‘ฮ่องเต้อัปยศ กับ จอมยุทธ์รักชาติ’ อ่านมังกรหยก นิยายหลังม่านนิวเคลียร์ ในวาระ 100 ปี กิมย้ง
รัชกาลเจ๋ง-คัง คือ หน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของจีนที่ถือว่าอัปยศที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ฮ่องเต้ถูกชนเผ่าทางเหนือ (ที่พวกเขามักปรามาสเสมอว่าเป็น ‘คนเถื่อนนอกกำแพง’) จับตัวไปเป็นตัวประกัน ชาวฮั่นยังสูญเสียดินแดนตอนเหนือให้กับกิมก๊ก ทำให้ต้องถอยร่นไปสร้างอาณาจักรอยู่ทางใต้ซึ่งรู้จักกันในนามราชวงศ์ซ่งใต้ ขณะเดียวกันพวกมองโกลเองก็กำลังจะสั่งสมกำลังเพื่อขยายอำนาจ
นิยาย มังกรหยก หรือ จอมยุทธ์ยิงอินทรี หรือ ก๊วยเจ๋งยอดวีรบุรุษ ถูกแต่งขึ้นมาโดย ‘กิมย้ง’ แต่แรกนั้นตีพิมพ์ใน Hong Kong Commercial Daily สุดสัปดาห์ ระหว่างปี 1957-1959[1] ก่อนจะมีการรวมเล่ม วิธีการนี้ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสได้รับรู้เสียงตอบรับของผู้อ่านเป็นระยะ กิมย้ง ผู้ประพันธ์ได้ระบุไว้เองว่า ผลงานของเขานั้นเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 1955-1972 มีนวนิยายเรื่องยาว 12 เรื่อง ขนาดกลาง 2 เรื่อง ขนาดสั้น 1 เรื่อง บันทึกบุคคลในประวัติศาสตร์อีก 1 เรื่อง และบทความอ้างอิงทางประวัติศาสตร์บางส่วน การพิมพ์ครั้งแรกมักจะเป็นการตีพิมพ์แบบ ‘ละเมิดลิขสิทธิ์’ ต้องเป็นฉบับปรับปรุงแก้ไขถึงจะทำสัญญาและจ่ายค่าลิขสิทธิ์กัน[2]
การวางโครงเรื่องมังกรหยกให้ทับซ้อนกับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ทำให้นิยายกำลังภายในมีมิติมากขึ้น คำถามคือ เหตุใดจึงใช้ช่วงอัปยศเจ๋ง-คัง ทำไมไม่เลือกตอนก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถัง หรือราชวงศ์หมิง อันเป็นช่วงที่ชาวจีนภาคภูมิใจ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าในช่วงดังกล่าว เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถเอาชนะก๊กมินตั๋งและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ในปี 1949 สงครามเกาหลีปะทุขึ้นในปี1950-1953 และสตาลินเสียชีวิตเมื่อปี 1953 ซึ่งทำให้ครุสชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตขณะนั้นได้เปลี่ยนนโยบายเพื่อเพิกถอนสิ่งที่สตาลินทำไว้ที่เรียกว่า de-Stalinization[3] ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สตาลิน ทั้งในฐานะการสร้างลัทธิบูชาบุคคลและการวิพากษ์การปราบปรามศัตรูทางการเมือง โดยปรากฏในปาฐกถาที่ชื่อ On the Cult of Personality and Its Consequence เมื่อปี 1956[4]
อีกเหตุการณ์สำคัญคือเกิดความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตและจีนในเวลาต่อมา ทั้งที่เคยเป็นมหาอำนาจในฝั่งเดียวกัน ท่ามกลางการครองอำนาจมาอย่างยาวนานของประธานเหมา เจ๋อตง ขณะนั้น ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมืองที่รัฐจีนยังมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ไม่ว่าจะเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวันที่นำโดยเจียง ไคเช็ก จีนฮ่องกงซึ่งอยู่ในแถบเอเชียตะวันออก นอกจากนั้นยังมีสิงคโปร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชาวจีนเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ ขณะที่จีนพลัดถิ่นอีกจำนวนมากที่กระจายตัวอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มลังเลว่าจะกลับไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนที่จากมาหรือไม่ หลังจากที่คอมมิวนิสต์ยึดครองแผ่นดินใหญ่ได้แล้ว จีนจึงอยู่ในสภาพที่การเมืองผันผวนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากศัตรูทางอุดมการณ์อย่างสหรัฐอเมริกา (ก่อนที่จะเดินเกมทางการทูตด้วยการส่งนิกสันมาจับมือกับเหมาเจ๋อตงในปี 1972[5]) แล้ว สหภาพโซเวียตเองก็ดูจะเริ่มมีความไม่แน่นอนในสถานะอดีตพันธมิตรกัน
