‘วิมานหนาม’ บ้านที่คนชายขอบฝันจะได้ครอง ทั้งเกย์ หญิงไร้สัญชาติ และหญิงสูงวัย ผู้พร้อมใจกันใช้อำนาจทาง ‘เพศ’ เป็นหนามทุเรียนฟาดฟันให้ได้มา
*มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์
ความรู้สึกแรกของเราหลังเดินออกจากโรงหนัง คือชื่อภาพยนตร์ ‘วิมานหนาม’ ที่ผู้กำกับ บอส กูโน ตั้งขึ้นมา ค่อนข้างตรงกับชีวิตของตัวละครแต่ละคนที่เหมือนอยู่ท่ามกลางหนามทุเรียนแหลมๆ ตลอดเวลา และภาพชีวิตของพวกเขา ก็อาจสะกิดใจคนบางคน หรือทิ่มใจคนบางคน จนถึงชวนให้คนบางคนตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ในหนังที่เพิ่งดูจบไป ทั้งต่อเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศที่คู่รักเกย์ยังคงไร้สิทธิ์ไร้เสียง เพราะกฎหมายไม่เอื้อให้พวกเขาได้มีชีวิตเฉกเช่นคู่รักชาย-หญิง จนถึงฉายให้เห็นถึงชีวิตของผู้หญิงไร้สัญชาติ ยากไร้ พิการ สูงอายุ ที่การเข้าไม่ถึงความเป็นอยู่ที่ดี และความเหลื่อมล้ำทางสังคม กระทั่งบทบาททางเพศหรืออำนาจทางเพศที่ไม่เท่ากันตั้งแต่แรก ทำให้ทุกชีวิตในเรื่อง ต่างต้องใช้ ‘อำนาจ’ ที่พอมีอยู่ในมือ ต่อรอง สู้รบ ฟาดฟัน แม้บางอย่างคนดูอย่างเราจะมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล หรือมองว่า “เลือกทำแบบนี้จริงดิ?“ ก็ตาม
วิมานหนาม (The Paradise Of Thorns) จากค่าย GDH เล่าเหตุการณ์หลังการเสียชีวิตของ ‘เสก’ แฟนหนุ่มของ ‘ทองคำ’ ซึ่งทั้งสองเป็นคู่รักเกย์ที่ช่วยกันทำสวนทุเรียน โดยมีโฉนดที่ดินเป็นเหมือน ‘ทะเบียนสมรส’ ในวันที่สมรสเท่าเทียมยังไม่เบ่งบานในประเทศไทย ทว่า เมื่อเป็นคู่สมรสที่กฎหมายไม่รองรับ ทำให้โฉนดที่ดินนี้ ต้องตกเป็นของ ‘แม่แสง’ แม่ของเสกไปโดยปริยาย ขณะที่ ‘โหม๋’ หญิงสาวไร้สัญชาติที่คอยดูแลแม่แสงแทนเสกมาโดยตลอด ก็หวังอยู่ลึกๆ ว่า แม่จะยกที่ดินนี้ให้ตนด้วยเช่นกัน การต่อสู้ของทองคำเพื่อทวงสิทธิ์ที่ตัวเองควรได้รับตั้งแต่แรกจึงเกิดขึ้น
ทองคำ (เจฟ ซาเตอร์) เกย์หนุ่มที่ทุ่มทั้งหน้าตักเพื่อชายคนรัก และเพื่อสิทธิ์ของตัวเอง ในบางสถานการณ์เขาจึงเผลอใช้อำนาจความเป็น ‘ชาย’ จากเพศกำเนิด หาผลประโยชน์เข้าตัว แบบที่ผู้หญิงไม่สามารถทำได้
โหม๋ (อิงฟ้า วราหะ) หญิงสาวไร้สัญชาติ ยากไร้ ที่เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เธอพร้อมจะเปลี่ยนการถูกกดขี่ทางเพศจากการเกิดเป็นหญิง มาเป็นอำนาจ และอาวุธเพื่อใช้ต่อรอง
แม่แสง (สีดา พัวพิมล) แม่ผู้อ้างสิทธิ์ความเป็น ‘แม่’ ทั้งแม่ของลูกชาย และแม่ของสามี เพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนชีวิตของผู้สูงอายุที่ไร้สวัสดิการดูแลจากรัฐ จนต้องหาทางรอดของตัวเองในช่วงสุดท้ายของชีวิต แม้จะทำให้คนอื่นเจ็บปวด
เสก (เต้ย พงศกร) ภาพแทนความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) ที่ใช้อำนาจของผู้ชายแก้ไขปัญหาชีวิต และหนีภาระความรับผิดชอบบางอย่าง
