โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวม 10 ข่าวเด่นปี 67 ''สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย''

efinanceThai

เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2567 เวลา 04.10 น.

รวม 10 ข่าวเด่นปี 67 สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 ธ.ค. 67 11:10 น.

ภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทยในปี 67 ถือว่ามีหลายเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของผู้นำทั้งในและต่างประเทศ ที่มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก หรือภาวะตลาดหุ้นไทย ที่ผันผวนเกินจะคาดเดา สวนทางกับตลาดสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ หรือ บิตคอยน์ที่ราคาทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ รวมไปถึงหุ้นรายตัวที่ต่างมีข่าวสร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนอย่างไม่ขาดสาย

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย " จึงได้คัดเลือก 10 ข่าวเด่นที่เป็นที่สุดของข่าวเศรษฐกิจและตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ มาให้ติดตามกัน ว่า ตลอดปีที่ผ่านมีข่าวไหนโดดเด่นและน่าสนใจบ้าง

1. วัดกึ๋น นายกฯ "แพทองธาร" พาเศรษฐกิจไทยไปไกลแค่ไหน?

การเมืองไทยในปี 67 ถือว่าร้อนแรง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีจาก นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกคดีการเมืองจนต้องหลุดจากเก้าอี้ทั้งที่ทำงานได้เพียงแค่ 1 ปี สุดท้ายแล้ว เก้าอี้นายกฯ ก็ถูกส่งต่อให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร และถือว่าเป็นนายกฯ ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพียง 37 ปี ที่มาพร้อมกับคำแถลงนโยบายที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วประเทศอย่าง มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

โดยนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 วางไว้คือ จะเร่งผลักดัน แก้หนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาความมั่นคงของสังคม ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจที่เห็นเป็นรูปร่างมากที่สุดคือ นโยบายแจกเงิน 10,000 บาทให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินก้อนแรก 1.45 แสนล้านบาท และกำลังจะมีเฟส 2 และเฟส 3 ตามมา เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนได้ถึง 40 ล้านคน ตามที่แถลงนโยบายไว้ รวมถึงนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบที่ร่วมกับสถาบันการเงินทยอยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ออกมาต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายที่ทยอยออกมาในช่วงปลายปี

การเป็นนายกฯ ของ "แพทองธาร" ในปีนี้ถือว่ายังเป็นช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งในปี 68 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมาก เพราะถือเป็นปีแรกที่ต้องเข้ามาบริหารประเทศแบบเต็มปี ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจที่มากมายจากในและนอกประเทศ และเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้ถึง 3% ตามที่รัฐบาลตัวเองตั้งเป้าไว้ ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกฯ หญิงคนที่ 2 ของไทยต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ทรัมป์ คัมแบ็ก พา Trade War 2.0 ป่วนเศรษฐกิจโลก

การกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังคว้าชัยชนะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ด้วยการพาพรรครีพับลิกันครองอำนาจได้ทั้งฝ่ายบริหาร และครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ทั่วโลกพากันหนาว ๆ ร้อน ๆ กับนโยบายการค้าที่ทรัมป์เคยประกาศกร้าวไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ว่าจะขึ้นภาษีกับจีนที่มากถึง 60% และประเทศอื่น ๆ ที่ 10-20%

นอกจากนี้ หลังรู้ผลเลือกตั้ง ทรัมป์ยังประกาศว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับเม็กซิโกและแคนาดาอีก 25% ดีเดย์ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง หากสองเพื่อนบ้านไม่เร่งแก้ปัญหายาเสพติดและผู้อพยพ และยังเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 10% เพื่อจี้ให้แก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งจนถึงตอนนี้แม้รายละเอียดจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ที่แน่ ๆ หลายฝ่ายกังวลแล้วว่า จะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง และจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้ามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

คงต้องจับตาดูว่า สงครามการค้าในปีหน้าจะสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใด เพราะตัวเลขกำแพงภาษีที่ทรัมป์ขู่ไว้นั้น ไม่ใช่เพียงกระทบแต่ประเทศคู่ค้าหลักโดยตรง แต่สร้างปัญหาทางอ้อมกับประเทศคู่ค้าอันดับรองอื่นๆ รวมถึงไทยด้วยเช่นกัน

3. ตลท. ยกระดับมาตรการกำกับชุดใหญ่ 'ปรามชอร์ตเซล-สกัดหุ้นซิ่ง'

ปี 67 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนและเป็นปีที่ท้าทายของตลาดหุ้นไทย เพราะนอกจากสถานการณ์การลงทุนในตลาดโลกที่ค่อนข้างผันผวนแล้ว บรรยากาศการลงทุนภายในยังมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการทุจิตของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ข้อสงสัยเรื่องธุรกรรมขายชอร์ต - โปรแกรมเทรด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนเป็นวงกว้าง จึงทำให้หน่วยงานที่ดูแลด้านตลาดทุน โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องเร่งปรับตัวและยกระดับมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนกลับมาอย่างรวดเร็ว