ตามท้องเรื่อง กิมย้งได้ยกพื้นหลังของจีนในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ (1127-1279) อันเป็นช่วงที่จีนถูกรุกรานจากชาวจิน (บรรพบุรุษของแมนจู) จนถูกยึดครองเมืองหลวงอย่างไคฟง รวมไปถึงการจับกุมฮ่องเต้ และอดีตฮ่องเต้อย่างซ่งฉินจง (ช่วงที่ซ่งฉินจงครองราชย์มีชื่อยุคว่า รัชศกจิ้งคัง หรือเจ๋งคัง) เรียกได้ว่า ตอนเหนือถูกยึดครองโดยอาณาจักรจิน หรือกิมก๊ก ขณะที่เผ่ามองโกลโดยเจงกิสข่านก็กำลังสร้างกองทัพ รัฐ และขยายดินแดนของตน ราชสำนักซ่งได้ก่อตั้งขึ้นใหม่ทางตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้ซ่งเกาจงเองก็ไม่ได้พยายามทวงคืนอาณาจักรตอนเหนือ ทั้งยังทำสัญญากับกิมก๊ก นอกจากนั้นยังจัดการวีรบุรุษทางการทหารอย่างงักฮุย หรือเยว่เฟย[6]
ประวัติศาสตร์ทั้งสองมิติจึงซ้อนกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมิติของเวลาที่กิมย้งเขียนมังกรหยก และมิติของเวลาที่เป็นฉากหลังของมังกรหยก ‘กิมย้ง’ หรือชื่อจริง จา เหลียงยง เกิดในจีนแผ่นดินใหญ่ มณฑลเจ้อเจียง เมื่อปี 1924[7] เขามีโอกาสร่ำเรียนมหาวิทยาลัยที่แผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1947 ได้ทำงานเป็นนักข่าวที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งในปี 1948 เขาได้งานที่ในสำนักงานหนังสือพิมพ์ที่ฮ่องกง ก่อนที่จีนคอมมิวนิสต์จะเอาชนะก๊กมินตั๋งได้ แม้ว่าเขาจะหลีกพ้นความวุ่นวายทางการเมืองไปได้ แต่พ่อของเขาต้องสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จึงถูกประหารในต้นทศวรรษ 1950 บ้านและที่ดินก็ถูกยึดไปเป็นของรัฐ กิมย้งจึงเปรียบเสมือนเป็นลูกจีนพลัดถิ่นเกิดจากแผ่นดินแม่ เช่นเดียวกับลูกหลานจีนจำนวนมากในขณะนั้นที่จากถิ่นเกิดไปอยู่ในดินแดนต่างๆ
ตัวละครในมังกรหยก ประกอบด้วยผู้คนอันหลากหลาย โดยมีชาวฮั่นเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ฝ่ายตัวร้ายที่ชัดเจนก็คือ ชาวกิมก๊กที่เป็นเจ้าของอาณาจักรที่ยึดครองดินแดนของชาวฮั่นไป ส่วนมองโกลก็เป็นดินแดนขนาดย่อมที่ยังไม่มีอำนาจบารมีมากนักเฉพาะในมังกรหยกภาคนี้
ในเชิงภูมิศาสตร์ยังมีตัวละครที่มีฉายาประจำทิศ แต่ละทิศยังสะท้อนถึงความรู้-ความเชื่อเรื่องธาตุประจำทิศที่ส่งผลต่อการข่มระหว่างธาตุต่างๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาจกอุดร อั้งชิกกง, มารบูรพา อึ้งเอี๊ยะซือ, พิษประจิม อาวเอี๊ยงฮง และราชันย์ทักษิณ ต้วนตี่เฮง (ต่อมาเป็น อิดเต็งไต้ซือ) ตรงกลางคือ เฮ้งเตงเอี๊ยง เจ้าสำนักช้วนจินก่า ผู้ที่มีวรยุทธ์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดคือ จอมยุทธ์ฝีมือกล้าแข็งที่ได้ชุมนุมวิจารณ์กระบี่กัน โดยธาตุแล้ว ทิศใต้-ธาตุไฟ ข่มทิศตะวันตก-ธาตุทอง นั่นหมายถึงต้วนตี่เฮง ข่มอาวเอี๊ยงฮงอยู่ในที ดังที่กล่าวว่า “อัคคีทักษิณข่มทองประจิม ราชันทักษิณยิ่งเป็นดาวข่มของเฒ่าพิษอ้าวเอี้ยงฮง” [8]
