โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก้มกราบ “แผ่นดินธรรม” สักครั้งตอนสิ้นปี

Ticy City

เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2567 เวลา 12.26 น.

แผ่นดินไทย

ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้ หากใครยังไม่มีแพลนที่จะไปเที่ยวหรือไม่รู้ว่าจะไปกราบไหว้ขอพรที่ไหนดีละก็ มาตาม Nai Mu กรูรูสายมูผู้มีเรื่องเล่ามากมายจาก Ticy City ไป ก้มกราบ “แผ่นดินธรรม” สักครั้งตอนสิ้นปี แต่จะด้วยเหตุผลกลใด ทำไมต้องกราบผื้นแผ่นดินไทย และต้องไปกราบที่ไหนนั้นไปฟังเรื่องเราจาก Nai Mu ได้เลย

ช่วงรอยต่อของการข้ามสู่ศักราชใหม่ ประเพณีที่คนไทยวัยผู้ใหญ่นิยมกันคือ “สวดมนต์ข้ามปี” ตามด้วยไหว้พระ 9 วัดในวันรุ่งขึ้น เพื่อความเป็นสิริมงคล ความจริงแล้วสามารถแหวกชุดความเชื่อและกำหนดเองได้ ช่วงใกล้สิ้นปี Nai Mu ขอชี้ชวนผู้อ่านทั้งหลายมา “กราบแผ่นดิน” สักครั้ง ! ซึ่งมี “พระแม่ธรณี”เทวนารีที่อยู่กับมนุษย์อุษาคเนย์มาไม่น้อยกว่า 3,000 ปี นางกำเนิดเมื่อแผ่นดินบังเกิดขึ้นในโลก นางจึงรู้อดีต ดี-ชั่ว ความเป็นไปทุกชาติภพของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

และอีก 2 แห่งที่คัดเลือกมา อยู่ไม่ไกลคือ ตราแผ่นดิน(หลัง สถานีตำรวจนครบาล พระราชวัง) และศาลเจ้าพ่อครุฑ ในย่านคลองหลอด !

หนึ่งปีที่ผ่านมา แผ่นดินไทยให้เราเหยียบ ย่ำ เดิน ทำมาหากินโดยสุจริต จึงสมควรที่เราจะสำนึกแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดินที่ทำให้เราเติบโตในปีที่ผ่านมา … ก่อนจะก้าวต่อไปในปีหน้า

พระแม่ธรณี

พระแม่ธรณีบีบมวยผมมีในวัดแทบทุกแห่ง แต่คนส่วนใหญ่นิยม “อุทกทาน” ในรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมที่สนามหลวง โดยในหนังสือ “จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์” ของคณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปี 2525 ในหัวข้อ “ศาลเทพารักษ์ในเขตคลองผดุงกรุงเกษม” ยังเรียก “อุทกทาน” มิได้ยกเป็นเทพเทวดา ! ดังที่ประชาชนนิยมมาสักการะแต่อย่างไร

พระแม่ธรณี คือเทพผู้คุ้มครองแผ่นดิน เป็นเทพมารดาของทุกสรรพชีวิตในโลก เทพนารีพระองค์นี้ ในยุคพระเวทเรียกพระปฤวี ต่อมาเป็นพระภูเทวี เป็นพระชายาพระองค์หนึ่งของพระวิษณุเทพ บางทีก็เรียก พระศรีวสุนธรา หรือพระพสุธา !

นางพระธรณี เป็นเทวีชั้นรองในศาสนาฮินดู แต่เป็นเทพนารีผู้มีบทบาทในพระพุทธศาสนา ตอน พระพุทธเจ้าชนะมาร (พระแม่ธรณีบีบมวยผม) ในคัมภีร์ฝ่ายพุทธยุคแรก ไม่ได้ระบุถึงบทบาทของพระแม่ธรณีในตอนพระพุทธเจ้าผจญมารแต่อย่างใด มีการบันทึกเหตุการณ์นี้ในปฐมโพธิกถา ฉบับ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งทรงแปลในสมัยรัชกาลที่ 3

