามฤดูกาลที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เลยเอาเพลงนี้มาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคน

รวมถึงเพลงจะมอบความรักเช่นกัน ที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเพลงชาติของวง YEW ไปแล้ว

ปรัชญ์:ผมว่ามันเป็นเพลงที่มีเรื่องราว ปกติเพลงเศร้าหรือเพลงรักทั่วไป อาจจะเศร้าทั้งเพลงหรือรักทั้งเพลง แต่จะมอบความรักมันมีความเป็นหนัง เพราะมันเกิดการหักมุมขึ้นในระหว่างเพลง

การเล่าถึงเรื่องราวของคนที่กำลังมีความสุขมากๆ แต่มีอะไรที่ไม่สามารถควบคุมได้ทำลายความสุขนั้นลงไป ซึ่งความขัดแย้งตรงนี้เอง อาจทำให้มันเป็นเพลงที่สร้างอารมณ์รุนแรง ให้คนรู้สึกร่วมกับเพลงได้

แล้วหากพูดถึงการทำงานในรูปแบบอัลบั้มบ้าง ใน Ep nothing is unfamiliar and strangeมีความแตกต่างจากทำเป็นซิงเกิลไหม

ปรัชญ์:สำหรับผมคือ การก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของการทําเพลง

นรุตม์:จาก Ep แรกที่ชื่อว่า everything is unfamiliar and strangeตอนนั้นเป็นการทําครั้งแรก เราเลยตีความว่า ทุกอย่างมันดูแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคยไปหมด แต่ว่าพอมา Ep ที่ 2 เราเริ่มรู้สึกว่า จริงๆ ไม่ต้องคิดก็ได้นะว่าเราจะทําแนวอะไร เลยใช้คําว่า Nothing ก็คือมันไม่มีอะไรที่แปลกใหม่หรือไม่คุ้นเคยสำหรับเราแล้ว

ซึ่งยังเป็นคอนเซปต์เดิมอยู่ แค่เราสามารถตอบตัวเองได้แล้วว่า เราจะไม่กําหนดแนวเพลงแล้ว อยากจะทำแนวไหนก็ทำ

ในอัลบั้มครบรอบ 7 ปี Rainbow Landscapeมีความพิเศษอย่างไรบ้าง

ปรัชญ์:ผมคิดว่า อัลบั้มนี้เป็นเหมือนคำตอบสำหรับคนที่สงสัยว่า YEW มีแนวเพลงเป็นแบบไหน เราจะแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของเพลงตลอด 7 ปีที่ผ่านมา พวกเราต้องการสื่อให้คนฟัง ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียง หรือว่าเนื้อหาของเพลง

ซึ่งคิดว่า น่าจะทําให้คนเข้าใจความเป็น YEW และการเดินทางที่มาถึงในแชปเตอร์นี้ของวง

ทำไม YEW ถึงเป็นวงที่มักตั้งชื่อเพลงโดยมีธรรมชาติประกอบ เช่น ลม เมฆ ดาว หรือพระจันทร์

ปรัชญ์:ตอนเด็กๆ ผมโตมากับหนังสือของพี่เอ๋ นิ้วกลม (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์) อ่านหนังสือเขาเยอะมาก ดังนั้นผมจะมีวิธีการเอาคำที่มันอาจไม่ตรงกับความหมายนั้นโดยตรง แต่พอจะสื่อหรือรู้สึกถึงมัน มาลองประยุกต์กับการแต่งชื่อเพลงดู

ความหลากหลายทั้งเพลงเศร้าและสุขของ YEW พวกคุณได้แรงบัลดาลใจจากไหน

ปรัชญ์:ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนจะบอกว่า อ่านหนังสือแล้วชอบอะไรก็ค่อยมาต่อยอดใช่ไหม แต่สมัยนี้ การมีโซเชียลมีเดียทำให้เราเกิดคําถามต่อจากเรื่องที่ได้อ่านมาว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะฉะนั้นเลยนำไอเดียจากที่เราอ่านมาต่อยอดได้