นอกจากนั้น ตัวละครและบางองค์กรก็มีภาพซ้อนทับยุคสมัยของผู้แต่งอยู่ด้วย อย่างกรณียาจกอุดร อั้งชิก กง เป็นหัวหน้าพรรคกระยาจกซึ่งเป็นพรรคของสามัญชนจากทั่วหล้า ทำให้เรากระหวัดไปถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีความขัดแย้งในพรรคแบ่งเป็น 2 กลุ่มนั่นคือ ‘ฝ่ายเสื้อสกปรก’ กับ ‘ฝ่ายเสื้อสะอาด’[9] ฝ่ายเสื้อสะอาดนั้นเดิมเป็นชาวยุทธจักรที่เลื่อมใสจึงเข้าสังกัดพรรค มิได้เป็นขอทาน ส่วนฝ่ายเสื้อสกปรกนั้นยึดอาชีพขอทาน รักษากฎ คือ ไม่จ่ายเงินทองซื้อหาวัตถุ ไม่กินข้าวโต๊ะเดียวกับคนนอก ไม่ลงมือต่อผู้ไม่มีฝีมือ[10] ทำให้นึกถึงสมาชิกพรรคฝ่ายที่เป็นชาวบ้าน กรรมกร ชาวนา กับอีกพวกคือเหล่าปัญญาชนในพรรค กิมย้งได้ให้สัมภาษณ์ว่าในอุ้ยเสี่ยวป้อที่แต่งในยุคหลังกว่านั้น ได้เปรียบเปรยพรรคมังกรเทพให้มีนัยหมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีน[11] แต่กับมังกรหยกนี้ยังไม่พบว่าเขากล่าวถึง
แกนของเรื่องอีกส่วนก็คือ คัมภีร์เก้าอิมจินเอ็ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการประลองของสุดยอดฝีมือบนเขาฮั้วซัว ในครั้งนั้น เฮ้งเตงเอี๊ยง ผู้ก่อตั้งสำนักช้วนจินก่าสามารถเอาชนะทุกคนและครอบครองคัมภีร์นี้ไว้ คัมภีร์นี้ได้บรรจุส่วนที่เป็นซีกที่เรียกว่า ‘วิชามาร’ อันเป็นด้านมืด และวิชาด้านสว่างที่เพิ่มพลังยุทธ์และรักษาอาการบาดเจ็บได้ อย่างไรก็ตาม ในสายตาเฮ้งเต็งเอี๊ยงแล้วถือว่า หากผู้ได้ครอบครองไร้คุณธรรมจะสร้างความปั่นป่วนให้กับยุทธจักร
คุณอนันต์และโทษมหันต์ของคัมภีร์นี้ ชวนให้นึกถึงการเติบโตของพลังงานนิวเคลียร์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นทั้งพลังทำลายล้าง และพลังงานที่สามารถสร้างไฟฟ้าและขับเคลื่อนเทคโนโลยีเพื่อสร้างคุณูปการให้โลกอย่างมหาศาลได้ ปลายเดือนกันยายน ปี 1957 เกิดอุบัติเหตุที่เรียกว่า ‘Kyshtym disaster’ ที่สหภาพโซเวียต พื้นที่กว่า 23,000 ตารางกิโลเมตรได้รับการปนเปื้อน[12] ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็เกิดเหตุโรงงานนิวเคลียร์ที่ Windscale ทางเขตตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เกิดเพลิงไหม้กว่า 16 ชั่วโมง ทำให้รัฐบาลต้องงดการขายนมที่ผลิตในเขต 500 ตารางกิโลเมตรจากที่เกิดเหตุ[13] ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนี้ ยังเกิดเหตุที่มีการทำระเบิดนิวเคลียร์หลุดจากเครื่องบินตกมายังพื้นที่นิวเม็กซิโก อันถือว่ามีพลังทำลายล้างมากกว่าที่ใช้ในสงครามโลกกว่า 1,000 เท่า โชคดีที่ว่า ไม่เกิดปรากฏการณ์ลูกโซ่จึงไม่เกิดระเบิด เพียงแต่ในเขตดังกล่าวกลายเป็นเขตปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี เหตุการณ์นั้นเพิ่งถูกเปิดเผยในปี 1986[14] ยังไม่นับเรื่องใกล้ตัวอย่างวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันในปี 1958 เมื่อกองทัพจีนยิงอาวุธใส่ไต้หวัน ทำให้สหรัฐอเมริกาที่คุ้มครองไต้หวันอยู่มีแนวคิดที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ยิงใส่จีนเพื่อตอบโต้[15]
มังกรหยก ถูกเขียนขึ้นภายในบริบทการเมืองโลกเช่นนี้ ดังนั้นการที่บ๊วยเถียวฮวงกับคู่รักขโมยคัมภีร์และฝึกวิชาส่วนมาร จึงคล้ายกับบางประเทศที่พยายามใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธทำลายล้างไปด้วย เช่นเดียวกับอาวเอี๊ยงฮงที่ฝึกคัมภีร์เก้าอิมแบบผิด แม้จะบรรลุความเป็นสุดยอดฝีมือ ก็ต้องแลกมากับการกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ
ก๊วยเจ๋ง กับ เอี้ยคัง คู่ตรงข้ามของอุดมคติ