โดยมาตรการที่ ตลท. ทยอยดำเนินการออกมาในปีนี้ ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์หลักทรัพย์ที่ Short Selling ได้และเพิ่ม Uptick rule รายหลักทรัพย์ จากเดิมที่ให้ขายชอร์ตได้ที่ราคาเท่ากับหรือสูงกว่า (Zero-plus Tick) และเพิ่ม Register ผู้ใช้การส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความถี่สูง (HFT) รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการกำกับการซื้อขาย อาทิ เพิ่มมาตรการหยุดการซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Auto Halt) รายหลักทรัพย์,เพิ่มมาตรการ Auction หุ้นที่อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย และเพิ่ม Circuit Breaker รายหุ้น หรือ Dynamic Price Band เป็นต้น อย่างไรก็ตามผลจากการทยอยออกมาตรการดังกล่าวก็ช่วยให้ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยลดลงได้ระดับหนึ่ง

4. "ฟื้นวายุภักษ์ - อัพเลเวล TESG" แผ่วปลาย! ช่วยหุ้นไทยแค่ช่วงสั้น

จากภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ย่ำแย่ตลอดทั้งปี ทำให้รัฐบาล "แพทองธาร" งัดมาตรการในการฟื้น "กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง" วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อหวังให้เม็ดเงินก้อนใหญ่นี้เข้ามาดันตลาดหุ้นไทยให้ดีขึ้นเหมือนกับกองทุนวายุภักษ์ที่เคยประสบความสำเร็จมาในอดีต พร้อมด้วยโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ และการการันตีเงินต้น แต่หลังจากเปิดตัว "กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง" ในเดือนต.ค.67 ช่วงแรกก็มีเม็ดเงินเข้ามาหนุนตลาดหุ้นจนดัชนีพุ่งไปแตะ 1,500 จุด แต่ก็เพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่ตลาดจะถูกแรงขายกดดันออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจนหลุด 1,400 จุดลงมาในเดือนธ.ค. จนนักลงทุนหลายคนกุมขมับว่าทำไมเม็ดเงินจากกองทุนดังกล่าวหมดโปรโมชั่นไวเหลือเกิน

เช่นเดียวกับ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) กองทุนลดหย่อนภาษีน้องใหม่ ที่ออกมาเมื่อปลายปี 66 รัฐบาลเองก็ สั่งปรับเงื่อนไขลงทุนให้จูงใจมากขึ้น เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจาก 100,000 บาท ปรับเป็น 300,000 บาท ระยะเวลาถือครองเหลือแค่ 5 ปี หวังส่งเสริมให้นักลงทุนมุ่งลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินตามมาตรฐาน ESG สอดรับกับเทรนด์โลก อีกความหวังที่จะช่วยผลักดันหุ้นไทยกลับมาคึกคัก แต่ตลาดหุ้นไทยที่เปราะบาง และอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ทำให้กองทุน Thai ESG ยังไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเท่าที่ควร

5. "บิตคอยน์" ทำจุดสูงสุดใหม่

จะเรียกว่า บิตคอยน์ เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 67 ก็ว่าได้ เพราะในปีนี้ บิตคอยน์ได้สร้างประวัติศาสตร์ราคานิวไฮใหม่ทะลุ 100,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.67 ซึ่งนักวิเคราะห์ในตลาดหลายสำนักมองว่าการปรับขึ้นของบิตคอยน์ในปีนี้ อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบูลรัน เพราะมีความพิเศษกว่าบูลรันครั้งก่อนๆเนื่องจากเม็ดเงินมาจากนักลงทุนสถาบัน สืบเนื่องจากก.ล.ต.สหรัฐฯ ไฟเขียวกองทุน ETF Spot Bitcoin ทำให้สถาบันเข้าถึงบิตคอยน์ทางอ้อมได้สะดวกขึ้นผ่านการซื้อ ETF นี่ยังไม่นับรวมกับบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ไล่กวาดบิตคอยน์ทุกราคาอย่าง MicroStrategy

ที่สำคัญไปกว่านั้นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นฝั่งโปรบิตคอยน์ทำให้บิตคอยน์เป็นที่รู้จักของชาวโลกมากขึ้นผ่านการหาเสียง และทรัมป์ประกาศนโยบายตั้งกองทุนสำรองบิตคอยน์เชิงกลยุทธ์ ทำให้หลายประเทศก็เริ่มอยู่ไม่ติด มีการนำประเด็นนี้มาถกเถียงในวงกว้างรวมถึงในไทยเช่นกัน