และจิ่งนะ (เก่ง หฤษฎ์) ต้าวความรักที่เป็นยาใจหนึ่งเดียวของผู้ชม ที่การเป็นคนซื่อๆ และจริงใจของเขา ไม่อาจการันตีว่าจะมีตอนจบที่สวยงาม
แต่ละตัวละครมีเรื่องราวใดน่าพูดถึง ชวนสำรวจชีวิตบางส่วนของเหล่าผู้คนในวิมานหนามแห่งนี้ได้เลย
‘ทองคำ’ เกย์ผู้ใช้สิทธิ์ความเป็นเกย์ไม่ได้ จึงเลือกใช้สิทธิ์ความเป็นชายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการแทน
ช่วงแรกๆ เราอาจจะเห็นใจ‘ทองคำ’ แต่ช่วงโค้งสุดท้าย เราอาจจะมองทองคำด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เมื่อเขาเลือกหนทางกดขี่คนอื่นด้วย ‘เพศกำเนิด‘ ของตัวเอง
ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นว่า ชีวิตของทองคำนั้นน่าเห็นใจ เขาเป็นเกย์ที่รักแฟนของเขา และทุ่มหมดหน้าตัก ออกเงินเองเป็นหลัก เพื่อให้ได้โฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นสวนทุเรียนที่เขาและเสก สร้างมาด้วยกัน และในวันที่เสกขอเขาแต่งงาน เขาก็เลือกที่จะให้เสกใช้ชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะไว้ใจเขา และเชื่อมั่นว่า นี่จะเป็นทะเบียนสมรส ที่เป็นทรัพย์สมบัติร่วมกันไปตลอด โดยลืมไปว่า ความไม่เท่าเทียมทางกฎหมาย ที่คู่รักเพศเดียวกันยังไม่สามารถเป็นคู่สมรสทางกฎหมายได้ จะทำให้เขาไม่ได้อะไรเลย เพราะทรัพย์สินนี้จะตกไปอยู่ที่ ‘แม่’ ของเสกในลำดับแรกทันทีที่เขาเสียชีวิต
การจะทำให้แม่ผัว ที่เข้ามายึดครองวิมานแห่งนี้ ยกที่ดินกลับคืนมาให้ ทองคำใช้วิธีที่คนเป็น ‘ชาย’ จะทำได้ทุกทาง และเล่นกับนอร์มสังคมที่มีอยู่ในไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การบวชทดแทนบุญคุณ เพื่อเอาใจแม่แสง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทำไม่ได้ จนถึงการใช้ความรู้ในฐานะคนที่สามารถเข้าถึงความรู้ ผู้เลือกชีวิตบ้านสวนเพื่ออยู่กับแฟนหนุ่ม ทำให้เขามีอำนาจของความรู้ตรงนี้โน้มน้าวแม่แสงเรื่องวิธีการปลูกทุเรียน และการคิดบัญชีรายรับ-รายจ่าย กำไร-ขาดทุน ต่างจากโหม๋ ที่ความเป็นหญิงของเธอ ทำให้เธอตกอยู่ในสถานะคนดูแลผู้สูงอายุ และถูกคาดหวังให้เป็นผู้ดูแลบ้านอยู่เสมอตั้งแต่แรก ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงความรู้เพราะความเป็นหญิงบวกกับความยากจน ที่การออกไปโบยบินเป็นเรื่องที่เสี่ยงและท้าทายสำหรับเธอ หรือแม่แสงเอง ที่ไม่ได้เข้าถึงความรู้จึงยังจำเป็นต้องพึ่งพาทองคำ
อย่างที่บอกว่าอำนาจความเป็นชายของทองคำที่หลายคนคงดูแล้วคิ้วขมวดในการกระทำที่สุด คงเป็นตอนที่เขาหมดทางสู้ในโค้งสุดท้าย อย่างการพยายามข่มขืนโหม๋ (แม้จะยังไม่ได้ลงมือทำ) ซึ่งถือเป็นการข่มเหงทางเพศ และเป็นวิธีคิดของผู้ชายที่คิดว่าตัวเอง ‘มีกำลัง’ เหนือกว่าผู้หญิง และการข่มขืนก็เท่ากับการครอบครองหรือเอาชนะร่างกายอีกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำให้อีกฝ่ายตั้งท้องด้วย