ตัวเอกอย่างก๊วยเจ๋งและเอี้ยคัง เป็นดั่งเงาชีวิตของลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล ทั้งคู่ถูกความจำเป็นบังคับให้ต้องอยู่ไกลจากแผ่นดินเกิด แต่ถูกจับให้มีเส้นทางเดินที่แตกต่างกัน พ่อของก๊วยเจ๋งคือ ก๊วยเซ่าเทียน และพ่อของเอี้ยคังคือ เอี้ยทิซิม ทั้งคู่รักในน้ำใจของกันและกันถึงกับสาบานเป็นพี่เป็นน้อง ทั้งคู่มีภรรยาและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแถบชายแดนซ่งกับกิมก๊กเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้กล้าในการต่อสู้กับพวกกิมก๊ก
ขณะนั้น ไม่เพียงกิมก๊กที่โหดร้าย แต่ยังเป็นทหารซ่งเองที่รู้เห็นเป็นใจกับพวกกิมก๊กด้วย ยังไม่นับว่าฮ่องเต้ก็อ่อนแอเป็นอย่างยิ่งจนผู้คนไม่คิดจะพึ่งพิงได้ ดังที่กล่าวว่า “ฮ่องเต้แห่งเมืองลิ่มอันมีพละกำลังเพียงยกชามข้าวทองคำใบหนึ่ง หากเพิ่มเป็นสองชามก็ยกไม่ขึ้นแล้ว” [16]
เรื่องเริ่มมาจากการที่ทั้งคู่พบนักพรตลัทธิเต๋าสำนักช่วนจินก่าอย่างคูชู่กี นักพรตเลือดร้อนผู้รักชาติที่ไล่ฆ่าศัตรูฝ่ายกิมก๊ก อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้คนสำคัญอย่างอ้วงง้วนอั้งเลียก อ๋องหก แห่งกิมก๊กมีชีวิตรอดหนีไปได้ กลายเป็นชนวนที่ทำให้ทั้งสองตระกูลพบกับความชิบหาย คูชู่กีได้ช่วยตั้งชื่อลูกของทั้งคู่ว่า ‘ก๊วยเจ๋ง’ กับ ‘เอี้ยคัง’ เพื่อรำลึกถึงศักราชอัปยศของชาวซ่ง แต่หลังจากนั้นไม่นาน บ้านของทั้งคู่ก็ถูกโจมตีโดยทหารที่ถูกระดมเข้ามาโดยอ้วงง้วนอั้งเลียก ผู้ที่เจ็บปางตาย แต่ได้รับการช่วยเหลือจากเปาเซียะเยียกเมียของเอี้ยทิซิม
ผลก็คือ ก๊วยเซ่าเทียนตาย เอี้ยทิซิมหายสาบสูญ ลี้เพี้ยแม่ของก๊วยเจ๋งถูกต้วนทีเต็ก ทหารซ่งจับตัวแล้วขึ้นไปทางเหนือ สุดท้ายลี้เพียหนีไปอาศัยอยู่ในดินแดนมองโกล ขณะที่เปาเซียะเยียก แม่ของเอี้ยคังเป็นที่หมายตาของอ๋องแห่งกิมก๊ก อ้วงง้วนอั้งเลี้ยก จึงถูกพาตัวไปกิมก๊กและถูกหลอกว่าสามีตายแล้ว ทั้งคู่จึงคลอดลูกและเลี้ยงดูบุตรโทนของตนให้เติบใหญ่ในต่างแดน ก๊วยเจ๋งโตมาแบบไร้การศึกษาในเขตทุ่งหญ้ามองโกล เขามีสมองที่เชื่องช้า แต่ก็มีแม่ค่อยพร่ำสอนไม่ให้ลืมความเป็นชาวฮั่น และหวังจะให้ล้างแค้นแทนบิดา ขณะที่เอี้ยคัง ได้รับการเลี้ยงดูแบบคุณชายในฐานะลูกของอ๋องในเมืองใหญ่ของกิมก๊ก เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขามีพ่อที่แท้จริงคือชาวฮั่น แม้ว่าเปาเซียเยียกจะพยายามไม่ลืมอดีต ด้วยการอยู่ในบ้านที่สร้างขึ้นให้เหมือนกับบ้านเดิมที่นางจากมา แต่ก็ไม่ปรากฏว่า นางจะบอกความเป็นมาที่แท้จริงให้บุตรของตนรับทราบ เส้นทางของทั้งคู่จึงต่างกันตั้งแต่สถานะและการเลี้ยงดู
คูชู่กีได้ทำสัญญากับเจ็ดประหลาดกังหนำว่า ให้แต่ละฝ่ายไปตามหาทายาทของก๊วยเซ่าเทียนและเอี้ยทิซิมให้พบ และฝึกฝนวิชาเพื่อมาสู้กันในเวลาที่กำหนด คูชู่กีต้องสอนเอี้ยคัง ขณะที่เจ็ดประหลาดกังหนำสอนก๊วยเจ๋ง แต่กลายเป็นว่า ทั้งสองกลับเป็นครูที่แย่ คูชู่กีไม่เปิดเผยความจริงว่าเอี้ยคังคือใคร เน้นสอนวรยุทธ์แต่ไม่ได้เน้นการปฏิบัติพรตตามที่สำนักช้วนจินก่าพร่ำสอน ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนของคูชู่กี ทำให้เอี้ยคังเองที่เหมือนไม่ได้รับการสั่งสอนเต็มที่ ในที่สุดก็ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับบ๊วยเถียวฮวงที่หลบหนีมาอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ได้วิชา ‘มาร’ อย่างกรงเล็บกระดูกขาว ขณะที่เจ็ดประหลาดกังหนำแม้จะสอนและปูพื้นฐานหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้สอนกำลังภายในให้ก๊วยเจ๋ง แต่โชคดีที่มีนักพรตช้วนจินก่าอีกคนคือ เบ๊เง็กที่เข้ามาชี้แนะผ่านการสอนการฝึกลมปราณในชีวิตประจำวัน ทำให้ก๊วยเจ๋งมีฝีมือที่ก้าวหน้า