รวมถึงในหนัง ซีรีส์ และเรื่องราวรอบตัวเราด้วยนะ อย่างเช่นเพลง Moonผมก็ได้ไอเดียมาจากเวลาคนเขาเดินจีบกันริมถนนตอนกลางคืน ต้องมีใครสักคนเอ่ยขึ้นมาว่า พระจันทร์คืนนี้สวยจัง เป็นแบบนี้ตลอดเลยไม่รู้ทำไม ผมเลยเอาเรื่องนี้มาต่อยอด กลายเป็นเพลง Moonขึ้นมา

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือปกอัลบั้มของ YEW ที่เป็นภาพวาด มีวิธีออกแบบอย่างไร

นรุตม์:ผมให้ความสำคัญกับภาพปกอัลบั้มที่ไม่ใช่แค่การถ่ายรูปหรือทำกราฟิก แต่อยากให้งานวิจิตรศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะในแขนงอื่น เกื้อกูลไปด้วยกันกับงานดนตรีของพวกเรา เลยตัดสินใจใช้ภาพวาดเป็นปกในซิงเกิลต่างๆ รวมถึงอัลบั้ม

ยกตัวอย่าง ถ้าพูดถึงปก Ep ใน nothing is unfamiliar and strangeศิลปินที่วาดคือ Palim เราจะส่งเพลงในอัลบั้มให้ศิลปินลองฟังแล้วตีความออกมา ส่วนวิธีการคัดเลือกศิลปินก็มาจากพวกเราที่ไปดูงานของพวกเขาก่อน แล้วใช้ความรู้สึกในการเลือกว่า ผลงานของเขามันเข้ากับเพลงพวกเราไหม

หากพูดถึงคอนเสิร์ตครั้งแรกของ YEW วันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ปรัชญ์:ตื่นเต้น และพลังเหลือล้นกันมาก

สหธรรม:จำได้ว่าเล่นที่ TK Park เป็นที่แรก

ปรัชญ์:เหมือนว่าเป็นโปรเจกต์ที่เล่นที่งานดนตรีด้วยกันที่แรก ตอนนั้นเล่นก่อนวง Moving and Cut ด้วย ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ มีอะไรจัดเต็ม มีอะไรใส่หมด พอกลับมาดูคลิปตัวเองก็ตลกดี เพราะตอนแรกเป็นเพลงช้า แต่พอจบเพลงกลายเพลงเร็วแทน (หัวเราะ)

แล้วก็เป็นงานที่ได้เจอคนฟัง เป็นครั้งแรกด้วยที่ได้เห็นคนที่ชื่นชอบในผลงานของเรา

ในการแสดงคอนเสิร์ตมีความแตกต่างจากการทำเพลงในสตูดิโอขนาดไหน

นรุตม์:ปกติในพาร์ตอื่นของการเป็นศิลปินมันคือการทําเพลง อยู่กับเครื่องดนตรี อยู่กับสมาชิกในวง แต่พอไปเล่นคอนเสิร์ตเราได้เจอแฟนเพลง มันเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง คือเราเองได้ปล่อยของ คนดูก็ได้รับพลังงานที่ส่งไป มันเลยเป็นมวลความสุขที่จะไม่เกิดขึ้นในสตูดิโอเลย ต้องมาหาในคอนเสิร์ตเท่านั้น

ปรัชญ์:ในด้านดนตรี จริงๆ ทุนเดิมสายเลือดเรามีความเป็นวงร็อก ดังนั้นในอัลบั้มที่มันมีความอะคูสติก (Acoustic) เช่น Pauley & Jeenพอต้องนำมาแสดงสด ก็จะทำให้มันมีจังหวะเร้าใจขึ้น มีความดุดันขึ้น ผมคิดว่าหลายคนน่าจะรู้สึกว่า ในเพลงกับตอนแสดงจริงมีความต่างกันค่อนข้างชัดเจน เพราะเราตั้งใจตีความ Live Show เป็นคนละแบบกับ Audio อยู่แล้ว

นรุตม์:เพราะใน Audio Track จะเป็นเพลงที่เอาไว้เปิดฟัง ดังนั้นเราเลยทำให้มีความนุ่มนวล ฟังสบาย แต่พอเป็นในคอนเสิร์ต เรารู้สึกว่า ต้องทําให้มันมีพลังมากขึ้น