ในอีกแง่มุมหนึ่ง การตัดสินใจแบบนี้อาจจะไม่ค่อยสมเหตุผลอยู่สักหน่อยที่ให้เกย์เลือกข่มขืนผู้หญิง การมีซีนนี้ปรากฏขึ้นมา จึงอาจเป็นการพยายามฉายให้เห็นถึงสัญชาตญาณดิบของเกย์ซึ่งมีความเป็นชายที่ท็อกซิกซ่อนอยู่ลึกๆ ขณะที่โดยทั่วไปหรือกระทั่งโดยภาพจำ คนที่เป็นเกย์จริงๆ ส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ได้คิดเรื่องเซ็กซ์กับผู้หญิงอยู่แล้ว
แม้ทองคำจะทำให้คนดูผิดหวังไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เส้นเรื่องความรักของทองคำกับเสก ที่สุดท้ายเฉลยว่าเป็นความรักที่เริ่มจากการหลอกเขาให้รัก และหวังผลประโยชน์ ตรงกับที่ช่วงต้นเรื่องเขาถูกเตือนสติว่า เป็นเกย์ไม่ควรทุ่มให้ผู้ชายจนหมดตัว แต่หนังก็ยังพยายามบอกต่อว่า ไม่ใช่ว่าเกย์จะหารักที่จริงใจไม่ได้ ด้วยการทำให้เขาพบกับคนที่รักเขาจริงๆ โดยที่ไม่ได้เริ่มจากการหลอกลวง ซึ่งเมื่อเสกชิงตายก่อน เราจึงไม่สามารถทราบได้ว่า ชีวิตของทองคำในอนาคตกับเสกจะสามารถตกลงกันเรื่องสินทรัพย์ระหว่างคู่สมรสได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพราะแม้จะมีสมรสเท่าเทียม เราก็ไม่รู้อีกว่า ผู้ชายคนนี้เข้าหาทองคำเพราะเหตุผลใดกันแน่
‘โหม๋’ หญิงไร้สัญชาติ ยากจน ผู้ต้องดูแลคนแก่ในบ้านโดยไม่มีทางให้เลือก จึงเลือกใช้ ‘หน้าที่’ ตามขนบหญิงสาวนี้เป็นอำนาจต่อรอง
หากใครเคยดู หลานม่า จะมีตัวละคร อามุ่ย ที่เป็นหญิงสาวผู้มีหน้าที่ดูแลคนแก่ในบ้าน และได้รับสิ่งตอบแทนการดูแลนั้นเป็นมรดกทั้งหมด ‘โหม๋’ จาก วิมานหนาม ก็เป็นหญิงสาวอีกคน ที่เธอหวังจะได้รับอะไรตอบแทนจากหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่ถูกโยนเข้ามาให้ เพราะเกิดเป็น ‘ผู้หญิง’ และ ‘เมีย’ ของผู้ชายสักคนที่ต้องดูแลแม่ผัวไปด้วย
ช่วงแรก หนังปูมาให้คนดูเข้าใจว่าโหม๋เป็นพี่สาวของเสก เป็นเด็กที่แม่แสงเก็บมาเลี้ยง โหม๋จึงเป็นเหมือนพี่สาวที่คอยดูแลแม่แสงอย่างยากลำบากมาโดยตลอด 10 ปี ท่ามกลางความไม่เจริญของสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความยากจนในประเทศไทย ที่คนลำบาก เขาก็ลำบากมากจริงๆ และอาจมากกว่าที่คนชนชั้นกลางคิด
โหม๋ เริ่มมีรอยยิ้ม เมื่อเธอได้เข้ามาในวิมานหนามแห่งนี้ เธอได้กินเนื้อหมูดีๆ ครั้งแรก เธอได้มีตู้เย็น เธอมีบ้านที่เป็นหลังคาสังกะสี อยู่ท่ามกลางสวนทุเรียนขนาดใหญ่ที่จะนำพาชีวิตเธอให้ดีขึ้นได้ และหวังอยู่ลึกๆ ว่าในฐานะ ‘คนดูแลแม่’ ก็ควรได้ที่ดินแห่งนี้เป็นสิ่งตอบแทน แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นแบบที่เธอหวัง หลายครั้งเธอไม่สามารถเอาใจแม่แสงได้แบบที่ทองคำทำ ทั้งการบวช การมีรถยนต์เพื่อขับแม่ไปส่งที่โรงพยาบาล การเข้าถึงความสามารถในการซื้อรถเข็นไฟฟ้าให้แม่ ฯลฯ สิ่งที่เธอมีอย่างเดียวคือหน้าที่การดูแลแม่ ที่ทำได้ดีมาโดยตลอด เธอจึงใช้หน้าที่นี้ เป็นอำนาจต่อรองกับแม่ในตอนโค้งสุดท้าย