ก๊วยเจ๋ง เป็นภาพตัวแทนของชาวฮั่นผู้จงรักภักดีต่อบ้านเกิดเมืองนอน และเป็นลูกผู้มีพระคุณพ่อแม่ แม้จะโง่งม ผู้เขียนถึงบรรยายไว้ว่า “ก๊วยเจ๋งยิ่งโง่เขลาเบาปัญญาสุดเปรียบปาน”[17] แต่เขาก็ได้ผู้หญิงข้างกายที่ฉลาดเป็นกรดอย่างอึ้งย้งมาเคียงข้าง ‘อึ้งย้ง’ เป็นลูกสาวของเจ้าเกาะดอกท้ออย่างอึ้งเอี๊ยซือ แถมยังบุญพาวาสนาส่งมีอาจารย์ที่ดีและเก่งมาช่วยสั่งสอน ตั้งแต่เจ็ดประหลาดกังหนำ, นักพรตเบ๊เง็ก, อั้งชิกกง แถมยังมีโอกาสได้ฝึกวิชาจากคัมภีร์ในตำนานของยุทธจักรอย่างคัมภีร์เก้าอิมจากจิวแป๊ะทง เฒ่าทารกอีกด้วย เรียกในภาษาสมัยนี้คือ กิมย้งบัฟให้ก๊วยเจ๋งอย่างเต็มที่
ตรงกันข้ามกับเอี้ยคัง เป็นตัวร้ายที่เลือกทางเดินที่ทรยศต่อแผ่นดินเกิด เมื่อเห็นกิมก๊กดีกว่าแผ่นดินแม่ โชคร้ายที่ไม่มีใครบอกความจริงว่า เขาเป็นใครมาตั้งแต่ต้น กว่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นลูกใครทุกอย่างก็แทบจะสายเกินการณ์แล้ว การเป็น ‘อ้วงง้วนคัง’ มาทั้งชีวิต ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างตามใจจากอ๋องหก ส่วนพ่อผู้ให้กำเนิดไม่เคยมีความผูกพันอย่างจริงจังอะไรเลย ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อช่วง 18 ฝน 18 หนาว เอี้ยคังจึงอยู่บนรอยต่อที่ต้องพบเจอสิ่งล่อใจและเย้ายวนกว่าก๊วยเจ๋งที่เป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่มีอะไรในชีวิตที่ซับซ้อน บุญคุณ ความแค้น มิตร และศัตรูชัดเจนกว่าสิ่งที่เอี้ยคังเจอ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนกว่า เมื่อคนที่เขาเรียกว่าพ่อกลายเป็นศัตรูขึ้นมาเสียเฉยๆ อาจารย์คนสุดท้ายอย่างอาวเอี๊ยงฮง ก็เป็นตัวร้ายเสียอีก และในวาระสุดท้ายของเอี้ยคังก็กลายเป็นว่าตายภายใต้พิษของอาวเอี๊ยงฮงไปด้วย ยิ่งทำให้เห็นว่า เอี้ยคัง หลงผิดไปแบบไม่มีวันได้แก้ไขใดๆ
ถาวร สิกขโกศล ได้ชี้ว่า ‘ก๊วยเจ๋ง’ กับ ‘เอี้ยคัง’ อาจเทียบได้กับลูกจีนโพ้นทะเลสองประเภท นั่นคือ ก๊วยเจ๋งเป็นภาพแทนของลูกจีนที่ไม่ลืมแผ่นดินแม่ แม้จะได้รับความดีความชอบเป็นถึงราชบุตรเขยดาบทอง ขณะที่เอี้ยคังเป็นลูกจีนที่เลว หลงลาภยศสรรเสริญที่ประเทศศัตรูมอบให้ รวมหัวกับต่างชาติทำลายแผ่นดินของตัวเอง การเน้นความรักชาติของก๊วยเจ๋งก็อาจเป็นการเตือนสติลูกจีนทั้งหลายในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ว่าให้สำนึกถึงแผ่นดินจีนให้มาก[18] แม้ว่าจีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว
วีรบุรุษที่ไม่ใช่ขุนนางและกษัตริย์
วีรบุรุษที่กิมย้งเขียนให้ผู้คนยกย่องคือ ‘งักฮุย’ แม่ทัพซ่งผู้รักชาติ ผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาไม่เพียงเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจแต่ยังเป็นนายทหารผู้ถูกใส่ร้ายจากขุนนางโฉด ‘ฉินไคว่’ และถูกสั่งประหารโดยฮ่องเต้ผู้โง่เขลาหูเบา คำกล่าวที่เสียดสีคนกลุ่มนี้เห็นได้จาก “ขุนนางเชื้อพระวงศ์กินคนโดยไม่ถ่มกระดูกออกมา”[19] คัมภีร์พิชัยสงครามของงักฮุยกลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์คู่กับคัมภีร์เก้าอิมฯ ตามท้องเรื่องอีกด้วย หากจอมยุทธ์ต้องการจะครอบครองคัมภีร์เก้าอิมฯ แล้ว คัมภีร์ของงักฮุยก็เป็นที่ต้องการของฝ่ายอาณาจักรโดยเฉพาะอ๋องหกแห่งกิมก๊กด้วย ว่ากันว่า งักฮุยเคยเป็นวีรบุรุษมาอย่างยาวนาน จนถึงสมัยราชวงศ์แมนจูได้มีการเชิดชูกวนอูขึ้นมาเป็นวีรบุรุษแทน เนื่องจากว่า งักฮุยนั้นมีชื่อเสียงในฐานะต่อสู้กับอำนาจต่างชาติที่เข้ามายึดครองแผ่นดินของคนฮั่น ขณะที่กวนอูนั้นเป็นเพียงความซื่อสัตย์ต่อเล่าปี่ ไม่ได้มีนัยของการต่อต้านชาวต่างชาติ[20]