6. ทองคำ นิวไฮไม่แผ่ว ลุ้นปี 68 แตะ 3,000 เหรียญ

ร้อนแรงไม่แพ้ บิตคอยน์ ก็ต้องยกให้ "ทองคำ" เพราะปี 67 นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองอย่างแท้จริง หลังจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มทยอยปรับตัวลดลง ด้านภาวะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อย่างสงครามในตะวันออกกลาง ยิ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาทองคำในช่วงเดือนต.ค.ทำจุดสูงสุดของปี 67 ที่ 2,790.14 ดอลลาร์/ออนซ์ ด้านราคาทองแท่งไทยที่ 44,550 บาท ซึ่งหากคำนวณการถือทองคำมาตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงระดับสูงสุดดังกล่าว พบว่าทองโลกจะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 35% และทองไทยจะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 10,900 บาท หรือเพิ่มขึ้น 32%

นอกจากนี้ประเด็นประธานาธิบดีคนใหม่ "โดนัลด์ ทรัมป์" เข้ามาดำรงตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดลงทุนกังวลว่าจะมีสงครามการค้ารอบใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ อีกทั้งข้อมูลจากสภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า ธนาคารกลางจีนกลับเข้ามาซื้อทองคำในรอบ 6 เดือน ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่าสินทรัพย์ทองคำในปี 68 ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นและทุบสถิติใหม่ได้อย่างแน่นอน โดยกูรูวงการทองคำคาดการณ์เป้าหมายปี 68 มีโอกาสเห็นทองคำที่ระดับ 3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ และทองไทย 50,000 บาท

7. DELTA "เดอะแบก" - แชมป์เบอร์ 1 หุ้นไทย

บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTAรักษาตำแหน่งหุ้นมาร์เก็ตแคปอันดับ 1 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ระดับ 1.87 ล้านล้านบาท โดยระหว่างปีพุ่งไปถึง 2.16 ล้านล้านบาท เมื่อ 20 พ.ย.67 สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วน P/E ไม่ต้องพูดถึง เพราะพุ่งทะยานไปแตะระดับ 100 เท่าทันที ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาหุ้น DELTA ถือว่ามีผลต่อ SET Index อย่างมีนัยสำคัญทั้งขาขึ้นและขาลง จนโลกโซลเซียลต่างพากันแซวตลาดหุ้นไทยว่า เป็นดัชนี DELTA กันเป็นทิวแถว หรือจะเรียกได้ว่า DELTA เป็น "เดอะแบก" ตลาดหุ้นไทยของจริงก็ว่าได้

หากดูที่พื้นฐาน การเติบโตของ DELTA ได้อานิสงส์จากการเป็นธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีบริษัทแม่จากไต้หวันดำเนินธุรกิจในทุกองคาพยพที่อยู่ในเทรนด์ของอนาคต ทั้ง เทคโนโลยี, ดาตาเซ็นเตอร์, ระบบคลาวด์, ยานยนต์ไฟฟ้า และ แบตเตอรี่ ทำให้ DELTA แทบจะเป็นบริษัทเดียวในตลาดหุ้นไทยที่เข้าใกล้คำว่าหุ้นเทคโนโลยีมากที่สุด ขณะที่ช่วงราคาหุ้นร้อนแรงนั้น ตลาดหลักทรัพย์เองก็ได้ออกโรงมาเตือนให้ระมัดระวังการลงทุน พร้อมกับจับหุ้น DELTA มากำกับการซื้อขาย แต่ก็เบรกฯความร้อนแรงได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น เพราะหลังจากหลุดมาตรการกำกับการซื้อขาย DELTA ก็ยังคงกลับมาทำหน้าที่ "เดอะแบก" ตลาดหุ้นต่ออีกตามเคย

8. ซุปเปอร์ดีล "GULFINTUCH"

ดีลที่ใหญ่สุดในตลาดหุ้นไทยปี 67 ต้องยกให้ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF หุ้นพลังงานอันดับต้นของไทย ที่ประกาศควบรวม บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH และจะจัดตั้งบริษัทใหม่ (NewCo) ซึ่งจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 2/68 เพื่อต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจดิจิทัล

ซึ่งภายหลังจากการควบรวมครั้งนี้ กำไรของ NewCo ยังคงมาจากธุรกิจพลังงานเป็นหลักอยู่ แต่สัดส่วนจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 60% และ สัดส่วนธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 40% จากเดิม 70% : 30% ด้วยแรงหนุนจากการที่ INTUCH มีหุ้นสื่อสารเบอร์ 1 ของไทยในมืออย่าง ADVANC นั่นเอง รวมทั้งจะทำให้สถานะการเงินภาพรวมของธุรกิจทั้งหมดปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมีกระแสเงินสด และ สภาพคล่องที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะปรับตัวลดลงอย่างมากจาก 1.7 เท่า เหลือ 0.9 เท่า โดยนักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองในเชิงบวกต่อดีลนี้ พร้อมยกให้เป็นการควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย ซึ่งหลังจากการควบควบเชื่อว่าบริษัทใหม่อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