เพราะแม่ไว้ใจให้เธอดูแลมากที่สุด แม่ไว้ใจให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้ายามฉี่รดที่นอน แม่ไว้ใจให้เธอทำกับข้าว แม่ไว้ใจให้เธอดูแลบ้าน และโหม๋ก็เลือกจะเลิกดูแลแม่ เพื่อให้แม่ยกที่ดินแห่งนี้ให้ เมื่อการหว่านล้อมที่ผ่านมาไม่ได้ผล และเธอก็มีเพียงข้อต่อรองเดียวที่เหลืออยู่
โหม๋ ยังเคยคิดจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นปัญหาของประเทศเรา ที่คนที่อยากทำงาน ได้เงินมากขึ้น ยังคงต้องกระเสือกกระสนเข้ามาในกรุงเทพฯ อย่างเดียว ไม่สามารถกระจายรายได้อย่างครอบคลุมในพื้นที่ต่างจังหวัด สาเหตุที่เธอไม่ได้ไปกรุงเทพฯ ก็เป็นเพราะ เสกได้จับเธอทำเมีย ตามคำพูดที่เธอบอกในหนัง
เธอกลายเป็นเมียของชายคนหนึ่ง ที่ตั้งใจมีเมีย เพื่อให้เมียดูแล ‘แม่’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนในสังคมยังคงต้องเผชิญอยู่ โหม๋จึงเสียเวลาทั้งชีวิตเพื่อดูแลแม่ให้เขา และเธอมองว่ามันก็สายไปแล้ว ที่เธอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากเสียเวลาตรงนี้มาเป็นสิบปี อาจจะด้วยความสาว ความสวยที่ค่อยๆ น้อยลงตามวัย ที่ทำให้ผู้หญิงยังถูกมองว่ามีเวลาจำกัดมากกว่าผู้ชาย และถูกตัดสินมากกว่าผู้ชาย
คำพูดที่สะกิดใจคนดู คือตอนที่ทองคำตั้งคำถามกับโหม๋ว่า ถ้าเสกรักโหม๋จริง ทำไมไม่แต่งงานกับโหม๋ เพราะโหม๋ก็เป็น ‘ผู้หญิง’ ที่สามารถเป็นเมียตามกฎหมายได้ ความน่าเศร้าคือเสกไม่ได้รักโหม๋ เขาแค่อยากให้มีคนดูแลแม่ของเขา แทนตัวเขาเฉยๆ
และแม้ปลายทางโหม๋จะได้แต่งงานกับชายคนหนึ่งที่เธอไม่ได้รัก แต่แต่งเพราะอยากให้ผู้ชายเลี้ยงดู หรือมาช่วยทำสวนทุเรียนแห่งนี้ให้เกิดกำไร แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ไม่ได้เป็นดั่งหวัง แต่คงต้องบอกได้ว่า โหม๋ได้ใช้อำนาจความเป็นหญิงที่ตัวเองมีเหลืออยู่อย่างเดียว เพื่อให้ตัวเองรอดมาได้อย่างสุดตัวแล้ว
‘แม่แสง’ แม่ผู้ใช้สิทธิ์ความเป็นแม่ ยึดทุกอย่างของลูกมาเป็นของตน เพื่อให้คุ้มกับที่เลี้ยงลูกมา
เลี้ยงลูกมาตั้งหลายปี แล้วแม่ได้อะไร? เป็นสารที่บอกความรู้สึกของ ‘แม่แสง’ ได้เป็นอย่างดี แม่แสงเลี้ยงเสกมาหลายปี เธอเป็นแม่ที่ดูแลลูกอยู่คนเดียวจนเติบใหญ่ และหวังพึ่งให้ลูกดูแลตอนแก่ หลังเสกตาย เธอจึงทวงสิทธิ์ของความเป็นแม่ตามกฎหมาย ยึดที่ดินมาเป็นของตนโดยไม่สนว่านั่นจะเป็นสิ่งที่ทองคำใช้เงินส่วนตัวเพื่อให้ได้มา โดยให้เหตุผลว่าของของลูก ก็เหมือนของของแม่ ซึ่งถือเป็นประโยคคลาสสิกที่หลายครอบครัวใช้ เพื่อสื่อถึงการทดแทนบุญคุณ หรือความกตัญญูที่มีต่อแม่ ราวกับว่าแม่เป็นเจ้าของชีวิต