ความเชื่อเรื่อง นางธรณีบีบมวยผมเป็นพยานให้พระพุทธเจ้า เพื่อขับไล่พญามาร แพร่หลายอย่างมากทั้งไทย ลาว พม่า กัมพูชา แม้ในโคลงศรีปราชญ์ ก่อนถูกประหารยังอ้างพระธรณีเป็นพยาน “ธรณีนี่นี้เป็นพยาน…”

โดยนิทานของชนทุกชาติ ทุกศาสนา ความเชื่อ มีเรื่องพระธรณีหมด แต่เรียกชื่อแตกต่างกันไป

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงกรองน้ำสามเสน เพื่อทรงเปิดการประปากรุงเทพฯ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457 ความตอนหนึ่งได้ทรงเปรียบเทียบพลังอำนาจของน้ำประปากับอิทธิฤทธิ์ของอุทกธาราของพระแม่ธรณีในพุทธประวัติว่า

“ … ท่านโบราณจารย์ จึงต้องสอนให้ใช้น้ำเปนเครื่องชำระล้าง ในที่สุดถึงแม้จะกล่าวเปรียบเทียบสิ่งที่เปนของชั่วร้าย เพื่อจะกำราบสิ่งชั่วร้ายนั้น ก็จะกำราบให้พ่ายแพ้ได้โดยอาไศรยอำนาจน้ำ เป็นต้นว่า ครั้งสมเด็จพระมุนินทรชินสีห์ประทับอยู่ที่ใต้โพธิบัลลังก์ พระยามารซึ่งสมมุตว่าเปนผู้คิดร้ายต่อพระองค์ ได้หวังผจญต่อพระบรมศาสดา โดยเดชะอำนาจพระบารมีของพระองค์ บันดาลให้นางพระธรณีมาสยายผมบีบน้ำบำราบมารได้ด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งน้ำ อันหลั่งไหลมาจากผมของนาง ด้วยอำนาจสัจจะวาจาภาษิตนี้ ขอการประปาจงเปนผลสำเร็จสมตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระชนกนารถของเรา”

ตามบันทึกของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาลลงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริที่จะสร้าง “ท่ออุทกธารา” ให้เป็นสาธารณทานมาระยะหนึ่งแล้ว ต่อมารัชกาลที่ 6 จึงทรงมีกระแสรับสั่งว่า “ควรทำเปนรูป นางพระธรณีรีดน้ำจากมวยผม ดูจะเป็นการงดงามดี ที่ๆ จะสร้างนั้น ควรสร้างที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลาตรงแยกถนนราชินีกับถนนราชดำเนิน”

ช่างผู้ออกแบบรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ , ผู้ออกแบบซุ้มคือ พระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) , นายเอมิลิโอ โจวันนี กอลโล (Emillo Giovanni Gollo) นายช่างเอกประจำกรมศุขาภิบาล เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างอุทกทาน คิดเป็นเงิน 16,437 บาท เปิดใช้งานเมื่อ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงแปรพระราชฐานอยู่ที่พระราชวังบางปะอิน ทรงพระราชทานหัตถเลขามายังเสนาบดีกระทรวงนครบาล โปรดเกล้าฯ มอบหมายอุทกธารนี้ให้เสนาบดีรับแทนราษฎร “เปนสาธารณะทานแก่ประชาชนผู้เป็นเพื่อนแผ่นดิน ได้กินบำบัดร้อนแลกระหาย เปนความสบายตามปรารถนาทั่วกัน”

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่อน้ำทั้งหลายก็ถูกขโมย สูญหาย ซุ้มและรูปพระแม่ธรณีเสื่อมโทรมลง

ต่อมาจอมพลพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งบูรณะพระแม่ธรณีให้งามอร่ามลงรักปิดทอง ยกให้สูงขึ้น จาก “อุทกธารา” ก็เปลี่ยนบทบาทเป็นเทพนารี มีผู้คนมาบวงสรวง กราบไหว้ ขอพรกันนับแต่บัดนั้น

‘อาร์มแผ่นดิน’ สมัยรัชกาลที่ 5

หลังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง “มีศาลปู่ดำและตราแผ่นดิน” เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตำรวจ ข้าราชการ คนในเครื่องแบบนิยมมาบูชากันมาก ข้อห้าม ! ไม่อยากติดทหาร ห้ามมาบนบานที่นี่โดยเด็ดขาด !