ในที่สุดก๊วยเจ๋งก็จับต้วนเทียนเต็ก ทหารซ่งชั่วร้ายผู้จับมารดาของตนแล้วหนีขึ้นเหนือไปได้ ซึ่งต้วนเทียนเต็กก็ถูกเอี้ยคังฟาดตาย หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน และกราบไหว้ป้ายวิญญาณของก๊วยเซ่าเทียน หลังจากนี้ ตามครรลองแล้วเอี้ยคังจะต้องฆ่าอ้วงง้วนเลียกเพื่อล้างแค้นให้กับพ่อแม่ของเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญหน้าจริงๆ เขากลับลังเล และรำพึงว่า “ตอนนี้ขอเพียงต่อยอกไม่กี่หมัด ก็สามารถล้างแค้นให้แก่บิดามารดา แต่เราไหนเลยลงมือได้? เอี้ยทิซิมแม้เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเรา แต่เขาหยิบยื่นส่วนดีอันใดต่อเรา? มารดาเมื่อยากปรกติก็ดีต่อแป๋อ๋องไม่น้อย หากเราฆ่าแป๋อ๋องมารดาในปรภพคงไม่ยินดี ยังมี หรือเราไม่คิดเป็นอ้วงจื้อ (ราชบุตร) ออกร่อนเร่พเนจรดุจเดียวกับก๊วยเจ๋งจริงๆ?” [21] อ๋องหกเกลี้ยกล่อมเอี้ยคัง ให้ช่วยกันสร้างความสำเร็จขึ้นเป็นฮ่องเต้ เทียบตัวเองกับหลี่ยวน (พระเจ้าถังเกาจู่) และเห็นว่าเอี้ยคังจะเป็นหลี่ซื่อหมิน (พระเจ้าถังไท่จง) เมื่อถูกลิ้นอ๋องหกหว่านล้อมเช่นนี้ เอี้ยคังจึงเลือกข้างที่จะอยู่อีกฝั่งหนึ่งอย่างแน่ใจ จากเดิมที่เคยลังเลอยู่แล้ว ตำแหน่งอันหอมหวนนี้ จึงเป็นดังยาพิษและความอัปยศมากกว่าในสายตาของผู้ประพันธ์ เพราะฮ่องเต้ และชนชั้นสูงที่น่ายกย่องนั้นแทบไม่อยู่ในโลกทัศน์ของนิยายเรื่องนี้เลย
ที่น่าสนใจก็คือ มีข้อวิจารณ์แทรกมาจากนักฟิสิกส์ที่วิจารณ์มังกรหยกว่า อ้วงง้วนอั้งเลียก อ๋องหก และกิมก๊กน่าจะเป็นคนเถื่อนที่ ‘น่าจะประพฤติชั่วมั่วโลกีย์’ ไม่น่าจะมีความรักที่จริงใจกับเปาเซียะเยียก แม่ของเอี้ยคังได้ แต่กิมย้งก็แก้ต่างว่า “ความประพฤติชั่วมั่วโลกีย์หามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรู้ด้านวัฒนธรรมไม่ สุยเอี้ยงตี่ (สุยหยางตี้) ฮ่องเต้ก็หมกมุ่นกับสุรานารี แต่บทกวีของพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์น่ำถังในยุคห้าราชวงศ์คือ ลี้เอ้าจู้ ตลอดจนถังเฮี้ยงจงฮ่องเต้ล้วนทรงภูมิความรู้สูงส่งแต่ชีวิตด้านความรักของพระองค์ ไม่แน่ว่าสอดคล้องกับอุดมการณ์ความคิดของนักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน” [22] การแก้ต่างนี้ยังวิจารณ์กษัตริย์จีนไปในตัว
นอกจากนั้นราชันย์ทักษิณ ต้วนตี่เฮง แห่งต้าหลี่ อาณาจักรตอนใต้ก็เป็นกษัตริย์ผู้หมกมุ่นกับการฝึกวิชาจนมีรอยด่างพร้อยจนต้องสำนึกผิดและเปลี่ยนเพศเป็นบรรพชิตในนามอิดเต็งไต้ซือ จะเห็นว่า กิมย้งเชิดชูจอมยุทธ์ที่ถือคุณธรรมไปพร้อมกับวิจารณ์อำนาจรัฐที่มีฮ่องเต้ และกษัตริย์-ชนชั้นสูงในอาณาจักรต่างๆ ทั้งราชวงศ์ซ่ง กิมก๊ก หรือกระทั่งเจงกิสข่านแห่งมองโกล แม้จะมีการบริภาษจอมยุทธ์ผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอย่างคิ้วโชยยิ่ม ประมุขพรรคฝ่ามือเหล็กที่เป็นพวกทรยศ ทั้งที่สมัยประมุขคนก่อน เคยเป็นพรรคที่รักชาติเป็นอย่างยิ่ง แต่ในเวลาต่อมาก็ถูกสั่งสอนจนกลับตัวมาเป็นลูกศิษย์ของอิดเต็งไต้ซือ