ชีวิตอันแสนลำบาก ที่มีโหม๋ดูแล บอกได้ชัดว่า ที่ผ่านมา เสกเองไม่ได้ดูแลแม่อย่างดี เงินที่เสกให้แม่ ไม่เพียงพอที่จะทำให้แม่มีชีวิตที่ดีได้ แม่อยู่ในบ้านที่พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ ไร้ความปลอดภัย ห่างไกลความเจริญ และไม่เข้าถึงสุขอนามัยใดๆ ทั้งปวง พอแม่ได้มาเห็นบ้านของทองคำและเสก ที่แสนสบาย ก็ทำให้แม่อยากจะอยู่ในที่แห่งนี้ และใช้ความเป็นแม่ยึดครองมา
นี่เป็นภาพสะท้อนของชีวิตบั้นปลายของผู้สูงอายุ ที่ท้ายที่สุด มีอยู่อีกหลายชีวิตที่ไม่เข้าถึงความเป็นอยู่ที่ดี และชัดเจนว่า ภาครัฐยังไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการมีสวัสดิการผู้สูงอายุที่สามารถดูแลพวกเขาได้ดีเสียเท่าไร โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน พวกเขาจึงหวังพึ่งได้แค่ ‘ลูก’ และเกิดวาทกรรมตอบแทนบุญคุณลักษณะนี้กันมาอย่างยาวนาน เพราะถ้าลูกไม่ดูแล แม่บางคนก็ไม่มีใครดูแลแล้ว ซึ่งในความเป็นจริง การที่รัฐไม่มีสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุที่เข้มแข็ง ก็เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้นไปอีก เมื่อลูกต้องพยุงชีวิตตัวเอง ไปพร้อมๆ กับพยุงชีวิตแม่ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้
‘เสก’ ชายผู้หาเมียผู้หญิงไว้เลี้ยงแม่ หาเมียผู้ชายไว้หาเงิน
‘เสก’ เป็นตัวละครที่อาจจะดูโรแมนติกในทีเซอร์ แต่อาจทำให้คนดูหลายคนรู้สึกเกลียดเมื่อดูหนังจบ เขาเป็นภาพตัวแทนของผู้ชายที่ตั้งใจใช้ความเป็นชายแสวงหาผลประโยชน์จากคนอื่น และเราไม่อาจรู้แน่ชัดว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
เสก คบซ้อน ทองคำ และโหม๋ ชัดเจนว่า ทองคำ เป็นเมียผู้ชายของเขา ที่หวังให้เป็นสะพานในการมีชีวิตที่อยู่สบายมากขึ้น ด้วยการมีกำลังในการหาเงิน แง่นี้หมายถึง ทองคำ มีทรัพยากรในมือ ที่สามารถช่วยให้เสกได้ที่ดินผืนนี้มาเป็นสวนทุเรียนส่วนตัวได้ และทองคำก็ทำได้สำเร็จ โดยมีเสกเป็นคนดูแลเรื่องการปลูกทุเรียนตามอาชีพชาวสวนที่เขาถนัดและรัก ทองคำจึงเป็นบันไดขั้นสำคัญให้เสกปลูกสร้างวิมานหนามแห่งนี้ได้สำเร็จ ส่วนโหม๋ เธอก็เป็นบันไดอีกขั้นที่เขาตั้งใจให้เป็นเมียผู้ดูแลแม่แทนเขา เพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตของตัวเองจริงๆ เหมือนปัดความรับผิดชอบในฐานะลูกทิ้งไป แล้วโยนไปให้โหม๋ ในฐานะเมีย โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่า โหม๋ก็ควรมีชีวิตของโหม๋เหมือนกัน