9. JAS หัก TRUE คว้าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก 6 ฤดูกาลรวด

นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาทั้งวงการหุ้น และวงการฟุตบอล หลังจาก บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ประกาศคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ อังกฤษถึง 6 ฤดูกาล ใน 3 ประเทศคือไทย,สปป.ลาว และกัมพูชา จากเดิมลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE ที่เรียกว่าแทบจะผูกขาดมานานหลายปี ซึ่งการกระชากลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกของ JAS ออกมาจากอ้อมอกของ TRUE ในรอบนี้ JAS เองต้องยอมทุ่มเงินถึง 559.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 19,167 ล้านบาท

โดยเป้าหมาย และแผนการต่อยอดของ JAS ของจากได้สุดยอดคอนเทนต์อย่างฟุตบอลพรีเมียร์ลีก คือการวางช่องทางถ่ายทอดสด ซึ่งเบื้องต้นก็ได้ให้ MONO Streaming บริษัทในเครือเป็นแม่ข่าย เพราะมีสตรีมมิ่งอย่าง MONOMAX อยู่ในมือ ส่วนแผนขายสมาชิก ทางผู้บริหารแย้มมาว่าราคาเบื้องต้นจะไม่เกิน 400 บาท/เดือน คาดหวังว่าจะได้ 3 ล้านบัญชีในปีแรก ส่วนผลต่อราคาหุ้นหลังจากมีข่าวทาง JAS ปรับตัวขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่ต้องแบกรับ

10.หมอบุญ ตุ๋นลงทุน ความเสียหายกว่า 7,500 ล้านบาท

ข่าวใหญ่ที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยมากที่สุดในปีนี้คงหนีไม่พ้นกรณี "หมอบุญ" หรือ "นายแพทย์บุญ วนาสิน" อดีตประธานกรรมการ, ผู้ถือหุ้นใหญ่ และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ฟอกเงิน และคดีเกี่ยวกับเช็ค มูลค่าความเสียหายกว่า 7,500 ล้านบาท โดยนอกจาก "หมอบุญ" ยังมี "จารุวรรณ วนาสิน" ภรรยา รวมถึง "นลิน วนาสิน" ลูกสาว และพวกรวม 9 คน ซึ่งตอนนี้หัวเรือใหญ่ในขบวนการอย่าง "หมอบุญ" ยังหลบหนีลอยนวลอยู่ต่างประเทศ ขณะที่ ภรรยา วัย 79 ปี และ ลูกสาว วัย 51 ปี ถูกคุมตัวอยู่ทัณฑสถานหญิงกลางตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ข้อมูลของตำรวจนครบาลระบุ กลุ่มผู้กระทำผิดมีการชักชวนให้ลงทุนใน 5 โครงการ ทำให้มีผู้หลงเชื่อ และตกลงทำสัญญากู้ยืมเงิน ให้ดอกเบี้ย และมีการจ่ายเช็ค เพื่อชำระเบี้ยเงินกู้ รวมทั้งค่าดอกเบี้ย โดยมี หมอบุญ เป็นผู้ลงลายมือชื่อ รวมถึงมีลายเซ็นภรรยาและบุตรสาว เป็นผู้ค้ำประกันด้วย โดยช่วงแรกมีการชำระดอกเบี้ยให้บางส่วน บางราย แต่ต่อมาไม่จ่ายเลย รวมถึงเงินต้นก็ไม่คืน เช็คก็เด้ง ถูกธนาคารปฏิเสธจ่ายเงิน ก่อนสุดท้ายจะพบว่า โครงการทั้งหมดไม่มีอยู่จริง และ หมอบุญ ก็ได้หลบหนีไปนอกประเทศเป็นที่เรียบร้อย

ด้าน THG ได้ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนต่างๆ ที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งยังตรวจสอบพบรายการอันควรสงสัยอีกหลายรายการ พร้อมประกาศว่า จะดำเนินการทางกฎหมายต่ออดีตผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญกับการกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดรายการอันควรสงสัยดังกล่าว เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น กรณีนี้จัดเป็นอีกหนึ่งกรณีใหญ่ที่สร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทย จนเกิดความสงสัยปนกังวลว่า จะมีเหตุการณ์เช่นเดียวกับ THG เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคตอีกหรือไม่

เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...