การให้ตอนจบปิดม่านลงด้วยความตายของเจงกิสข่าน โดยก่อนตายให้พร่ำเพ้อถึงคำว่า ‘วีรุบุรุษผู้กล้า’ ที่มีนัยถึงก๊วยเจ๋ง เพราะก๊วยเจ๋งได้เคยสั่งสอนเขาไว้ก่อนตายว่า “นับแต่โบราณกาลมา วีรบุรุษผู้กล้าที่ผู้คนยุคนั้นแซ่ซ้องสดุดี อนุชนรุ่นหลังรำลึกนึกถึง ต้องเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่ปวงประชา รักเมตตาต่อราษฎร ผู้ที่ฆ่าคนจำนวนมาก ไม่แน่ว่านับเป็นวีรบุรุษผู้กล้า” [23] ซึ่งนี่อาจเป็นถ้อยคำที่กิมย้งจะหมายถึง ผู้นำอันเป็นอุดมคติของเขาด้วย ผู้นำที่จะพาประเทศจีนที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อรอดพ้นจากความล่มสลายและพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้
ขณะที่ภาคต่อของมังกรหยก กลายเป็นวีรกรรมของบุตรชายของเอี้ยคัง บุรุษผู้มีสีสัน ผู้ถูกสังคมตัดสินเพราะเป็นลูกคนชั่ว เอี้ยคังแบกรับแรงกดดันดังกล่าว และเติบใหญ่มาโดยการปฏิเสธจารีตประเพณี ฝ่าฝันบทพิสูจน์จนสามารถแต่งงานกับอาจารย์หญิงของตน แม้จะช่วยราชวงศ์ซ่งรบกับมองโกล แต่ในที่สุดพวกเขาก็ปลีกตัวออกจากบู๊ลิ้ม อย่างไรก็ตาม ตามท้องเรื่องประวัติศาสตร์ แผ่นดินซ่งก็ล่มสลาย ชาวมองโกลตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นมาปกครองชาวฮั่น เช่นเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่
เมื่อตัดภาพกลับมาที่ยุคสมัยของกิมย้ง เขาอยู่ในสภาพการเมืองโลกและภูมิภาคที่ปั่นป่วน หลังจากนี้ประเทศจีนจะเผชิญปัญหาการเมืองอันวุ่นวายและสลับซับซ้อน ทั้งการหักเหลี่ยมชิงไหวพริบกันภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยเฉพาะเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมที่กินเวลายาวนานตั้งแต่ช่วงปี 1966-1976
[1] He Huan, “A Brief Analysis of the Chivalrous Spirit Reflected in Sir Gawain and the Green Knight and Legends of Condor Heroes”, American Research Journal of Humanities & Social Science, 4 : 1 (2021) : 24
[2] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 1 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า คำนำผู้แต่ง
[3] The Editors of Encyclopedia Britannica. “de-Stalinization”. Retrieved 13 September 2024 from https://www.britannica.com/event/de-Stalinization
[4] Wilson Center Digital Archive. “Khrushchev’s Secret Speech, ‘On the Cult of Personality and Its Consequences,’ Delivered at the Twentieth Party Congress of the Communist Party of the Soviet Union”.
Retrieved 13 September 2024 from https://digitalarchive.wilsoncenter.org/document/khrushchevs-secret-speech-cult-personality-and-its-consequences-delivered-twentieth-party (25 February 1956)
[5] The Editors of Encyclopedia Britannica. “Nixon in China”. Retrieved 13 September 2024 from https://www.britannica.com/topic/Nixon-in-China
[6] Tao Jing-Shen, “The Move to the Southe and the Reign of Kao-tsung”, The Cambridge History of China Volume 5, Part one : The Sung Dynasty and its Precursors, 907-1279 (Cambridge : Cambridge University Press, 2009), pp.642-707 และ ทวีป วรดิลก, ประวัติศาสตร์จีน เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 12, กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2565), หน้า 406-410