เรื่องราวของ “ตราแผ่นดิน” และ “ปู่ดำ” แห่งนี้ แม้จะตั้งอยู่หลังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังนานมากแล้ว แต่ไม่พบที่มาที่ไป อาร์มแผ่นดินนี้ ใช้เป็นรูปโปร์ไฟล์ของ เพจ สถานีตำรวจนครบาล พระราชวัง

ที่นี้ขออธิบายรูปต่างๆ ในอาร์มแผ่นดิน เพียงว่า

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “อาร์มแผ่นดิน” หรือ ตราแผ่นดิน เป็นตราประจำประเทศ ทรงพระราชทานบัญญัติใช้ตราแผ่นดิน เมื่อวันที่ 20 เมษายน ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2432) ณ พระที่นั่งจักรีมหาประสาท โดยให้รวบรวมสัญลักษณ์ชัตติยราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์ แลพระราชสัญจกรสำหรับแผ่นดินแลสำหรับพระบรมราชวงศ์ ทั้งตราหลวงสำหรับราชการและชนชาวสยามหลายเชื้อสายนำมาไว้รวมกัน ประกอบเป็นลายในตราแผ่นดิน เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสยามประเทศ ผู้ออกแบบคือ เสวกเอกหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย

ขอสรุปสั้นๆ ว่า สัญลักษณ์ของตราแผ่นดิน ประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎพร้อมดวงรัศมี, ฉัตรเจ็ดชั้น หรือ สัปตปฏลเศวตฉัตร, ช้างไอยราพต 3 เศียร, ช้างเผือก, กริชคตและกริชตรง , ภาพคชสีห์ประคองฉัตร และราชสีห์ประคองฉัตร, พระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ เป็นต้น

กรุงสยามใช้ตราแผ่นดินเป็นตราประจำประเทศ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องหมายพระครุฑพ่าห์แทนเครื่องหมายตราแผ่นดิน

ศาลเจ้าพ่อครุฑ

ทั้ง อาร์มแผ่นดิน หรือ ศาลเจ้าพ่อครุฑ ไม่พบบันทึกที่มาที่ไป นอกจากเรื่องเล่า

ศาลเจ้าพ่อครุฑ ตั้งอยู่ในบริเวณห้องแถวของตรอกเล็กๆ ที่ชื่อ ตรอกครุฑ ย่านคลองหลอด (เปิด-ปิด เวลา 07.00-17.00 น.) ศาลเจ้าพ่อครุฑตั้งในชุมชนแห่งนี้มานาน บ้างก็ว่าถึงร้อยปี มีเรื่องเล่ากันมาว่า ชาวบ้านได้พบครุฑไม้แกะสลักองค์หนึ่งลอยมาตามแม่น้ำ เข้าใจว่า องค์ครุฑนั้นคงติดและหลุดจากหัวเรือโบราณ จึงนำมาตั้งและบูชากัน ต่อมา องค์ครุฑเก่าถูกมือดีขโมยไป จึงมีการสร้างครุฑองค์ใหม่มาแทนที่ โดยหลวงพ่อวราห์ ปุญญวโร แห่งวัดโพธิ์ทอง บางมด ซึ่งท่านโด่งดังเรื่องการสร้างครุฑในเมืองไทย พร้อมศิษยานุศิษย์มาร่วมกันบูรณะศาลแห่งนี้ และทำพิธีบวงสรวงเป็นที่เรียบร้อย …

สัญลักษณ์ทั้งสามนี้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ “แผ่นดินไทย” ที่เราควรจะหาเวลาไปสักการะบูชาสักครั้งในชีวิต

เรื่อง : Nai Mu

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...