สำหรับพวกคุณ ความประทับใจในการเล่นคอนเสิร์ตคืออะไร

ปรัชญ์:หลักๆ คือคนดู เพราะเราได้เห็นเขาตั้งแต่ตอนที่เขามาแรกๆ มาจนถึงทุกวันนี้ที่เขายังอยู่กับเรา หรือแม้แต่ตอนที่เราเล่นเพลงบางเพลงแล้วคิดว่าคนอาจจะไม่รู้จัก ไม่น่าจะร้องตามได้ แต่เขาก็ร้องตามกันได้ มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรามีความสุขกันมาก

แล้วใน ‘SEASONS - YEW THE FIRST CONCERT’ คอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะมาถึง จะมีความแตกต่างจากคอนเสิร์ตอื่นอย่างไร

วรพัทธ์:ปกติเวลาเราไปเล่นข้างนอกจะเล่นได้แค่ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก็จะไม่สามารถเล่นได้ครบทุกเพลง แต่คราวนี้เรามีเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ทำให้เล่นทุกเพลงที่เรามีทั้งหมดได้

มันเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ เราก็เรียงเรื่องราวและอารมณ์ของการแสดงในแบบที่เราตั้งใจจะสื่อสารกับคนดูออกไปได้อย่างเต็มที่

หากสังเกตอัลบั้มของ YEW จะเห็นว่า แต่ละเพลงมันจะมีสีและมีอารมณ์ที่ชัดเจนมาก ถ้าได้มาดูที่คอนเสิร์ตใหญ่ ก็จะมีวิชวล (Visual) ช่วยให้คนดูมองเห็นอารมณ์ของเพลงเราชัดขึ้นด้วย

ในวันนี้ YEW ถือเป็นอีกหนึ่งวงประสบความสำเร็จในต่างประเทศ คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้

นรุตม์:ผมว่าเพลงเป็นหลัก สุดท้ายแล้วถ้าเพลงเราไม่ได้ดี มันก็ไม่ได้ถูกพูดถึงต่อ

จริงๆ ภาษาก็เกี่ยว แต่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น เพราะคนฟังดนตรีต่อให้ไม่เข้าใจภาษา เขาก็ฟังดนตรี ฟังเมโลดี้ เหมือนที่เราฟังเพลงเกาหลีหรือญี่ปุ่นกัน แต่ว่าถ้าจะให้มันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็เป็นภาษาอังกฤษก็ดี

หากมองย้อนกลับไปที่เป้าหมายแรกของวง YEW พวกคุณมองว่า วันนี้มันสำเร็จแล้วหรือยัง

นรุตม์:เป้าหมายแรกผมว่าสำเร็จแล้ว กับการอยากเล่นที่ PLAY YARD by Studio Bar ถึงแม้จะปิดไปแล้วก็ตาม

ปรัชญ์:(หัวเราะ) จำได้ว่า ตอนนั้นอย่างน้อยขออยู่ในไลน์อัปประจําสัปดาห์ของร้าน ซึ่งก็เป็นจุดที่สำเร็จแล้ว

แต่ถ้าพูดถึงทุกวันนี้ เป้าหมายก็เปลี่ยนไป มันเติบโตไปพร้อมกับเรา แล้วมันก็ค่อยๆ สำเร็จไปทีละเรื่อง ทีละขั้น

ดังนั้นเราอาจจะไม่ได้มีเป้าหมายสำคัญในแต่ละช่วงเวลา แต่ว่าก็พยายามตั้งอะไรบางอย่างขึ้นมาให้วงได้ก้าวข้ามไปเรื่อยๆ สำหรับตอนนี้ก็คือคอนเสิร์ตใหญ่ ที่วันนี้ทุกคนทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้แล้ว แต่อนาคตหลังจากนี้ การได้ร่วมงานกับศิลปินคนอื่น หรือการที่จะไปเติบโตในเมืองนอก ก็นับเป็นสิ่งใหม่ที่อยากจะไปให้ถึง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...