เมื่อเสกได้สิ่งที่ต้องการ นั่นคือการได้มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน เขาก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งโหม๋ ให้ไปใช้ชีวิตของตัวเอง และการที่เสกได้ตายไปก่อน จึงมีความเป็นไปได้หลายอย่างที่ทิ้งให้คนดูได้คิดต่อ เช่น เขาอาจจะคิดว่าสวนทุเรียนแห่งนี้คงทำเงินให้เขามากพอที่ส่งเงินให้แม่ได้มากขึ้น และอาจนำไปสู่การที่แม่เข้าถึงการดูแลในมิติต่างๆ ได้แล้ว จึงเลือกทิ้งโหม๋ หรือถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง เสกก็อาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องดูแลแม่เลย เพียงแต่ตั้งใจจะใช้ชีวิตกับทองคำ เพราะเขาดันหลงรักทองคำเข้าจริงๆ และไม่อยากให้เกิดปัญหาระยะยาวถ้ายังมีโหม๋ หรือหากคิดอีกด้าน ก็เป็นไปได้เหมือนกันที่เสกจงใจใช้ข้อกฎหมายในวันที่สมรสยังไม่เท่าเทียมนี้ จงใจฮุบที่ดินนี้ไว้เป็นของตัวเอง และวางแผนไว้ว่า ถ้าเขาตายไปจริงๆ อย่างน้อยๆ แม่ก็ยังมีที่ดินผืนนี้ในบั้นปลาย โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นสิ่งที่ทองคำช่วยให้ตนมีได้ทุกวันนี้ ก็เป็นไปได้เหมือนกัน
‘จิ่งนะ’ ตัวละครผู้ปลอบประโลมใจผู้ชม และทำให้เห็นว่า รักที่จริงใจก็ยังมีอยู่
‘จิ่งนะ’ ถือเป็นตัวละครที่น่าเอ็นดูที่สุดในเรื่อง และทำให้ผู้ชมหลายคนหลงรักความเป็นผู้ชายไทป์หมาเด็กที่ซื่อๆ จริงใจ และไม่มีพิษ ไม่มีภัย คอยปลอบประโลมใจจากหลายซีนหนักๆ ที่เกิดขึ้นในหนังได้เป็นอย่างดี
แม้เสกจะหลอกทองคำ จิ่งนะจะยืนเคียงข้างทองคำอย่างจริงใจในฐานะคนรักใหม่ แม้โหม๋จะถูกเสกหลอก แต่จิ่งนะก็จะยืนเคียงข้างโหม๋ในฐานะน้องชายที่รักพี่สาวของเขาจริงๆ จิ่งนะจึงเป็นตัวละครที่พยายามจะหาตรงกลางให้กับเรื่องราวสุดยุ่งเหยิงนี้ และทำให้คนที่เขารักทั้งสอง อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติที่สุด
ครั้งหนึ่ง เขาเคยเลือกที่จะอยู่ฝั่งพี่สาว ด้วยการทำตามคำสั่งพี่สาว เพื่อทำให้เกิดปัญหาในสวนทุเรียน แต่แล้วเมื่อคิดได้ เขาก็ย้ายมาปกป้องสวนทุเรียนอันเป็นที่รักของทองคำอย่างเต็มใจ ไม่ให้มันพังทลายลง และในวันที่พี่สาวแต่งงานแล้ว เขาก็เลือกจะใช้ชีวิตกับทองคำ ช่วยทองคำในการเก็บทุเรียนที่ทองคำปลูกไปขาย เพราะเขาคิดว่า อย่างน้อยพี่สาวก็มีสามีที่ดูแลแล้ว ตัวเขาก็ควรมีชีวิตของเขาที่เขาอยากดูแลทองคำเหมือนกัน
แม้จุดจบของคนดีคนนี้จะน่าเศร้า และไม่สามารถทำให้โหม๋ ทองคำ และเขา มีชีวิตที่สงบสุขด้วยกันได้จริง แต่คนคนนี้ ก็เป็นตัวแทนของความรักที่จริงใจ ที่ยังมีอยู่จริงบนโลกนี้ และทำให้เห็นว่าความรักดีๆ ที่ไม่ได้เริ่มจากการหลอกลวงหรือหวังผลประโยชน์จากความรัก มันงดงามและมีคุณค่าจริงๆ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘วิมานหนาม’ บ้านที่คนชายขอบฝันจะได้ครอง ทั้งเกย์ หญิงไร้สัญชาติ และหญิงสูงวัย ผู้พร้อมใจกันใช้อำนาจทาง ‘เพศ’ เป็นหนามทุเรียนฟาดฟันให้ได้มา
- ‘Short n’ Sweet’ อัลบั้มใหม่จาก Sabrina Carpenter ที่มีตั้งแต่เพลงป๊อป บัลลาด คันทรี R&B ดิสโก้ ยันอัลเทอร์เนทีฟร็อก
- Mia Goth ราชินีหนังหวีดที่มองเห็นความหวังในบทบาทเด็กสาวในหนังสยองขวัญเสมอ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com