[7] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม3 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 398-399 และ Marcel Theroux. “Jin Yong obituary”. Retrived 16 September 2024 from https://www.theguardian.com/books/2018/nov/12/jin-yong-obituary (12 November 2018)
[8] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 2 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 356
[9] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 4 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 405
[10] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 5 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 19-20
[11] Marcel Theroux. “Jin Yong obituary”. Retrieved 16 September 2024 from https://www.theguardian.com/books/2018/nov/12/jin-yong-obituary (12 November 2018)
[12] Los Angeles Times. “Accident Revealed After 29 Years: H-Bomb Fell Near Albuquerque in 1957”. Retrieved 13 September 2024 from https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1986-08-27-mn-14421-story.html (27 August 1986)
[13] The Editors of Encyclopedia Britannica. “Windscale fire”. Retrieved 13 September 2024 from https://www.britannica.com/event/Windscale-fire (4 September 2024)
[14] The Editors of Encyclopedia Britannica. “Windscale fire”. Retrieved 13 September 2024 from https://www.britannica.com/event/Windscale-fire (4 September 2024)
[15] The New York Times. “Risk of Nuclear War Over Taiwan in 1958 Said to Be Greater Than Publicly Known”. Retrieved 13 September 2024 https://www.nytimes.com/2021/05/22/us/politics/nuclear-war-risk-1958-us-china.html (22 May 2021)
[16] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 2 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 356
[17] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 1 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 232
[18] ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว. “ย้อนฟัง “ถาวร สิกขโกศล” วิเคราะห์ความยิ่งใหญ่ “กิมย้ง” และนิยายกำลังภายใน “มังกรหยก” “. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2567 จาก https://www.youtube.com/watch?v=PDep9qnKv6E(4 สิงหาคม 2566)
[19] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 2 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 118
[20] เซวียนปิ่งซ๋าน (นามปากกา). “ทำไมราชวงศ์ชิงเปลี่ยนฮีโร่ จากเย่ว์เฟย (งักฮุย) เป็นกวนอู ?”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2567 จาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_7804 (10 ตุลาคม 2564)
[21] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 3 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 197
[22] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 4 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 283-287
[23] กิมย้ง (นามปากกา), ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ เล่ม 6 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์บุ๊ค, 2557), หน้า 370-371